โลกในครอบแก้ว

กระทู้สนทนา
 
            หลังสงครามนิวเคลียร์พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกถูกทำลายย่อยยับ ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีม่วงแดงชั่วนาตาปี มันไม่ได้มาจากฝุ่นกัมมันตรังสีอย่างเดียวหรอก
 
            ผมขับโฮเวอร์คราฟ์ผ่านซากบ้านเรือนและร้านรวงที่พังเละเทะ พวกเฮงซวยมันยกขบวนมาถึงตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าโชคไม่ดีมันอาจตามไปจนเจอที่ฐานลับในเมืองโบกรา ทั้งที่ควรมองถนนกลับมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งมีเทือกเขาเอเวอเรสอยู่ห่างไปหลายพันกิโลเมตร กระแสพลังงานสีเข้มหมุนวนขึ้นท้องฟ้าหล่อเลี้ยงโดมขนาดใหญ่ซึ่งคอยกันภาคพื้นทวีปจากระเบิดทำลายล้าง เหมือนจักรพรรดิเวรนั่นจะมีตัวประกัน
 
            วิทยาศาสตร์ด้านพลังงานเจริญขีดสุดเมื่อสงครามถูกจุดชนวน โดมปฏิสสารเพื่อการสร้างอาณานิคมบนต่างดาวต้องเปิดใช้ก่อนการทดสอบเพื่อปกป้องผู้คนจากฝุ่นนิวเคลียร์มีแค่สองจากสามแห่งใช้งานได้จริง นอกจากคลื่นความร้อนเท่ากับภูเขาไฟระเบิดก็ไม่มีรังสีเล็ดรอดเข้ามาแม้แต่เศษเสี้ยว
 
            สหภาพยุโรปกับจักรวรรดิเอเชีย สองด้านของเหรียญ ความดีงามกับความบ้าคลั่ง สวรรค์กับนรก ทูตจากพระเจ้ากับผีห่าซาตาน แล้วแต่จะเรียก
 
            ความสนใจถูกดึงลงมาจากท้องฟ้าแล้วหยุดลงตรงรูปติดคอนโซลหน้ารถ ภรรยากับลูกของผมตายไปหลายปีแล้ว ทั้งสองสิ้นชีพแบบหาความยุติธรรมไม่ได้ด้วย และผมไปรวมตัวกับผู้คั่งแค้นคนอื่น ๆ อันมีศัตรูเดียวกัน
 
            จักรพรรดิและครอบครัว!
 
            เครื่องมือสื่อสารข้างแผงควบคุมสว่างวาบส่งเสียงร้องว่ามีผู้ติดต่อมา อดีตนายพลเพื่อนเก่าคงมีความคืบหน้าเรื่องแผนการกระมัง หวังว่าไม่ใช่ข่าวร้ายอย่างการบุกจับหรือทำลายฐานแบบคราวก่อน
 
            “สวัสดีพี่ชาย” ผมกดตอบรับแล้วทักทาย “นอนไม่หลับรึไง”
 
            “แกว่ามันแปลกมั้ย เป้าหมายกับครอบครัวไปที่นั่นทุกห้าปีไม่ขาด คราวก่อนพวกรัสเซียแอบส่งโดรนไปจนเป็นเรื่องใหญ่ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย”
 
            ข้อสงสัยยิ่งทำให้หัวเสียหนักขึ้น ผมเงยหน้ามองกล้องบันทึกภาพในรถว่าปิดอยู่แล้วระบายอารมณ์เต็มที่ “เพราะเราไร้ค่าสำหรับมันไง เหมือนหลืบไร!”
 
            “ใจเย็น ครอบครัวของผมกับลูกน้องก็ถูกสังเวยตามอารมณ์ของตาแก่นั่นเหมือนกัน” เสียงจากลำโพงต่ำลงเหมือนกัดฟันเก็บอารมณ์เต็มที่ “ถึงอยากให้มั่นใจว่าจะจบได้ไง”
 
            “ทำไมเราถึงอยู่อย่างสหภาพยุโรปไม่ได้วะพี่ ที่นั่นน่ะสวรรค์ชัด ๆ แล้วเราก็อยู่ห่างกันแค่กำแพงกั้น”
 
            หลังระเบิดนิวเคลียร์แจกความพินาศให้โลกไปครึ่งหนึ่งประเทศที่หลงเหลือก็สร้างกำแพงปิดล้อมป้องกันคนหรือสัตว์เข้าไปสัมผัสโดมพลังงานโดยตรง ทั้งสองพื้นที่แสดงจุดยืนชัดเจนด้วยการกำลังทหารจากทั้งสองด้านควบคุมรอยต่อหนาแน่นไม่ให้ใครผ่านเข้าออกยกเว้นบุคคลสำคัญ จะมีก็แค่อุโมงค์ใต้ดินเก่าแก่เป็นทางลักลอบผ่านแดนไม่ให้ถูกจับกุมเท่านั้น
 
