หลายประเทศทั่วโลกกำลังต่อต้านการเป็นที่ตั้งของ “Data Center” เพราะสูบทรัพยากรทั้งน้ำ ไฟฟ้ามหาศาล ขณะที่การจ้างงานต่ำจนแทบไม่มี องค์กรพลังงานระหว่างประเทศเตือน ในปี 2030 Data Center ของบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้ามากกว่าประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ แถมสหราชอาณาจักรพบ Google บิดเบือนข้อมูลปล่อยมลพิษต่ำกว่าความจริงไปมากเพื่อหวังให้ก่อสร้างผ่านอนุมัติจากหน่วยราชการท้องถิ่น
https://www.facebook.com/share/p/1CQfT9jL66/?mibextid=wwXIfr
ในขณะที่ประเทศไทยตื่นเต้นกับการเข้ามาลงทุนสร้าง "ศูนย์ข้อมูล" (Data Centers) ที่หลายบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก เข้ามาปักหลักใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นสำคัญในภูมิภาค ด้วยงบประมาณการลงทุนนับแสนล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี Generative AI ที่นับวันจะยิ่งมีความสำคัญต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยอาคารที่มีลักษณะคล้ายโกดังเหล่านี้อัดแน่นไปด้วยเซิร์ฟเวอร์นับหมื่นแสนตัวที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบทำความเย็นที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรโอเวอร์ฮีต และแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูงลิ่ว
ในหลายประเทศกลับเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการเข้ามาตั้ง Data Centers เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงทั้งน้ำที่ต้องใช้เพื่อหล่อเย็นระบบ การใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลเพื่อทำให้ระบบทั้งหมดทำงานอย่างราบรื่น ยิ่งปัจจุบัน ระบบ AI เช่น แชตบอต ChatGPT หรือโปรแกรมสร้างรูปภาพต่างๆ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลระดับ "ไฮเปอร์สเกลเลอร์" (Hyperscalers) เพื่อรองรับการประมวลผลที่หนักหน่วง สิ่งที่ตามมาคือการบริโภคพลังงานในระดับที่น่าตกใจ ศูนย์ข้อมูลเพียงแห่งเดียวอาจสูบพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับเมืองเล็กๆ ทั้งเมืองได้เลย
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาเตือนว่า ภายในปี 2030 พลังงานที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกต้องการ อาจมีปริมาณสูงกว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศของญี่ปุ่นเสียอีก เพื่อเอาชนะในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "การแข่งขันทางอาวุธ AI" บรรดาบิ๊กเทคต่างเดินหน้ากว้านซื้อที่ดิน สิทธิในแหล่งน้ำ และทำข้อตกลงด้านพลังงานอย่างรุนแรง
การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้มักเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและขาดการตรวจสอบ บริษัทเทคโนโลยีมักทำข้อตกลงลับหลังกับรัฐบาลระดับประเทศหรือระดับภูมิภาค โดยยื่นข้อเสนอที่คลุมเครือเกี่ยวกับการสร้างงานและนวัตกรรม เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษทางภาษี ที่ดินสาธารณะ และการเข้าถึงแหล่งน้ำ
ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อตกลงที่มักข้ามหัวชุมชน เช่น ในพื้นที่ ออโรรา โกเมซ นักเคลื่อนไหวจากกลุ่ม Tu Nube Seca Mi Río ในสเปน ชี้ให้เห็นถึงความเจ็บปวดนี้ว่า บ่อยครั้งที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ถูกนำไปตั้งในพื้นที่ชนบทที่ยากจน มีอัตราการว่างงานสูง และมีปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ชาวบ้านและแม้แต่นายกเทศมนตรีในท้องถิ่นกลับเพิ่งทราบเรื่องจากหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อสัญญาถูกเซ็นอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่คำสัญญาเรื่องการสร้างงานหลายพันตำแหน่งในหลายประเทศอย่างโรมาเนียหรือเนเธอร์แลนด์ กลับเกิดขึ้นจริง 