ยาวหน่อยนะคะ
ตอนนี้อายุ 24 ปีแล้ว แต่ตั้งแต่จำความได้ ชีวิตเราอยู่กับการถูกแม่ด่า ตี ตวาด บังคับ และกดดันมาตลอด แม่ต้องการให้เราเป็นไปตามที่เขาคิดเสมอ และมักเอาเราไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นว่าเขาดีกว่าแบบนั้นแบบนี้
บางเรื่องเล็กมากก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เช่น เคยเห็นเด็กคนอื่นกินข้าวดูน่าอร่อย แม่ก็เอามาเปรียบเทียบและบังคับให้เรากินให้ได้แบบนั้น ถ้าพูดไม่ถูกใจ ทำตัวไม่ได้ดั่งใจ หรือแค่ทำอะไรผิดพลาดเล็กน้อย ก็จะโดนด่า โดนตำหนิ หรือโดนใช้กำลัง
แม่เคยทำลายของที่เรารักและหวงมาก เวลาร้องไห้ก็จะยิ่งโดนหนักขึ้น จนสุดท้ายเรากลายเป็นคนเงียบ ไม่ร้อง ไม่แสดงอารมณ์ แต่พอไม่ร้องก็โดนหาว่าตายด้าน เนื้อหยาบ เป็นควาย
มีหลายครั้งที่โดนตีจนตัวช้ำ เช่น แม่ใช้ด้ามไม้กวาดฟาด
จำได้ว่าตอนมีน้อง น้องเพิ่งหัดเดิน แล้วเดินล้ม ทั้งที่เรายืนอยู่ใกล้มากแค่ไม่กี่ก้าวและไม่คิดว่าน้องจะล้ม แต่แม่ก็โกรธมาก ตีเรา และทุบโทรศัพท์เครื่องแรกที่พ่อซื้อให้ เพราะหาว่าเราไม่ดูน้อง ทั้งที่จริงเราก็ดูอยู่ตลอด
ส่วนพ่อก็เคยตีเราเหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นเพราะอารมณ์หรือคำพูดของแม่ เคยถึงขั้นปากแตก ตัวเขียว และเบ้าตาช้ำ พ่อแม่อารมณ์ร้อนและไม่ฟังเหตุผลทั้งคู่
ตอนมอต้นเราเคยคิดว่าสิ่งพวกนี้เป็นเรื่องปกติของทุกบ้าน จนเพื่อนสังเกตเห็นรอยช้ำ แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น
พอเราเล่าให้ฟัง เพื่อนสนิทกลับบอกว่าสิ่งที่เราเจอ “มันไม่ปกติเลย”
หลังจากนั้นเราถึงเริ่มทบทวนชีวิตตัวเองจริง ๆ
พอโตขึ้น เรากลายเป็นคนพูดน้อย เก็บทุกอย่างไว้ในใจ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า เครียดสะสม กดดัน และร้องไห้คนเดียวบ่อย ๆ คนเดียวที่คอยปลอบเราคือน้องชาย
ช่วงที่หนักที่สุดคือแม่ไล่เราออกจากบ้าน หาว่าเราเป็นตัวถ่วงของบ้าน ทั้งที่ตอนนั้นเรายอมออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อกลับมาช่วยพี่ทำงานหาเงิน
เคยมีครั้งหนึ่งเราทนไม่ไหวจริง ๆ เลยออกจากบ้านไปอยู่ต่างจังหวัดกับน้องสาวที่สนิทประมาณ 1 อาทิตย์ ตอนนั้นแม่โทรหาเพื่อนเราทุกคน ร้องไห้ใส่เขา บอกว่าจะไปแจ้งความ และขู่ว่าจะฆ่าตัวตายถ้าเราไม่กลับ
สุดท้ายเราก็ใจอ่อนกลับบ้าน แต่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม เรากลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของแม่ เวลาแม่เครียดหรือโมโหอะไร ก็จะมาลงกับคนรอบข้าง
