ถ้าพูดถึงปีนัง หลายคนคงนึกถึงอาหาร สตรีตอาร์ต ภูเขา
ส่วนถ้าพูดถึงชลบุรี ก็จะนึกถึงบางแสน พัทยา เกาะล้าน
เกาะสีชัง สัตหีบ
ดูแค่นี้ ปีนังและชลบุรีก็แทบไม่มีอะไรคล้ายกัน แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวคนละสไตล์
แต่รู้ไหมว่า ถ้าในมุมเศรษฐกิจ ทั้งคู่แทบจะเป็นเมืองคู่แฝด เพราะขนาดเศรษฐกิจก็ใกล้ ๆ กัน แถมยังทำเงินจากเศรษฐกิจได้คล้าย ๆ กันอีกด้วย
เศรษฐกิจปีนังคล้ายกับชลบุรีในมุมไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1MN2ho5c4w/?mibextid=wwXIfr
จริง ๆ แล้ว ปีนังและชลบุรีมีโมเดลเศรษฐกิจที่เหมือนกัน นั่นคือ มีเครื่องยนต์คู่อยู่เบื้องหลังการเติบโต
เครื่องยนต์ตัวแรก มาจากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจหลักสำคัญ
ในฝั่งปีนัง เศรษฐกิจราว 48% มาจากภาคบริการ
ซึ่งพระเอกก็หนีไม่พ้น การท่องเที่ยว ที่ปีปีหนึ่งสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเลเซีย และนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนมาก
เพราะความโดดเด่นของปีนัง คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างอินเดีย จีน และมาเลย์ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไปจนถึงสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นนานาชาติสูงมาก
ซึ่งเรื่องนี้เป็นมรดกที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมของอังกฤษ ที่ปั้นให้ปีนังเป็นเมืองท่านานาชาติ จนอาคารและอาหารต่าง ๆ กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาสัมผัส
ส่วนในฝั่งชลบุรี เศรษฐกิจราว 45% มาจากภาคบริการ
โดยมีพระเอกเดียวกัน ที่ดึงดูดทั้งเม็ดเงินและนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
แต่ชลบุรีไม่เหมือนกับปีนัง เพราะในขณะที่ปีนังใช้มรดกทางวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ชลบุรีกลับใช้มรดกทางธรรมชาติอย่างทะเลเป็นจุดขายนักท่องเที่ยวแทน
ซึ่งเรื่องนี้ ก็คงต้องย้อนไปในช่วงสงครามเย็น เมื่อทหารอเมริกันเข้ามาพักผ่อนในบริเวณพัทยา ทำให้ชลบุรีค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองตากอากาศระดับโลกมากขึ้น
แต่ทั้งปีนังและชลบุรีคงไม่สามารถมีเศรษฐกิจหลักล้านล้านบาทได้ ถ้าพึ่งพาแค่การท่องเที่ยวแค่อย่างเดียว
เพราะสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ทำเงินได้มากกว่า มาจากเครื่องยนต์ตัวที่สองจากภาคอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน ปีนังมีรายได้จากภาคอุตสาหกรรม 46%
ในขณะที่ชลบุรีมีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมราว 55%
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ปีนัง มีเขตอุตสาหกรรมปลอดภาษีนำเข้าที่ชื่อว่า Bayan Lepas ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะติดกับท่าอากาศยานนานาชาติปีนัง
เขตอุตสาหกรรมนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 1972 เพื่อดึงดูดให้บริษัทอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตที่ปีนัง
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กลับไม่ใช่บริษัทอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป แต่เป็นบริษัทผลิตชิประดับโลกอย่าง Intel ที่เริ่มเข้ามาตั้งโรงงานในปีนัง
ในวันที่อุตสาหกรรมชิป สมองสำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของโลกยังไม่ได้เติบโตขนาดนั้น แต่ปีนังสามารถเกาะขบวนอุตสาหกรรมนี้ได้ตั้งแต่แรก
ทำให้ปัจจุบัน ปีนังกลายเป็นที่ตั้งของบริษัทชิประดับโลกมากมาย เช่น Micron Technology และ Texas Instruments จากสหรัฐฯ รวมไปถึง Infineon Technologies จากเยอรมนี
การเข้ามาของบริษัทระดับโลก ก็ลากให้เกิดบริษัทท้องถิ่นในการรับจ้างตรวจสอบการทำงานของชิป กลายเป็นโดมิโนที่สร้างการเติบโตอีกมุมหนึ่งให้กับปีนังไปเรื่อย ๆ
กลับมาที่ฝั่งชลบุรี จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของภาคอุตสาหกรรมก็คล้ายกับปีนัง เพราะมีการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC ในปี 1980 เหมือนกับที่ปีนังทำเหมือนกัน