1 หนึ่งใน 4 เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนเหล่านี้มักได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีที่ควรถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างโรงเรียน หรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากกว่าการนำไปประเคนให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ได้ไร้หนทางต่อสู้ ทั่วโลกเริ่มเกิดกระแสการเรียกร้องความโปร่งใสและสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง การรับมือกับการคุกคามทางสิ่งแวดล้อมจากศูนย์ข้อมูลสามารถทำได้ผ่านหลายแนวทาง
การต่อสู้เริ่มได้จากการตรวจสอบผังเมืองและใบอนุญาตการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การใช้สิทธิเรียกร้องข้อมูลข่าวสารของราชการ (FOI) สามารถเปิดโปงขนาดที่แท้จริงของการใช้น้ำและพลังงานที่บริษัทอาจปิดบังไว้ ดังเช่นที่เกษตรกรในเนเธอร์แลนด์เคยใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมล้มโครงการขนาดใหญ่ของ Meta มาแล้ว
ภาคประชาชนเดินหน้าทำงานร่วมกับนักอุทกวิทยา วิศวกร และนักวิเคราะห์พลังงาน สามารถนำคำกล่าวอ้างของบริษัทมาตรวจสอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่นในเยอรมนีและสวีเดน ที่ผู้เชี่ยวชาญช่วยชี้ให้เห็นถึงต้นทุนแฝง และเสนอแนวทางนำความร้อนทิ้ง (Waste heat) กลับมาใช้ประโยชน์
ในยุโรปที่ประชาชนตื่นรู้ในเรื่องกังกล่าว และมีส่วนร่วมเดียวกันของชุมชนสามารถรวมพลังกดดันให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% บังคับใช้ขีดจำกัดการใช้น้ำ และกำหนดให้บริษัทต้องรายงานดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส
ทั้งนี้การตั้งคำถามถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการ "ต่อต้านเทคโนโลยี" เสมอไป ทว่าประชาชนกำลังตั้งคำถามถึงความยั่งยืนนวัตกรรม AI สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยสเกลที่เล็กลงและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดขนาดของศูนย์ข้อมูลลงตามไปด้วย
ยกตัวอย่างของโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าให้เห็นแล้ว เช่น ในเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ มีการดึงความร้อนทิ้งจากเซิร์ฟเวอร์มาใช้ในระบบทำความร้อนของเมือง หรือในสเปนที่โมเดลสหกรณ์ Guifi.net พิสูจน์ให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตสามารถถูกบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างเป็นประชาธิปไตยได้
ปัจจุบันมีองค์กรมากมายทั่วยุโรปที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม La Quadrature du Net ในฝรั่งเศส, Not Here Not Anywhere ในไอร์แลนด์, หรือ Beyond Fossil Fuels ที่ทำงานครอบคลุมหลายประเทศ พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือการรับประกันว่า โครงการเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม ต้องทำงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางนิเวศวิทยา ไม่เบียดเบียนแหล่งน้ำของชุมชน และต้องไม่บ่อนทำลายเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก
แม้โลกดิจิทัลอาจมอบความสะดวกสบายที่ไร้ขีดจำกัด แต่ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้มีขีดจำกัด การพัฒนาเทคโนโลยีในยุคต่อไปจึงต้องไม่ใช่การเติบโตแบบกอบโกย แต่ต้องเป็นการเติบโตที่เคารพต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างแท้จริง
Google บิดเบือนข้อมูลปล่อยคาร์บอนศูนย์ AI หวังผ่านระบบราชการ