            พระสันตะปาปาขึ้นเป็นผู้นำสหภาพร้องขอสันติ เทคโนโลยีและเครื่องจักรทุกชนิดถูกนำมาใช้ให้ปวงชนอยู่อย่างผาสุก งานเฉลิมฉลองถูกจัดต่อเนื่องราวมีทรัพยากรเหลือกินเหลือใช้ ส่วนนักโทษอุกฉกรรจ์ถูกส่งข้ามแดนมาใช้แรงงานในจักรวรรดิเอเชียตลอดชีวิต ที่นั่นผาสุขไร้สงครามหรือความขัดแย้งอย่างน่าประหลาด
 
            ฝ่ายจักรพรรดิแห่งเอเชียนั้นเป็นทรราชอย่างแท้จริง ความอดอยากล้มตายของผู้คนเป็นเรื่องบันเทิงประจำเดือนเมื่อถึงเวลาก็มอบอาหารและทรัพย์สินเพื่อต่อลมหายใจเท่านั้น เวลาเกิดเหตุหรือพบความกระด้างกระเดื่องก็จะส่งคนมาปลิดชีพไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน โชคดีที่มีคณะพ่อค้าจากสหภาพยุโรปนำของเข้ามาขายโดยได้รับการคุ้มกันเข้มงวดทำให้ซื้อขายของใช้กับสิ่งบันเทิงได้ตามปกติวิสัย
 
            กลุ่มต่อต้านประกอบด้วยผู้คั่งแค้นในเอเชียที่อยากแล่เนื้อเถือหนังจักรพรรดิให้สมแค้นและพวกกระหายสงครามจากยุโรปซึ่งเบื่อหน่ายสันติสุข การตกลงเรียบง่าย พวกหนึ่งได้ความวุ่นวายกับสงคราม อีกพวกได้การล้างแค้น!
 
            เมื่อหลายปีก่อนเคยมีฐานที่มั่นอยู่ที่นิวเดลี แต่เพราะทางการย่ามใจถึงย้ายเข้าไปใกล้เป้าหมายมากขึ้นกว่าเดิมได้ง่ายกว่าครั้งอื่น ๆ ทุกห้าปีจักรพรรดิกับครอบครัวจะมาพักผ่อนที่ยอดเขาเอเวอเรส มีกำลังทหารคุ้มกันเข้มงวด หากฝ่าพวกนั้นเข้าไปได้ก็เข้าถึงตัว แล้วชัยชนะจะเป็นของประชาชน...
 
 
            การโจมตีของพวกเราเรียบง่ายทรงพลัง อาวุธพลาสม่าจากยุโรปไม่หรูหราแต่ทรงอำนาจ ความเคียดแค้นโหมกระหน่ำผลักดันกองกำลังผสมขึ้นไปตามห้องและชั้นต่าง ๆ ของคฤหาสน์ เสียงร้องกับคาวเลือดค้างเติ่งอยู่ทุกอณูในอากาศ กำลังรบของสองฝ่ายล้มหายไปจำนวนเท่า ๆ กันยิ่งเร่งให้ตามหาจักรพรรดิ ตามแหล่งข่าวควรอยู่ห้องชั้นบนสุดเพราะมีการทำลายทางหนีทั้งหมดไปแล้ว
 
            ผมกับรุ่นพี่นำกองทหารขึ้นบันไดสู่ชั้นสูงสุดจนพบห้องโถงเปิดกว้าง เสาหินแกร่งสูงตระหง่านล้อมกรอบสี่ด้านเปิดให้เห็นท้องฟ้าโล่งกว้างอันมีเกล็ดหิมะเล่นล้อตามสายลม คบไฟพลังงานนิวเคลียร์ส่องสว่างจนเห็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ส่งเสียงหึ่ง ๆ พร้อมกับส่งพลังงานขึ้นไปค้ำจุนโดมแก้วเหนือหัว
 
            จักรพรรดิชรานั่งบนบัลลังก์ไม้โดยมีรัชทายาทยืนประกบด้านข้าง ชายหนุ่มตกใจหวาดกลัวหากชายแก่ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
 
            “มั่นใจแล้วหรอ” เสียงแหบแห้งของชายชราไม่ได้ทำให้อาวุธถูกหันไปทางอื่น “ต้องไม่รู้อยู่แล้วสิว่าเครื่องข้างหลังทำงานยังไง”
 
            ทหารนายหนึ่งกระทืบเท้าเดือดดาล “แต่พวกยุโรปต้องรู้แน่ รีบ ๆ หายไปได้แล้ว!”
 
            จักพรรดิมองกลับด้วยแววตานิ่งเฉยทั้งที่ได้รับการคุ้มครองจากเครื่องจักรด้านหลัง “มันคือเครื่องจักรพลังงานความคิด”
 
            คำพูดนั่นทำให้กองกำลังชะงักชั่วครู่ “ตอนมีสงครามมันยังแค่เริ่มโครงการไม่ใช่รึไง!”
 