ซึ่งก็ไม่ได้ห่างจากจุดเริ่มต้นของเขตอุตสาหกรรม Bayan Lepas ของปีนัง ที่เริ่มต้นในปี 1972 เท่าไรนัก
แต่อุตสาหกรรมชลบุรีต่างจากปีนัง ตรงที่ปัจจุบันกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
ซึ่งเรื่องนี้ก็มาจากจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 1985 ญี่ปุ่นที่โดนข้อตกลง Plaza Accord ดันให้ต้นทุนการผลิตในประเทศสูงขึ้น จนต้องหาแหล่งผลิตนอกประเทศ
สุดท้ายก็หันมาปักหมุดที่ประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและรถยนต์ จนทำให้ชลบุรีกลายเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายแห่ง
ตามมาด้วยการสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ที่เปิดให้บริการในปี 1991 ก็ยิ่งดันให้อุตสาหกรรมชลบุรีเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จนปัจจุบัน เมื่อทั้งปีนังและชลบุรีต่างพัฒนาเขตอุตสาหกรรมของตัวเองขึ้นมา ทำให้เศรษฐกิจของตัวเองดันทะลุล้านล้านบาท
โดยปัจจุบันปีนังมีเศรษฐกิจราว 1 ล้านล้านบาท ในขณะที่ชลบุรีมีเศรษฐกิจราว 1.2 ล้านล้านบาท
ซึ่งมีรายได้จากเครื่องยนต์คู่มาทั้งจากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม ดันการเติบโตให้กับทั้งปีนังและชลบุรีแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่เกิดขึ้นกลับอยู่หลังจากนี้มากกว่า
เพราะในขณะที่ปีนังสามารถเกาะขบวนไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมชิประดับโลกได้ แต่ชลบุรีกำลังเจอความท้าทายใหม่ครั้งสำคัญของภาคอุตสาหกรรม
ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรืออุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอื่น ๆ ที่กำลังโดนเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแข่งขันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งก็คงเป็นโจทย์สำคัญให้ชลบุรีว่า จะสร้างตั๋วใบใหม่อย่างไร เพื่อให้ตัวเองสามารถเกาะขบวนการเติบโตของโลกเหมือนกับที่เมืองคู่แฝดอย่างปีนังทำได้ในเวลานี้..
________________________________________
ปีนัง รัฐในมาเลเซีย คู่แฝดเศรษฐกิจ ของชลบุรี /โดย ลงทุนแมน
ส่วนถ้าพูดถึงชลบุรี ก็จะนึกถึงบางแสน พัทยา เกาะล้าน
เกาะสีชัง สัตหีบ
ดูแค่นี้ ปีนังและชลบุรีก็แทบไม่มีอะไรคล้ายกัน แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวคนละสไตล์
แต่รู้ไหมว่า ถ้าในมุมเศรษฐกิจ ทั้งคู่แทบจะเป็นเมืองคู่แฝด เพราะขนาดเศรษฐกิจก็ใกล้ ๆ กัน แถมยังทำเงินจากเศรษฐกิจได้คล้าย ๆ กันอีกด้วย
เศรษฐกิจปีนังคล้ายกับชลบุรีในมุมไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1MN2ho5c4w/?mibextid=wwXIfr
จริง ๆ แล้ว ปีนังและชลบุรีมีโมเดลเศรษฐกิจที่เหมือนกัน นั่นคือ มีเครื่องยนต์คู่อยู่เบื้องหลังการเติบโต
เครื่องยนต์ตัวแรก มาจากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจหลักสำคัญ
ในฝั่งปีนัง เศรษฐกิจราว 48% มาจากภาคบริการ
ซึ่งพระเอกก็หนีไม่พ้น การท่องเที่ยว ที่ปีปีหนึ่งสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเลเซีย และนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนมาก
เพราะความโดดเด่นของปีนัง คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างอินเดีย จีน และมาเลย์ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไปจนถึงสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นนานาชาติสูงมาก
ซึ่งเรื่องนี้เป็นมรดกที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมของอังกฤษ ที่ปั้นให้ปีนังเป็นเมืองท่านานาชาติ จนอาคารและอาหารต่าง ๆ กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาสัมผัส
ส่วนในฝั่งชลบุรี เศรษฐกิจราว 45% มาจากภาคบริการ
โดยมีพระเอกเดียวกัน ที่ดึงดูดทั้งเม็ดเงินและนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
แต่ชลบุรีไม่เหมือนกับปีนัง เพราะในขณะที่ปีนังใช้มรดกทางวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ชลบุรีกลับใช้มรดกทางธรรมชาติอย่างทะเลเป็นจุดขายนักท่องเที่ยวแทน