กลายประเด็นอื้อฉาวด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเกิดขึ้นกับยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีอย่าง Google เมื่อมีการเปิดเผยว่าเหล่านักพัฒนาที่ทำงานให้กับบริษัทได้ระบุตัวเลขคาดการณ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโครงการศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนาดใหญ่ 2 แห่งในเขตเอสเซกซ์ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมหาศาลในเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานวางผังเมือง
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยศูนย์ข้อมูลขนาด 130 เอเคอร์ในเมืองเทอร์ร็อก และอีกแห่งที่สนามบินนอร์ทวีลด์ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ผู้พัฒนาต้องคำนวณสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนของโครงการเมื่อเทียบกับเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศ (Carbon Budget) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบโดย "Foxglove" องค์กรไม่แสวงหากำไรด้านยุติธรรมทางเทคโนโลยี พบว่ามีความผิดพลาดร้ายแรงเชิงเทคนิคเกิดขึ้น โดยผู้วางแผนโครงการได้นำเอาปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพียง 1 ปี ของศูนย์ข้อมูลไปเปรียบเทียบกับงบประมาณคาร์บอนระยะ 5 ปีของสหราชอาณาจักร
การเปรียบเทียบผิดฝั่งเช่นนี้ส่งผลให้ตัวเลขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมดูน้อยกว่าความเป็นจริงถึง 5 เท่า ซึ่งทาง Foxglove ชี้ว่าหาก Google ไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่ชัดเจนได้ เรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นการจงใจบิดเบือนข้อมูลเพื่อหลอกลวงสภาท้องถิ่นและสาธารณชนเกี่ยวกับมลพิษทางสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต
ความคลาดเคลื่อนที่พบในเชิงสถิตินั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง โดยโครงการในเทอร์ร็อกอ้างว่าจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเพียง 0.033% ของงบประมาณคาร์บอนประเทศในช่วงปี 2028-2032
แต่ตัวเลขจริงกลับสูงถึง 0.165% ขณะที่โครงการนอร์ทวีลด์อ้างตัวเลขที่ 0.043% แต่ความจริงคือ 0.215%
นอกจากนี้ ปัญหายังลามไปถึงโครงการ Elsham Tech Park ในลินคอล์นเชียร์ของบริษัท Greystoke ซึ่งใช้การคำนวณที่ผิดพลาดในลักษณะเดียวกัน โดยระบุตัวเลขไว้ที่ 0.1043% ทั้งที่ความจริงสูงถึง 0.5215%
หากนับรวมทั้ง 3 โครงการเข้าด้วยกัน ภายในปี 2033 ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะครองสัดส่วนงบประมาณคาร์บอนของประเทศมากกว่า 1% ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยมลพิษของเมืองขนาดกลางอย่างเมืองบริสตอลทั้งเมือง
ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือระดับความรุนแรงของมลพิษที่ถูกมองข้าม แม้ในเอกสารจะระบุว่าโครงการเหล่านี้มีผลกระทบด้านลบเพียง "เล็กน้อย" แต่ในความเป็นจริง ศูนย์ข้อมูลที่เทอร์ร็อกจะปล่อยมลพิษมากกว่าสนามบินนานาชาติเสียด้วยซ้ำ
ส่วนโครงการของ Greystoke คาดว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงถึง 1 ล้านตันต่อปีในช่วงปี 2033-2034 ซึ่งเกือบจะเท่ากับการปล่อยคาร์บอนจากเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมดของสหราชอาณาจักรรวมกันที่ 1.2 ล้านตัน
ข้อมูลเหล่านี้ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ผู้พัฒนาพยายามนำเสนอ เช่น การอ้างเรื่องการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการติดตั้งรังนกหรือการปลูกทุ่งหญ้าดอกไม้ป่าในบริเวณโครงการ
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการตรวจสอบข้อมูลของภาครัฐ และช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างนโยบายส่งเสริม AI กับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) ของรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากระทรวงที่ดูแลด้านดิจิทัลและด้านพลังงานมีตัวเลขคาดการณ์การใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลต่างกันถึง 10 เท่า