            ชายชราตอบอย่างสุขุม “เรียกว่าเสร็จสมบูรณ์ไม่ได้เพราะยังไม่มีบทสรุปเรื่องจริยธรรมแถมไม่มีใครรู้วิธีเปลี่ยนการตั้งค่านั่นอีกแล้ว ทางยุโรปก็เหมือนกัน”
 
            ผมกัดฟันกระทืบเท้าเข้าไปประชิดเพื่อลากเป้าหมายให้ลงมากองกับพื้น “เลิกถ่วงเวลาได้แล้วตาแก่!”
 
            สิ่งที่หยุดผมกับกองกำลังเอาไว้คือข้อมือผอมแห้งซึ่งมีหลอดเชื่อมไปยังเครื่องจักรราวมีการถ่ายโอนสารบางอย่าง “เลือดหยดสุดท้ายของข้าจะหมดในคืนนี้ ไม่ต้องรีบนักหรอก” ทันทีที่ชายชราพูดจบชายหนุ่มรัชทายาทก็ร้องไห้โฮกอดผู้เป็นบิดาไว้แน่น
 
            “หมายความว่ายังไง!” ผมจับปืนแน่นขึ้นเพราะภาพการสูญเสียทาบทับกับญาติมิตรและคนรู้จัก
 
            ชายชราลูบหัวลูบหลังทายาทซึ่งก้มหน้าร้องไห้ อาการของเขาสงบนิ่งราวยอมจำนนต่อความตายอยู่ทุกวินาที “สิ่งที่ทำให้ยักษ์ด้านหลังทำงานได้มีสองอย่าง เลือดสด ๆ กับกระแสความคิดจากคนในพื้นที่ มันเรียกว่าเครื่องจักรพลังงานความคิดนี่นะ ถ้ายังมีทั้งสองอย่างการป้องกันก็ยังคงอยู่”
 
            รุ่นพี่ของผมอุทานเพราะเข้าใจบางอย่างได้ทันที เขาก้าวมายืนข้างผมแล้วเค้นความจริงออกมา “ความเกลียดชังคือพลังงานใช่มั้ย!”
 
            “ความเคียดแค้นชิงชัง อาฆาตมาดร้าย โศกเศร้าสิ้นหวัง บรรดาอารมณ์ด้านลบเป็นพลังงานของเครื่องนี้ ตรงกันข้ามกับเครื่องที่ยุโรป”
 
            ผมเชื่อกับกองกำลังด้านหลังก็หยุดคิดเหมือนกันว่านี่อาจเป็นความจริง การทรมานเข่นฆ่าไม่ได้ทำเพื่อความสนุกทว่ามันคือการเสริมโดมให้แข็งแกร่งเพื่อป้องกันภัยร้ายจากด้านนอก อาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้ชีวิตรอดพ้นจากฝุ่นกัมมันตภาพรังสีได้
 
            “ทุกห้าปีข้าจะมาถ่ายเลือดลงเครื่องนี้ ครั้งนี้ไม่พอถึงต้องให้รัชทายาททำหน้าที่ต่อทันที” ชายชราทำลายความเงียบงันจากความสงสัย “ให้เขาถ่ายเลือดต่อจากข้า ลูกหลานของเขาด้วย แล้วทุกคนจะได้อยู่รอด”
 
            “โกหกทั้งนั้น!” ผมตะโกนเพราะยอมรับไม่ได้ “แค่ข้ออ้างเอาตัวรอดเท่านั้นแหละ” ผมกระชากคอเสื้อของจักรพรรดิเตรียมดึงลงมาให้กองกำลังข้างหลังรุมประชาทัณฑ์ ร่างผอมบางลอยติดมืออย่างง่ายดายราวไร้เนื้อหนัง ชายชรากระแทกพื้นคอหักตายทันทีทำให้กองกำลังโห่ร้องด้วยความดีใจ
 
            รุ่นพี่ยิงปืนขึ้นฟ้าให้ทุกคนสงบเมื่อพบสิ่งผิดปกติ คลื่นพลังงานอ่อนกำลังลงจนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วยตาเนื้อ ท้องฟ้ายามค่ำคืนควรเป็นสีม่วงค่อย ๆ เปลี่ยนสลับสีราวไม่อาจคงสมดุลได้อีกแล้ว
 
            สิ่งที่จักรพรรดิพูดเป็นความจริง เครื่องจักรนั่นต้องการเลือดเพื่อหล่อเลี้ยง หมายความว่าคนในโดมเอเชียต้องอยู่ในนรกต่อไปเพื่อคงสภาพโดมพลังงานให้คงอยู่ชั่วนิรันดร์!
 
            เขาควรให้มีผู้นำวิปลาสทำลายล้างต่อหรือให้จบแค่นี้ บางทีผ่านมาหลายร้อยปีฝุ่นกัมมันตรังสีด้านนอกอาจหายไปหมดแล้ว ระหว่างการครุ่นคิดการป้องกันก็ผุกร่อนลงเรื่อย ๆ เพื่อนับถอยหลังสู่ความวินาศ...
 
 
จบ
 
 
 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่