เกาเหลา ไม่ได้แปลว่า ‘ไม่มีเส้น’ แต่มันเกี่ยวกับ ‘ที่สูง’ และกลายเป็นคำว่า ‘ไม่ถูกกัน’ อีกที

เกาเหลา ไม่ได้แปลว่า ‘ไม่มีเส้น’ แต่มันเกี่ยวกับ ‘ที่สูง’ และกลายเป็นคำว่า ‘ไม่ถูกกัน’ อีกที

อาหารนั้นเกี่ยวโยงวัฒนธรรมวิถีชีวิตของผู้คนเสมอมา เมื่อผู้คนเลื่อนไหลวัฒนธรรมเลื่อนไหล อาหารก็ไหลเลื่อนไปเป็นพลวัต หนึ่งในเมนูอาหารที่เลื่อนไหลไปตามสภาพสังคมและผู้คนก็คือ ‘เกาเหลา’
.
หากเราพูดถึง ‘เกาเหลา’ แน่นอนว่าเราย่อมคิดถึงซุปชนิดหนึ่งที่มีเนื้อสัตว์ เครื่องใน ลูกชิ้น และองค์ประกอบอื่นๆ ที่เหมือนก๋วยเตี๋ยวจนอาจกล่าวได้ว่า เกาเหลาก็คือก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวเราดีๆ นั่นเอง แต่คำว่า ‘เกาเหลา’ ที่แปลว่าซุปไร้เส้นนั้นไม่มีอยู่ในภาษาจีน (หากเราสันนิษฐานว่ามันมีรากมาจากภาษาจีน) ใกล้เคียงที่สุดก็คือคำว่า ‘กาวเหลิ่ว’ (cao lầu) ซึ่งหมายถึงอาหารท้องถิ่นของฮอยอัน ประเทศเวียดนาม (ที่ใช้ภาษาใกล้เคียงกับภาษาจีน) ประกอบด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยว เนื้อหมู และผัก โดยเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้ทำกาวเหลิ่วจะทำจากข้าวที่แช่ในน้ำด่าง แต่ถึงจะคล้ายกันอยู่บ้างก็ตาม ทว่ากาวเหลิ่วก็มีเส้นอยู่ดี หรือถ้าจะหาในภาษาจีนที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือคำว่า ‘เกาโหลว’ (高樓) ซึ่งหมายถึง ‘ตึกระฟ้า ตึกสูง’ และคำนี้เองที่สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของคำว่า ‘เกาเหลา’
.
แล้วไอ้ตึกระฟ้ามันไปเกี่ยวอะไรกับก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่เส้น
.
กรกิจ ดิษฐาน คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้เขียนถึงความเกี่ยวข้องนี้ไว้ว่า ภัตตาคารยุคแรกๆ ในจีนนั้นมักจะสร้างบนตึกสูง (เกาโหลว) เพื่อให้เกิดความโดดเด่น ลูกค้าจะได้เห็นได้ชัดๆ และคนที่มากินส่วนใหญ่ก็มักเป็นเศรษฐีมีฐานะดี เพราะนอกจากจะได้ขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์แล้ว ภัตตาคารเหล่านี้จะใช้วัตถุดิบชั้นดีนำมาทำอาหาร ต่อมามีภัตตาคารตึกสูงแห่งหนึ่งเสิร์ฟเนื้อตุ๋นในน้ำซุปที่ปรุงด้วยเครื่องเทศและไม่มีเส้นก๋วยเตี๋ยว ลูกค้าที่มากินก็ติดใจจนกลายเป็นคำพูดติดปากว่า “ไปกินเกาโหลว” ซึ่งหมายถึงการไปกินซุปเนื้อและอาหารอื่นๆ ในภัตตาคารแห่งนั้นนั่นเอง
.
ความนิยมในซุปเนื้อไร้เส้นนี้เริ่มแพร่หลายมากขึ้น เมื่อ ‘ซูตงโพ’ กวีเอกของจีน ซึ่งคงจะชอบเนื้อตุ๋นปรุงพิเศษแบบนี้มากจึงนำมาดัดแปลงจากเนื้อวัวเป็นเนื้อหมู และสูตรนี้ก็ได้รับความนิยมจนคนจีนเรียกกันจนติดปากว่าเป็น ‘เนื้อตุ๋นสูตรซูตงโพ’ จากที่กินกันในภัตตาคารสูงก็กลายเป็นเมนูอาหารแนวราบที่คนทั่วไปทำกินกัน ต่อมาเมื่อคนจีนอพยพเข้ามายังไทยก็เอาสูตรเนื้อตุ๋นซูตงโพล่องติดเรือมาด้วย แน่นอน, ด้วยลิ้นคนไทย ‘เกาโหลว’ จึงเป็น ‘เกาเหลา’ เพื่อให้เรียกง่ายสบายปาก
.