ในขณะที่ Greystoke เริ่มออกมายอมรับความผิดพลาดและเตรียมยื่นตัวเลขใหม่ แต่ Google ยังคงนิ่งเฉยต่อคำร้องขอความคิดเห็น ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเลขที่บิดเบือน
หลายประเทศทั่วโลกกำลังต่อต้านการเป็นที่ตั้งของ “Data Center” เพราะสูบทรัพยากรทั้งน้ำ ไฟฟ้ามหาศาล
https://www.facebook.com/share/p/1CQfT9jL66/?mibextid=wwXIfr
ในขณะที่ประเทศไทยตื่นเต้นกับการเข้ามาลงทุนสร้าง "ศูนย์ข้อมูล" (Data Centers) ที่หลายบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก เข้ามาปักหลักใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นสำคัญในภูมิภาค ด้วยงบประมาณการลงทุนนับแสนล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี Generative AI ที่นับวันจะยิ่งมีความสำคัญต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยอาคารที่มีลักษณะคล้ายโกดังเหล่านี้อัดแน่นไปด้วยเซิร์ฟเวอร์นับหมื่นแสนตัวที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบทำความเย็นที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรโอเวอร์ฮีต และแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูงลิ่ว
ในหลายประเทศกลับเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการเข้ามาตั้ง Data Centers เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงทั้งน้ำที่ต้องใช้เพื่อหล่อเย็นระบบ การใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลเพื่อทำให้ระบบทั้งหมดทำงานอย่างราบรื่น ยิ่งปัจจุบัน ระบบ AI เช่น แชตบอต ChatGPT หรือโปรแกรมสร้างรูปภาพต่างๆ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลระดับ "ไฮเปอร์สเกลเลอร์" (Hyperscalers) เพื่อรองรับการประมวลผลที่หนักหน่วง สิ่งที่ตามมาคือการบริโภคพลังงานในระดับที่น่าตกใจ ศูนย์ข้อมูลเพียงแห่งเดียวอาจสูบพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับเมืองเล็กๆ ทั้งเมืองได้เลย
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาเตือนว่า ภายในปี 2030 พลังงานที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกต้องการ อาจมีปริมาณสูงกว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศของญี่ปุ่นเสียอีก เพื่อเอาชนะในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "การแข่งขันทางอาวุธ AI" บรรดาบิ๊กเทคต่างเดินหน้ากว้านซื้อที่ดิน สิทธิในแหล่งน้ำ และทำข้อตกลงด้านพลังงานอย่างรุนแรง
การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้มักเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและขาดการตรวจสอบ บริษัทเทคโนโลยีมักทำข้อตกลงลับหลังกับรัฐบาลระดับประเทศหรือระดับภูมิภาค โดยยื่นข้อเสนอที่คลุมเครือเกี่ยวกับการสร้างงานและนวัตกรรม เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษทางภาษี ที่ดินสาธารณะ และการเข้าถึงแหล่งน้ำ
ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อตกลงที่มักข้ามหัวชุมชน เช่น ในพื้นที่ ออโรรา โกเมซ นักเคลื่อนไหวจากกลุ่ม Tu Nube Seca Mi Río ในสเปน ชี้ให้เห็นถึงความเจ็บปวดนี้ว่า บ่อยครั้งที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ถูกนำไปตั้งในพื้นที่ชนบทที่ยากจน มีอัตราการว่างงานสูง และมีปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ชาวบ้านและแม้แต่นายกเทศมนตรีในท้องถิ่นกลับเพิ่งทราบเรื่องจากหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อสัญญาถูกเซ็นอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่คำสัญญาเรื่องการสร้างงานหลายพันตำแหน่งในหลายประเทศอย่างโรมาเนียหรือเนเธอร์แลนด์ กลับเกิดขึ้นจริง 1 หนึ่งใน 4 เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนเหล่านี้มักได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีที่ควรถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างโรงเรียน หรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากกว่าการนำไปประเคนให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ได้ไร้หนทางต่อสู้ ทั่วโลกเริ่มเกิดกระแสการเรียกร้องความโปร่งใสและสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง การรับมือกับการคุกคามทางสิ่งแวดล้อมจากศูนย์ข้อมูลสามารถทำได้ผ่านหลายแนวทาง