ตอนเราอายุ 22 และเริ่มมีแฟน แม่เร่งให้แต่งงานทันที เรียกสินสอด และไม่ยอมให้เราไปทำงานกับแฟนถ้าไม่แต่งก่อน ไม่เปิดโอกาสให้เราได้ลองใช้ชีวิตหรือช่วยกันเก็บเงินเอง
แฟนยอมทุกอย่าง เพราะเขาอยากพาเราออกจากสภาพแวดล้อมนั้น
พอมาใช้ชีวิตหลังแต่งงาน แม่ก็ยังพูดแต่เรื่องหนี้สินและเงินทอง อยากให้เราช่วย ซึ่งเราไม่เคยปฏิเสธ เพียงแต่บางครั้งเรายังไม่มีให้
แม่ถึงขั้นวางแผนชีวิตให้เราเองว่าจะต้องทำงานในไทยกี่ปี แล้วไปทำงานต่างประเทศ ต้องส่งเงินให้เดือนละหลายหมื่น บอกว่าถ้าหาเงินกันสองคน ให้ใช้แค่เงินของอีกคน ส่วนเงินของเราต้องส่งให้แม่ แต่ความจริงคือเราเพิ่งได้เริ่มใช้ชีวิตเอง เคยทำงานโรงงานหลายครั้ง แต่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทำได้ไม่นานก็ต้องออกเพราะร่างกายไม่ไหว พอบอกแม่ก็โดนด่าว่าไม่อดทน ไม่สู้
โดนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนตอนนี้สุดท้ายเราตัดสินใจบล็อกครอบครัวทั้งหมด เพราะเราเหนื่อยมากจริง ๆ ทุกวันนี้เซฟโซนมีแค่สามีค่ะ เขารับรู้ชีวิตเราแต่เราก็ยังอยากจะระบายมันออกมาหมดที่มันติดในใจ
ทุกคนคะเราอยากระบาย
ตอนนี้อายุ 24 ปีแล้ว แต่ตั้งแต่จำความได้ ชีวิตเราอยู่กับการถูกแม่ด่า ตี ตวาด บังคับ และกดดันมาตลอด แม่ต้องการให้เราเป็นไปตามที่เขาคิดเสมอ และมักเอาเราไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นว่าเขาดีกว่าแบบนั้นแบบนี้
บางเรื่องเล็กมากก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เช่น เคยเห็นเด็กคนอื่นกินข้าวดูน่าอร่อย แม่ก็เอามาเปรียบเทียบและบังคับให้เรากินให้ได้แบบนั้น ถ้าพูดไม่ถูกใจ ทำตัวไม่ได้ดั่งใจ หรือแค่ทำอะไรผิดพลาดเล็กน้อย ก็จะโดนด่า โดนตำหนิ หรือโดนใช้กำลัง
แม่เคยทำลายของที่เรารักและหวงมาก เวลาร้องไห้ก็จะยิ่งโดนหนักขึ้น จนสุดท้ายเรากลายเป็นคนเงียบ ไม่ร้อง ไม่แสดงอารมณ์ แต่พอไม่ร้องก็โดนหาว่าตายด้าน เนื้อหยาบ เป็นควาย
มีหลายครั้งที่โดนตีจนตัวช้ำ เช่น แม่ใช้ด้ามไม้กวาดฟาด
จำได้ว่าตอนมีน้อง น้องเพิ่งหัดเดิน แล้วเดินล้ม ทั้งที่เรายืนอยู่ใกล้มากแค่ไม่กี่ก้าวและไม่คิดว่าน้องจะล้ม แต่แม่ก็โกรธมาก ตีเรา และทุบโทรศัพท์เครื่องแรกที่พ่อซื้อให้ เพราะหาว่าเราไม่ดูน้อง ทั้งที่จริงเราก็ดูอยู่ตลอด