ในตอนแรกที่เกาเหลาเข้ามาในไทย ก็ยังเป็นอาหารของคนชั้นสูงเช่นกัน ชาวบ้านร้านตลาดยังไม่มีเวลามากพอมาทำกินและขาดความรู้เรื่องการจัดการเครื่องในสัตว์ เกาเหลาจึงเป็นอาหารที่กินกันเฉพาะเจ้าขุนมูลนายพระน้ำพระยาเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการปรุงเกาเหลาในวังในงานทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องจากรัชกาลที่ 4 ต้องการทำเกาเหลาถวายพระ แต่ต้นเครื่องในขณะนั้นทำเกาเหลาไม่เป็น จึงจำเป็นต้องใช้กุ๊กจีนมาทำเท่านั้น นั่นจึงเป็นที่มาของตำแหน่ง ‘เจ้ากรมเกาเหลาจีน’ เพื่อมากำกับดูแลการปรุงและกินเกาเหลากันให้ถูกวิธีนั่นเอง
.
ต่อมาความนิยมในเกาเหลาเริ่มเพิ่มมากขึ้น สูตรอะไรต่างๆ ก็กระจายตัวจากในวังออกสู่สาธารณะ จนกระทั่งถึงยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำประเทศในขณะนั้นต้องการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ วัฒนธรรมการกินก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน
.
เมื่อรัฐกระตุ้นให้เกิดการกินก๋วยเตี๋ยวปรุงก๋วยเตี๋ยวขายในฐานะฟาสต์ฟู้ดไทยๆ ที่ทำง่ายกินง่ายอิ่มง่าย ไม่พิรี้พิไร เอาเวลาไปทำงานพัฒนาชาติ ก๋วยเตี๋ยวจึงกลายเป็นอาหารหลักอย่างที่สองของคนไทยรองจากข้าว ถึงเวลานั้นคนไทยก็มีความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยวมากขึ้นตามลำดับ มีการพัฒนาดัดแปลงเป็นก๋วยเตี๋ยวสูตรต่างๆ ตามความคิดสร้างสรรค์ แน่นอน เมื่อมีก๋วยเตี๋ยวก็ย่อมมีเกาเหลาเอาใจคนร่ำรวย (เกาเหลามักจะแพงกว่าก๋วยเตี๋ยว) ตามมาเช่นกัน
.
ทีนี้คำว่าเกาเหลาก็เกิดการไหลเลื่อนเคลื่อนนิยามอีกครั้งในฐานะสำนวน
'ไม่กินเกาเหลา’ อันเป็นมุขปาฐะแบบไม่เป็นทางการที่สื่อความหมายถึงคนที่ ‘ไม่ถูกกัน’ หรือ ‘ไม่ชอบหน้ากัน’ ว่าแต่มันไปเวย์นั้นได้อย่างไร
.
คาดว่าสำนวน ‘ไม่กินเกาเหลากัน’ ที่หมายถึงคนไม่ถูกจริตกันนี้น่าจะเกิดขึ้นราว 30-40 ปีที่ผ่านมานี่เอง มาจากบริบทของการนวดเคล้นคลายเมื่อยตัว ในยุคนั้นใครนวดดี กดโดนเส้นกล้ามเนื้อที่ปวด นวดได้ตรงจุดเมื่อยขบก็จะได้รับคำชมว่า ‘โดนเส้น’ ต่อมาคำว่าโดนเส้นจึงนำมาใช้กันแพร่หลายนอกบริบท โดยมักจะมีความหมายว่า โดนใจ, ถูกใจ, ใช่เลย ในทางกลับกันคำว่า ‘ไม่โดนเส้น’ ก็ถูกใช้เพื่อสื่อความหมายตรงกันข้าม
.
ทีนี้จากคำว่าไม่โดนเส้น ภาษาปากชาวบ้านคนไทยก็ดิ้นต่อไปอีกจนกลายเป็นคำว่า ‘ไม่กินเส้น’ หรือ ‘ไม่กินเส้นกัน’ เพื่อสื่อถึงความขัดแย้งบาดหมางอยู่ห่างๆ กันไว้จะดีของคู่กรณี หลังจากนี้คงพอจะนึกออกแล้วว่าสำนวน ‘ไม่กินเส้นกัน’ ก็พัฒนาอัปเวลจนกลายเป็นคำว่า (คนคู่นี้) ‘กินเกาเหลากัน’ > ไม่กินเส้น > ไม่ถูกกัน นั่นเอง แม้ใครคนหนึ่งจะกำลังเลือกเส้นก๋วยเตี๋ยวขณะที่อีกคนสั่งเกาเหลามากินกับข้าวเปล่าอยู่ก็ตาม
.
ครั้งต่อไปที่คุณกินเกาเหลา ให้รู้ไว้ว่าตรงหน้าคุณคือเมนูที่มีวิวัฒนาการทางเรื่องราวและภาษาวุ่นวาย ไหลลื่นไปตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากที่สุดชามหนึ่ง
.
แม้ชื่อเรียกของมันจะไม่มีความหมายโดยตรงในภาษาใดเลยก็ตาม
.
ที่มา : Sauce เรื่องราวกินได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่