KEY POINTS
หุ้นร้านอาหารดังแบรนด์ดัง เอ็มเค (M) และ โอ้กะจู๋ (OKJ) เคยเป็นหุ้น IPO ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤติกำไรและราคาหุ้นที่ตกต่ำลง
หุ้น M ของเอ็มเคได้รับผลกระทบตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ทำให้ผลประกอบการยังไม่ฟื้นตัวสู่ระดับเดิม และปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่าราคา IPO
หุ้น OKJ ของโอ้กะจู๋ ซึ่งเคยเปิดตัวอย่างร้อนแรง กลับพลิกมาประสบภาวะขาดทุนสุทธิติดต่อกัน 2 ไตรมาสล่าสุด โดยมีสาเหตุหลักจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว
หากเอ่ยถึง “หุ้นกลุ่มร้านอาหาร” แบรนด์ดังใน “ตลาดหุ้นไทย” คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ดัง อย่าง “แบรนด์สุกี้เอ็มเค (MK)” ของ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ของ “ตระกูลธีระโกเมน” และ “แบรนด์โอ้กะจู๋” ของ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ ของ 3 ผู้ก่อตั้ง “ชลากร เอกชัยพัฒนกุล” , “จิรายุทธ ภูวพูนผล” และ “วรเดช สุชัยบุญศิริ”
เริ่มต้นจากแบรนด์ร้านอาหาร “พี่ใหญ่” ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่าง แบรนด์เอ็มเค (MK) หากจำกันได้ “หุ้น M” เข้าซื้อขายวันแรก (เทรด) เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2556 ที่ราคาไอพีโอ 49.00 บาท ซึ่งตอนนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหุ้นเนื้อหอมสุด ๆ บ่งชี้จาก “นักลงทุนสถาบัน-รายย่อย” แห่จองหุ้นไอพีโอ M ล้นหลามแบบหัวกระไดไม่แห้ง จนกลายเป็นหุ้นไอพีโอไม่เพียงพอกับ "ความต้องการ" สะท้อนผ่านยอดจองเกิน 18 เท่า
ด้วย “แบรนด์เอ็มเค” ในตอนนั้นถือเป็นแบรนด์ธุรกิจร้านอาหารที่มี “ความโดดเด่น” และ “แตกต่าง” ประกอบกับพื้นฐานธุรกิจและฐานะทางการเงินแข็งแกร่งมาก สะท้อนผ่านผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการขยายสาขารวดเร็ว รวมถึงสตอรี่อย่างแผนการขยายสาขาไปต่างประเทศ
สะท้อนภาพ “หุ้น M” ราคาเคยขึ้นไปทำ “จุดสูงสุด” (นิวไฮ) ที่หุ้นละ 91.25 บาท (ณ วันที่ 23 ม.ค. 2561) และ “ราคาต่ำสุด” (นิวโลว์) ที่ 13.80 บาท (ณ วันที่ 5 มิ.ย. 2568) ณ ปัจจุบันหุ้น M อยู่ที่ 20.50 บาท (15 พ.ค.2569) เท่ากับว่าปัจจุบันราคาหุ้น M ต่ำกว่าราคาไอพีโอ
ดังนั้น เมื่อภาพความ “คึกคัก” ในวันวานเหมือนจะเปลี่ยนแปลงจากภาพเดิม ๆ ท่ามกลางการแข่งขันสงครามราคาสุกี้ที่ดุเดือน สั่นสะเทือนหุ้น M ต้องเผชิญกับมรสุม “กำไรสุทธิ” หดตัวต่อเนื่อง เปรียบเหมือน “ช่วงเวลาแฮปปี้” ต้องสะดุดลงเมื่อความท้าทายของ “แบรนด์เอ็มเค” เกิดขึ้นประมาณปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการมาของ “โควิด-19” ที่สั่นสะเทือนรุนแรงต่อ “ธุรกิจร้านอาหาร” และแบรนด์เอ็มเคก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ยังไม่สามารถกลับมาอยู่ในจุดเดิมได้ สะท้อนจากรายได้-กำไรสุทธิ นับตั้งแต่ปีโควิด-19 เป็นต้นมา
ปี 2562 มีกำไรสุทธิ 2,603.59 ล้านบาท รายได้ 17,408.96 ล้านบาท
ปี 2563 มีกำไรสุทธิ 907.37 ล้านบาท รายได้ 13,360.88 ล้านบาท
ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 130.98 ล้านบาท รายได้ 11,181.51 ล้านบาท
ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 1,438.81 ล้านบาท รายได้ 15,727.89 ล้านบาท
ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,681.94 ล้านบาท รายได้ 16,660.76 ล้านบาท
ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 1,441.57 ล้านบาท รายได้ 15,809.47 ล้านบาท
ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 837.96 ล้านบาท รายได้ 15,420.74 ล้านบาท
ไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 163.31 ล้านบาท รายได้ 4,098.21 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านับตั้งแต่ปี 2565 ผลประกอบการ M จะค่อย ๆ "ฟื้นตัว" แล้ว แต่ก็ยังไม่เท่ากับฐานเดิมที่เคยทำได้ก่อนโควิด-19 หนำซ้ำธุรกิจยังเผชิญกับ “ผู้เล่น” หน้าใหม่ ๆ ในตลาด ซึ่งนับวันเหมือนแบรนด์หน้าใหม่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
และถูกซ้ำเติมด้วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หนี้สินครัวเรือนไทยอยู่ระดับสูง ดังนั้น สารพัดปัจจัยลบดังกล่าวล้วนเป็นความท้าทายที่แบรนด์เอ็มเคกำลังเผชิญ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าแบรนด์ดั้งเดิมจะสามารถ “รับมือ” กับความท้าทายดังกล่าวให้สามารถกลับมาโดดเด่นเฉกเช่นเดิมได้หรือไม่ !
ขณะที่แบรนด์รุ่นน้อง อย่าง “แบรนด์โอ้กะจู๋” เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2567 ราคาไอพีโอ 6.70 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่เนื้อหอมสุด ๆ ด้วยการชูคอนเซปต์ “King of Organic Salad” และกระแสตอบรับยอดจองซื้อล้นหลาม จนดันราคาเปิดเทรดวันแรกพุ่งทะยานไปถึง 10.10 บาท บวกแรงกว่า 50% ท่ามกลาง “หุ้นน้องใหม่” ในปี 2567 ที่ส่วนใหญ่เปิดซื้อขายวันแรกไม่ค่อยสดใส
สวนทาง หุ้น OKJ ที่เป็นหนึ่งในหุ้นที่สร้าง “สีสัน” ให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ตลาดไอพีโอไม่ค่อยสดใส และเป็นขวัญใจนักลงทุนสายสุขภาพอย่างแท้จริง สะท้อนผ่านราคาหุ้น OKJ เคยขึ้นไปทำ “จุดสูงสุด” ที่ 17.00 บาท (ณ วันที่ 8 ม.ค. 2568) หรือคิดเป็นผลตอบแทนกว่า 153% และ “ราคาต่ำสุด” อยู่ที่ 3.38 บาท (ณ วันที่ 30 มี.ค. 2569)
แต่แล้ว ! จากฝันดีๆ ก็กลายมาเป็นฝันร้าย เมื่อภาพความคึกคักในวันวานดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือด หุ้น OKJ ต้องเผชิญกับมรสุมผลประกอบการที่ชะลอตัวลงถึงขั้น “ขาดทุนสุทธิ”
ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 140 ล้านบาท รายได้ 1,716 ล้านบาท
ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 201 ล้านบาท รายได้ 2,444 ล้านบาท
ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 70 ล้านบาท รายได้ 2,744 ล้านบาท
ไตรมาส 1 ปี 2569 ขาดทุน 30.4 ล้านบาท ถือเป็นขาดทุนต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 หลังจากไตรมาส 4 ปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 34.3 ล้านบาท รายได้ 575.58 ล้านบาท (ไตรมาส 1 ปี 2569)
สำหรับเหตุผลหลักที่ทำให้ผลประกอบการในไตรมาสนี้ประสบภาวะขาดทุน มีปัจจัยสำคัญจาก “กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว” ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง ธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่าย
ดังนั้น คงต้องติดตามแบรนด์สุขภาพโอ้กะจู๋ เมื่อต้องสร้าง “การเติบโตทางธุรกิจ” ไปพร้อมๆ กับการรับมือความคาดหวังสูงของนักลงทุน ด้วยกลยุทธ์การดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เมนู “Baby size” และการเปิดตัวสินค้าใหม่ร่วมกับ Brand Admirer เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในระยะถัดไป
ที่มา-
https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1234380
