กระทู้นี้สนับสนุนแนวทางของศาสนาอิสลามในการให้สิทธิสตรีและผู้ที่อ่อนแอในสังคมที่เขาเหล่านั้นถูกกดขขี่ข่มเหงภายใต้วัฒนธรรมและประเพณีของเขา, ในสังคมปัจจุบัน เราจะต้องเข้าใจอีกอย่างหนึ่งว่า "สังคมใดๆก็ตาม การมีโสเภณีเป็นสินค้าของประเทศและการค้าขายมนุษย์นั้นคือการไม่เคารพสิทธิของสตรีและผู้ที่อ่อนแอ", จากกระทู้เรื่อง "ศาสดามูฮัมมัด" เมื่อสองสามวันก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่า อิทธิพลของศาสนาอิสลาม และบัญญัติในบทที่ 4. ซูเราะฮฺอันนิสาอ์ (บท เหล่าสตรี) เป็นบทที่บอกและอธิบายถึงการเริ่มให้สิทธิของสตรีเป็นระยะๆ โดยการเลิกฮาเร็มหรือการสะสมนางบำเรอ โดยกำหนดให้ชายลดการมีภรรยาลง โดยอนุญาตให้มีได้ไม่เกิน 4 คน และถือเป็นกฏหมายในสมัยนั้น
การยอมรับสตรีให้มีการออกเสียงการเลือกตั้งและประกอบธุระกิจต่างๆ ทั้งทางด้านการทหาร การปกครอง และการเศรษฐกิจในตำแหน่งต่างๆ และในปัจจุบันการเข้าใจหลักการทางศาสนาดีขึ้น ในสังคมของประเทศอรับต่างๆที่ประชากรส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม ได้มีการยอมรับและให้สิทธิเพศหญิงมากขึ้นตามกันมาอยู่เรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันยังมีการยกย่องและให้สิทธิสตรีอย่างสม่ำเสมอตลอดมา กฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of the United Nations) เริ่มให้สิทธิสตรีและผู้ที่อ่อนแอรวมทั้งคนพิการหลังจากการเกิดของศาสนาอิสลามเสียอีก อย่างน้อยๆก็พันสิ่ร้อยกว่าปี ภายหลังจากศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลามได้ถูกประกาศในสังคมอรับ
ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้พิการมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอิสลามในศตวรรษที่ 7 คำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานและหะดีษสนับสนุนการปฏิบัติต่อผู้พิการอย่างเคารพและรวมพวกเขาเข้าไว้ในสังคม คัมภีร์อัลกุรอานซึ่งประทานลงมาระหว่างปี ค.ศ. 610 ถึง 632 ประกอบด้วยคำสั่งสอนที่ส่งเสริมความเมตตาและการสนับสนุนผู้พิการ ซึ่งแตกต่างจากทัศนคติก่อนอิสลามที่มักกีดกันพวกเขา มีเรื่องราวมากมายที่ท่านนบีมุฮัมมัดทรงสนับสนุนให้ชุมชนดูแลและรวมผู้พิการเข้าไว้ในกิจกรรมทางสังคมและศาสนา โดยรวมแล้ว สิทธิของผู้พิการในศาสนาอิสลามมีรากฐานมาจากคำสอนในยุคแรกเริ่ม ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับศักดิ์ศรีและการรวมพวกคนพิการเข้าไว้ในสังคมตั้งแต่เริ่มต้นของศาสนา
อัลกุรอานเน้นย้ำถึงความเมตตาและการสนับสนุนบุคคลที่มีความพิการ โองการที่โดดเด่นอย่างหนึ่งคือจากซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ (2:273) ซึ่งส่งเสริมการให้ทานแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถหารายได้เนื่องจากความพิการ นอกจากนี้ ซูเราะห์อัลอิสรา (17:70) กล่าวว่ามนุษย์ทุกคน รวมทั้งผู้พิการ ล้วนได้รับเกียรติจากอัลลอฮ์ เน้นย้ำถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าที่มีอยู่ในตัวพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ซูเราะห์อัลชาร์ฮ์ (94:5-6) ให้ความมั่นใจว่าความยากลำบากจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ปลอบประโลมใจอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่เผชิญกับความท้าทายเนื่องจากความพิการ คำสอนของอิสลามยังสนับสนุนการปรับเปลี่ยนที่เหมาะสมและการเคารพสิทธิของบุคคลพิการในด้านต่างๆ ของชีวิต รวมถึงการศึกษาและการปฏิบัติศาสนกิจ
"สิทธิสตรีและผู้ที่อ่อนแอ" ในสังคมอรับเริ่มเมื่อสมัยก่อตั้งอิสลามในศตวรรษที่ 7
ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้พิการมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอิสลามในศตวรรษที่ 7 คำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานและหะดีษสนับสนุนการปฏิบัติต่อผู้พิการอย่างเคารพและรวมพวกเขาเข้าไว้ในสังคม คัมภีร์อัลกุรอานซึ่งประทานลงมาระหว่างปี ค.ศ. 610 ถึง 632 ประกอบด้วยคำสั่งสอนที่ส่งเสริมความเมตตาและการสนับสนุนผู้พิการ ซึ่งแตกต่างจากทัศนคติก่อนอิสลามที่มักกีดกันพวกเขา มีเรื่องราวมากมายที่ท่านนบีมุฮัมมัดทรงสนับสนุนให้ชุมชนดูแลและรวมผู้พิการเข้าไว้ในกิจกรรมทางสังคมและศาสนา โดยรวมแล้ว สิทธิของผู้พิการในศาสนาอิสลามมีรากฐานมาจากคำสอนในยุคแรกเริ่ม ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับศักดิ์ศรีและการรวมพวกคนพิการเข้าไว้ในสังคมตั้งแต่เริ่มต้นของศาสนา
อัลกุรอานเน้นย้ำถึงความเมตตาและการสนับสนุนบุคคลที่มีความพิการ โองการที่โดดเด่นอย่างหนึ่งคือจากซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ (2:273) ซึ่งส่งเสริมการให้ทานแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถหารายได้เนื่องจากความพิการ นอกจากนี้ ซูเราะห์อัลอิสรา (17:70) กล่าวว่ามนุษย์ทุกคน รวมทั้งผู้พิการ ล้วนได้รับเกียรติจากอัลลอฮ์ เน้นย้ำถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าที่มีอยู่ในตัวพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ซูเราะห์อัลชาร์ฮ์ (94:5-6) ให้ความมั่นใจว่าความยากลำบากจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ปลอบประโลมใจอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่เผชิญกับความท้าทายเนื่องจากความพิการ คำสอนของอิสลามยังสนับสนุนการปรับเปลี่ยนที่เหมาะสมและการเคารพสิทธิของบุคคลพิการในด้านต่างๆ ของชีวิต รวมถึงการศึกษาและการปฏิบัติศาสนกิจ