ส่วนพ่อก็เคยตีเราเหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นเพราะอารมณ์หรือคำพูดของแม่ เคยถึงขั้นปากแตก ตัวเขียว และเบ้าตาช้ำ พ่อแม่อารมณ์ร้อนและไม่ฟังเหตุผลทั้งคู่
ตอนมอต้นเราเคยคิดว่าสิ่งพวกนี้เป็นเรื่องปกติของทุกบ้าน จนเพื่อนสังเกตเห็นรอยช้ำ แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น
พอเราเล่าให้ฟัง เพื่อนสนิทกลับบอกว่าสิ่งที่เราเจอ “มันไม่ปกติเลย”
หลังจากนั้นเราถึงเริ่มทบทวนชีวิตตัวเองจริง ๆ
พอโตขึ้น เรากลายเป็นคนพูดน้อย เก็บทุกอย่างไว้ในใจ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า เครียดสะสม กดดัน และร้องไห้คนเดียวบ่อย ๆ คนเดียวที่คอยปลอบเราคือน้องชาย
ช่วงที่หนักที่สุดคือแม่ไล่เราออกจากบ้าน หาว่าเราเป็นตัวถ่วงของบ้าน ทั้งที่ตอนนั้นเรายอมออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อกลับมาช่วยพี่ทำงานหาเงิน
เคยมีครั้งหนึ่งเราทนไม่ไหวจริง ๆ เลยออกจากบ้านไปอยู่ต่างจังหวัดกับน้องสาวที่สนิทประมาณ 1 อาทิตย์ ตอนนั้นแม่โทรหาเพื่อนเราทุกคน ร้องไห้ใส่เขา บอกว่าจะไปแจ้งความ และขู่ว่าจะฆ่าตัวตายถ้าเราไม่กลับ
สุดท้ายเราก็ใจอ่อนกลับบ้าน แต่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม เรากลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของแม่ เวลาแม่เครียดหรือโมโหอะไร ก็จะมาลงกับคนรอบข้าง
ตอนเราอายุ 22 และเริ่มมีแฟน แม่เร่งให้แต่งงานทันที เรียกสินสอด และไม่ยอมให้เราไปทำงานกับแฟนถ้าไม่แต่งก่อน ไม่เปิดโอกาสให้เราได้ลองใช้ชีวิตหรือช่วยกันเก็บเงินเอง
แฟนยอมทุกอย่าง เพราะเขาอยากพาเราออกจากสภาพแวดล้อมนั้น
พอมาใช้ชีวิตหลังแต่งงาน แม่ก็ยังพูดแต่เรื่องหนี้สินและเงินทอง อยากให้เราช่วย ซึ่งเราไม่เคยปฏิเสธ เพียงแต่บางครั้งเรายังไม่มีให้
แม่ถึงขั้นวางแผนชีวิตให้เราเองว่าจะต้องทำงานในไทยกี่ปี แล้วไปทำงานต่างประเทศ ต้องส่งเงินให้เดือนละหลายหมื่น บอกว่าถ้าหาเงินกันสองคน ให้ใช้แค่เงินของอีกคน ส่วนเงินของเราต้องส่งให้แม่ แต่ความจริงคือเราเพิ่งได้เริ่มใช้ชีวิตเอง เคยทำงานโรงงานหลายครั้ง แต่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทำได้ไม่นานก็ต้องออกเพราะร่างกายไม่ไหว พอบอกแม่ก็โดนด่าว่าไม่อดทน ไม่สู้
โดนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนตอนนี้สุดท้ายเราตัดสินใจบล็อกครอบครัวทั้งหมด เพราะเราเหนื่อยมากจริง ๆ ทุกวันนี้เซฟโซนมีแค่สามีค่ะ เขารับรู้ชีวิตเราแต่เราก็ยังอยากจะระบายมันออกมาหมดที่มันติดในใจ