การต่อสู้เริ่มได้จากการตรวจสอบผังเมืองและใบอนุญาตการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การใช้สิทธิเรียกร้องข้อมูลข่าวสารของราชการ (FOI) สามารถเปิดโปงขนาดที่แท้จริงของการใช้น้ำและพลังงานที่บริษัทอาจปิดบังไว้ ดังเช่นที่เกษตรกรในเนเธอร์แลนด์เคยใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมล้มโครงการขนาดใหญ่ของ Meta มาแล้ว
ภาคประชาชนเดินหน้าทำงานร่วมกับนักอุทกวิทยา วิศวกร และนักวิเคราะห์พลังงาน สามารถนำคำกล่าวอ้างของบริษัทมาตรวจสอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่นในเยอรมนีและสวีเดน ที่ผู้เชี่ยวชาญช่วยชี้ให้เห็นถึงต้นทุนแฝง และเสนอแนวทางนำความร้อนทิ้ง (Waste heat) กลับมาใช้ประโยชน์
ในยุโรปที่ประชาชนตื่นรู้ในเรื่องกังกล่าว และมีส่วนร่วมเดียวกันของชุมชนสามารถรวมพลังกดดันให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% บังคับใช้ขีดจำกัดการใช้น้ำ และกำหนดให้บริษัทต้องรายงานดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส
ทั้งนี้การตั้งคำถามถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการ "ต่อต้านเทคโนโลยี" เสมอไป ทว่าประชาชนกำลังตั้งคำถามถึงความยั่งยืนนวัตกรรม AI สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยสเกลที่เล็กลงและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดขนาดของศูนย์ข้อมูลลงตามไปด้วย
ยกตัวอย่างของโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าให้เห็นแล้ว เช่น ในเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ มีการดึงความร้อนทิ้งจากเซิร์ฟเวอร์มาใช้ในระบบทำความร้อนของเมือง หรือในสเปนที่โมเดลสหกรณ์ Guifi.net พิสูจน์ให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตสามารถถูกบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างเป็นประชาธิปไตยได้
ปัจจุบันมีองค์กรมากมายทั่วยุโรปที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม La Quadrature du Net ในฝรั่งเศส, Not Here Not Anywhere ในไอร์แลนด์, หรือ Beyond Fossil Fuels ที่ทำงานครอบคลุมหลายประเทศ พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือการรับประกันว่า โครงการเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม ต้องทำงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางนิเวศวิทยา ไม่เบียดเบียนแหล่งน้ำของชุมชน และต้องไม่บ่อนทำลายเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก
แม้โลกดิจิทัลอาจมอบความสะดวกสบายที่ไร้ขีดจำกัด แต่ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้มีขีดจำกัด การพัฒนาเทคโนโลยีในยุคต่อไปจึงต้องไม่ใช่การเติบโตแบบกอบโกย แต่ต้องเป็นการเติบโตที่เคารพต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างแท้จริง
Google บิดเบือนข้อมูลปล่อยคาร์บอนศูนย์ AI หวังผ่านระบบราชการ
กลายประเด็นอื้อฉาวด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเกิดขึ้นกับยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีอย่าง Google เมื่อมีการเปิดเผยว่าเหล่านักพัฒนาที่ทำงานให้กับบริษัทได้ระบุตัวเลขคาดการณ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโครงการศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนาดใหญ่ 2 แห่งในเขตเอสเซกซ์ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมหาศาลในเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานวางผังเมือง
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยศูนย์ข้อมูลขนาด 130 เอเคอร์ในเมืองเทอร์ร็อก และอีกแห่งที่สนามบินนอร์ทวีลด์ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ผู้พัฒนาต้องคำนวณสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนของโครงการเมื่อเทียบกับเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศ (Carbon Budget) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบโดย "Foxglove" องค์กรไม่แสวงหากำไรด้านยุติธรรมทางเทคโนโลยี พบว่ามีความผิดพลาดร้ายแรงเชิงเทคนิคเกิดขึ้น โดยผู้วางแผนโครงการได้นำเอาปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพียง 1 ปี ของศูนย์ข้อมูลไปเปรียบเทียบกับงบประมาณคาร์บอนระยะ 5 ปีของสหราชอาณาจักร
การเปรียบเทียบผิดฝั่งเช่นนี้ส่งผลให้ตัวเลขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมดูน้อยกว่าความเป็นจริงถึง 5 เท่า ซึ่งทาง Foxglove ชี้ว่าหาก Google ไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่ชัดเจนได้ เรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นการจงใจบิดเบือนข้อมูลเพื่อหลอกลวงสภาท้องถิ่นและสาธารณชนเกี่ยวกับมลพิษทางสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต
ความคลาดเคลื่อนที่พบในเชิงสถิตินั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง โดยโครงการในเทอร์ร็อกอ้างว่าจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเพียง 0.033% ของงบประมาณคาร์บอนประเทศในช่วงปี 2028-2032
แต่ตัวเลขจริงกลับสูงถึง 0.165% ขณะที่โครงการนอร์ทวีลด์อ้างตัวเลขที่ 0.043% แต่ความจริงคือ 0.215%
นอกจากนี้ ปัญหายังลามไปถึงโครงการ Elsham Tech Park ในลินคอล์นเชียร์ของบริษัท Greystoke ซึ่งใช้การคำนวณที่ผิดพลาดในลักษณะเดียวกัน โดยระบุตัวเลขไว้ที่ 0.1043% ทั้งที่ความจริงสูงถึง 0.5215%
หากนับรวมทั้ง 3 โครงการเข้าด้วยกัน ภายในปี 2033 ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะครองสัดส่วนงบประมาณคาร์บอนของประเทศมากกว่า 1% ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยมลพิษของเมืองขนาดกลางอย่างเมืองบริสตอลทั้งเมือง
ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือระดับความรุนแรงของมลพิษที่ถูกมองข้าม แม้ในเอกสารจะระบุว่าโครงการเหล่านี้มีผลกระทบด้านลบเพียง "เล็กน้อย" แต่ในความเป็นจริง ศูนย์ข้อมูลที่เทอร์ร็อกจะปล่อยมลพิษมากกว่าสนามบินนานาชาติเสียด้วยซ้ำ
ส่วนโครงการของ Greystoke คาดว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงถึง 1 ล้านตันต่อปีในช่วงปี 2033-2034 ซึ่งเกือบจะเท่ากับการปล่อยคาร์บอนจากเที่ยวบินภายในประเทศทั้งหมดของสหราชอาณาจักรรวมกันที่ 1.2 ล้านตัน
ข้อมูลเหล่านี้ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ผู้พัฒนาพยายามนำเสนอ เช่น การอ้างเรื่องการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการติดตั้งรังนกหรือการปลูกทุ่งหญ้าดอกไม้ป่าในบริเวณโครงการ
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการตรวจสอบข้อมูลของภาครัฐ และช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างนโยบายส่งเสริม AI กับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) ของรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากระทรวงที่ดูแลด้านดิจิทัลและด้านพลังงานมีตัวเลขคาดการณ์การใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลต่างกันถึง 10 เท่า
ในขณะที่ Greystoke เริ่มออกมายอมรับความผิดพลาดและเตรียมยื่นตัวเลขใหม่ แต่ Google ยังคงนิ่งเฉยต่อคำร้องขอความคิดเห็น ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเลขที่บิดเบือน