เกมเปลี่ยน ‘เอ็มเค-โอ้กะจู๋’ หุ้นแบรนด์ดัง จากไอพีโอสุดฮอต สู่วิกฤติ ‘กำไร’ ทรุด
KEY POINTS
หุ้นร้านอาหารดังแบรนด์ดัง เอ็มเค (M) และ โอ้กะจู๋ (OKJ) เคยเป็นหุ้น IPO ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤติกำไรและราคาหุ้นที่ตกต่ำลง
หุ้น M ของเอ็มเคได้รับผลกระทบตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ทำให้ผลประกอบการยังไม่ฟื้นตัวสู่ระดับเดิม และปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่าราคา IPO
หุ้น OKJ ของโอ้กะจู๋ ซึ่งเคยเปิดตัวอย่างร้อนแรง กลับพลิกมาประสบภาวะขาดทุนสุทธิติดต่อกัน 2 ไตรมาสล่าสุด โดยมีสาเหตุหลักจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว
หากเอ่ยถึง “หุ้นกลุ่มร้านอาหาร” แบรนด์ดังใน “ตลาดหุ้นไทย” คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ดัง อย่าง “แบรนด์สุกี้เอ็มเค (MK)” ของ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ของ “ตระกูลธีระโกเมน” และ “แบรนด์โอ้กะจู๋” ของ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ ของ 3 ผู้ก่อตั้ง “ชลากร เอกชัยพัฒนกุล” , “จิรายุทธ ภูวพูนผล” และ “วรเดช สุชัยบุญศิริ”
เริ่มต้นจากแบรนด์ร้านอาหาร “พี่ใหญ่” ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่าง แบรนด์เอ็มเค (MK) หากจำกันได้ “หุ้น M” เข้าซื้อขายวันแรก (เทรด) เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2556 ที่ราคาไอพีโอ 49.00 บาท ซึ่งตอนนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหุ้นเนื้อหอมสุด ๆ บ่งชี้จาก “นักลงทุนสถาบัน-รายย่อย” แห่จองหุ้นไอพีโอ M ล้นหลามแบบหัวกระไดไม่แห้ง จนกลายเป็นหุ้นไอพีโอไม่เพียงพอกับ "ความต้องการ" สะท้อนผ่านยอดจองเกิน 18 เท่า
ด้วย “แบรนด์เอ็มเค” ในตอนนั้นถือเป็นแบรนด์ธุรกิจร้านอาหารที่มี “ความโดดเด่น” และ “แตกต่าง” ประกอบกับพื้นฐานธุรกิจและฐานะทางการเงินแข็งแกร่งมาก สะท้อนผ่านผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการขยายสาขารวดเร็ว รวมถึงสตอรี่อย่างแผนการขยายสาขาไปต่างประเทศ
สะท้อนภาพ “หุ้น M” ราคาเคยขึ้นไปทำ “จุดสูงสุด” (นิวไฮ) ที่หุ้นละ 91.25 บาท (ณ วันที่ 23 ม.ค. 2561) และ “ราคาต่ำสุด” (นิวโลว์) ที่ 13.80 บาท (ณ วันที่ 5 มิ.ย. 2568) ณ ปัจจุบันหุ้น M อยู่ที่ 20.50 บาท (15 พ.ค.2569) เท่ากับว่าปัจจุบันราคาหุ้น M ต่ำกว่าราคาไอพีโอ
ดังนั้น เมื่อภาพความ “คึกคัก” ในวันวานเหมือนจะเปลี่ยนแปลงจากภาพเดิม ๆ ท่ามกลางการแข่งขันสงครามราคาสุกี้ที่ดุเดือน สั่นสะเทือนหุ้น M ต้องเผชิญกับมรสุม “กำไรสุทธิ” หดตัวต่อเนื่อง เปรียบเหมือน “ช่วงเวลาแฮปปี้” ต้องสะดุดลงเมื่อความท้าทายของ “แบรนด์เอ็มเค” เกิดขึ้นประมาณปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการมาของ “โควิด-19” ที่สั่นสะเทือนรุนแรงต่อ “ธุรกิจร้านอาหาร” และแบรนด์เอ็มเคก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ยังไม่สามารถกลับมาอยู่ในจุดเดิมได้ สะท้อนจากรายได้-กำไรสุทธิ นับตั้งแต่ปีโควิด-19 เป็นต้นมา
ปี 2562 มีกำไรสุทธิ 2,603.59 ล้านบาท รายได้ 17,408.96 ล้านบาท
ปี 2563 มีกำไรสุทธิ 907.37 ล้านบาท รายได้ 13,360.88 ล้านบาท
ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 130.98 ล้านบาท รายได้ 11,181.51 ล้านบาท
ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 1,438.81 ล้านบาท รายได้ 15,727.89 ล้านบาท
ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,681.94 ล้านบาท รายได้ 16,660.76 ล้านบาท
ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 1,441.57 ล้านบาท รายได้ 15,809.47 ล้านบาท
ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 837.96 ล้านบาท รายได้ 15,420.74 ล้านบาท
ไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 163.31 ล้านบาท รายได้ 4,098.21 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านับตั้งแต่ปี 2565 ผลประกอบการ M จะค่อย ๆ "ฟื้นตัว" แล้ว แต่ก็ยังไม่เท่ากับฐานเดิมที่เคยทำได้ก่อนโควิด-19 หนำซ้ำธุรกิจยังเผชิญกับ “ผู้เล่น” หน้าใหม่ ๆ ในตลาด ซึ่งนับวันเหมือนแบรนด์หน้าใหม่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
และถูกซ้ำเติมด้วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หนี้สินครัวเรือนไทยอยู่ระดับสูง ดังนั้น สารพัดปัจจัยลบดังกล่าวล้วนเป็นความท้าทายที่แบรนด์เอ็มเคกำลังเผชิญ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าแบรนด์ดั้งเดิมจะสามารถ “รับมือ” กับความท้าทายดังกล่าวให้สามารถกลับมาโดดเด่นเฉกเช่นเดิมได้หรือไม่ !
ขณะที่แบรนด์รุ่นน้อง อย่าง “แบรนด์โอ้กะจู๋” เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2567 ราคาไอพีโอ 6.70 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่เนื้อหอมสุด ๆ ด้วยการชูคอนเซปต์ “King of Organic Salad” และกระแสตอบรับยอดจองซื้อล้นหลาม จนดันราคาเปิดเทรดวันแรกพุ่งทะยานไปถึง 10.10 บาท บวกแรงกว่า 50% ท่ามกลาง “หุ้นน้องใหม่” ในปี 2567 ที่ส่วนใหญ่เปิดซื้อขายวันแรกไม่ค่อยสดใส
สวนทาง หุ้น OKJ ที่เป็นหนึ่งในหุ้นที่สร้าง “สีสัน” ให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ตลาดไอพีโอไม่ค่อยสดใส และเป็นขวัญใจนักลงทุนสายสุขภาพอย่างแท้จริง สะท้อนผ่านราคาหุ้น OKJ เคยขึ้นไปทำ “จุดสูงสุด” ที่ 17.00 บาท (ณ วันที่ 8 ม.ค. 2568) หรือคิดเป็นผลตอบแทนกว่า 153% และ “ราคาต่ำสุด” อยู่ที่ 3.38 บาท (ณ วันที่ 30 มี.ค. 2569)
แต่แล้ว ! จากฝันดีๆ ก็กลายมาเป็นฝันร้าย เมื่อภาพความคึกคักในวันวานดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือด หุ้น OKJ ต้องเผชิญกับมรสุมผลประกอบการที่ชะลอตัวลงถึงขั้น “ขาดทุนสุทธิ”
ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 140 ล้านบาท รายได้ 1,716 ล้านบาท
ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 201 ล้านบาท รายได้ 2,444 ล้านบาท
ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 70 ล้านบาท รายได้ 2,744 ล้านบาท
ไตรมาส 1 ปี 2569 ขาดทุน 30.4 ล้านบาท ถือเป็นขาดทุนต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 หลังจากไตรมาส 4 ปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 34.3 ล้านบาท รายได้ 575.58 ล้านบาท (ไตรมาส 1 ปี 2569)
สำหรับเหตุผลหลักที่ทำให้ผลประกอบการในไตรมาสนี้ประสบภาวะขาดทุน มีปัจจัยสำคัญจาก “กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว” ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง ธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่าย
ดังนั้น คงต้องติดตามแบรนด์สุขภาพโอ้กะจู๋ เมื่อต้องสร้าง “การเติบโตทางธุรกิจ” ไปพร้อมๆ กับการรับมือความคาดหวังสูงของนักลงทุน ด้วยกลยุทธ์การดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เมนู “Baby size” และการเปิดตัวสินค้าใหม่ร่วมกับ Brand Admirer เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในระยะถัดไป
ที่มา- https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1234380