ซึ่งเรื่องนี้ ก็คงต้องย้อนไปในช่วงสงครามเย็น เมื่อทหารอเมริกันเข้ามาพักผ่อนในบริเวณพัทยา ทำให้ชลบุรีค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองตากอากาศระดับโลกมากขึ้น
แต่ทั้งปีนังและชลบุรีคงไม่สามารถมีเศรษฐกิจหลักล้านล้านบาทได้ ถ้าพึ่งพาแค่การท่องเที่ยวแค่อย่างเดียว
เพราะสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ทำเงินได้มากกว่า มาจากเครื่องยนต์ตัวที่สองจากภาคอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน ปีนังมีรายได้จากภาคอุตสาหกรรม 46%
ในขณะที่ชลบุรีมีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมราว 55%
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ปีนัง มีเขตอุตสาหกรรมปลอดภาษีนำเข้าที่ชื่อว่า Bayan Lepas ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะติดกับท่าอากาศยานนานาชาติปีนัง
เขตอุตสาหกรรมนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 1972 เพื่อดึงดูดให้บริษัทอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตที่ปีนัง
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กลับไม่ใช่บริษัทอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป แต่เป็นบริษัทผลิตชิประดับโลกอย่าง Intel ที่เริ่มเข้ามาตั้งโรงงานในปีนัง
ในวันที่อุตสาหกรรมชิป สมองสำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของโลกยังไม่ได้เติบโตขนาดนั้น แต่ปีนังสามารถเกาะขบวนอุตสาหกรรมนี้ได้ตั้งแต่แรก
ทำให้ปัจจุบัน ปีนังกลายเป็นที่ตั้งของบริษัทชิประดับโลกมากมาย เช่น Micron Technology และ Texas Instruments จากสหรัฐฯ รวมไปถึง Infineon Technologies จากเยอรมนี
การเข้ามาของบริษัทระดับโลก ก็ลากให้เกิดบริษัทท้องถิ่นในการรับจ้างตรวจสอบการทำงานของชิป กลายเป็นโดมิโนที่สร้างการเติบโตอีกมุมหนึ่งให้กับปีนังไปเรื่อย ๆ
กลับมาที่ฝั่งชลบุรี จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของภาคอุตสาหกรรมก็คล้ายกับปีนัง เพราะมีการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC ในปี 1980 เหมือนกับที่ปีนังทำเหมือนกัน
ซึ่งก็ไม่ได้ห่างจากจุดเริ่มต้นของเขตอุตสาหกรรม Bayan Lepas ของปีนัง ที่เริ่มต้นในปี 1972 เท่าไรนัก
แต่อุตสาหกรรมชลบุรีต่างจากปีนัง ตรงที่ปัจจุบันกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
ซึ่งเรื่องนี้ก็มาจากจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 1985 ญี่ปุ่นที่โดนข้อตกลง Plaza Accord ดันให้ต้นทุนการผลิตในประเทศสูงขึ้น จนต้องหาแหล่งผลิตนอกประเทศ
สุดท้ายก็หันมาปักหมุดที่ประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและรถยนต์ จนทำให้ชลบุรีกลายเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายแห่ง
ตามมาด้วยการสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ที่เปิดให้บริการในปี 1991 ก็ยิ่งดันให้อุตสาหกรรมชลบุรีเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จนปัจจุบัน เมื่อทั้งปีนังและชลบุรีต่างพัฒนาเขตอุตสาหกรรมของตัวเองขึ้นมา ทำให้เศรษฐกิจของตัวเองดันทะลุล้านล้านบาท
โดยปัจจุบันปีนังมีเศรษฐกิจราว 1 ล้านล้านบาท ในขณะที่ชลบุรีมีเศรษฐกิจราว 1.2 ล้านล้านบาท
ซึ่งมีรายได้จากเครื่องยนต์คู่มาทั้งจากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม ดันการเติบโตให้กับทั้งปีนังและชลบุรีแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่เกิดขึ้นกลับอยู่หลังจากนี้มากกว่า
เพราะในขณะที่ปีนังสามารถเกาะขบวนไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมชิประดับโลกได้ แต่ชลบุรีกำลังเจอความท้าทายใหม่ครั้งสำคัญของภาคอุตสาหกรรม
ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรืออุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอื่น ๆ ที่กำลังโดนเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแข่งขันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งก็คงเป็นโจทย์สำคัญให้ชลบุรีว่า จะสร้างตั๋วใบใหม่อย่างไร เพื่อให้ตัวเองสามารถเกาะขบวนการเติบโตของโลกเหมือนกับที่เมืองคู่แฝดอย่างปีนังทำได้ในเวลานี้..
________________________________________