มะเงยระอาว!! สวัสดีทุกคนที่มาอ่านด้วยนะค้าบบ วันนี้อยากมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับ ทริป
Backpack ครั้งเเรก กับเพื่อนๆ ณ
สังขละบุรี สักหน่อยย
เรื่องมันเกิดจาก ผมเเละเพื่อนๆ เม้าท์กันว่า ก่อนเรียนจบอยากออกไปใช้ชีวิตกันส่งท้ายเเละบังเอิญเพื่อนคนนึงบอกในกลุ่มว่า "เห้ยย อยากไป Backpack กันสักครั้ง!!" "เเบบลุยๆ ราคาถูกเลย อยากได้ฟิล ลำบากหน่อยงี้" พอได้ยินเเบบนี้จัดสิฮะรออะไร 555+ พวกเราก็ลุยทำการบ้านกันหนักเลยว่าไปไหนดี เหนือดีไหม? หรือลงใต้? จนมีเพื่อนคนนึงเสนอว่าไปเที่ยว
สังขละบุรี ไหม? ที่นั่นเป็นชุมชนชาวมอญขนาดใหญ่ มีสะพานไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มาก เเละเพื่อนได้ติดต่อที่พักไปที่นึงเเละซึ่งทางพี่เจ้าของเเนะมาว่า ถ้าน้องๆ มากันช่วงวันที่ 17 ก่อน 15:00 น. นะที่ชุมชมมีจัดกิจกรรมสงฆ์น้ำพระประจำปีด้วยย เเหมเพื่อนเสนอมาขนาดนี้ไปกันสิครับรออะไร....เเล้วพวกเราก็ได้วางกำหนดการกันว่าจะไป วันที่ 17-19 เมษายน 2569 (3 วัน 2 คืน)
วันที่ 17 (Let's go to trip สังขละ)
เริ่มต้นทริปด้วยการเดินทางด้วยรถไฟจากสถานี
ธนบุรี -> กาญจนบุรี เชื่อไหมว่าเราสามารถเดินทางกว่า 120 กม. ด้วยเงินเพียง 39 บาท บ้ามากก!!

นกที่ตื่นเช้าคือนกที่ต้องขึ้นรถไฟรอบเช้า 7:45 จะบ้าาา

ระหว่างนี้ก็นั่งรอไปยาวๆ 3 ชั่วโมงนิดๆ นะครับใครใคร่ทำอะไรเออทำเลย
เมื่อถึง
สถานนีกาญจนบุรี เเล้วพวกเราได้นั่งสองเเถวจากสถานีเพื่อไปต่อมินิบัสจาก บขส.กาญจนบุรี เเละซื้อตั๋วไป สังขละบุรีต่ออีก 4 ชั่วโมงจุกๆ...
เมื่อถึง สังขละบุรี เเล้วเป้าหมายเเรกที่ไปเลยคือ งานประเพณีสงกรานต์มอญ ซึ่งพวกเราได้รู้มาว่าจะมีการจัดพิธีสรงน้ำพระผ่านรางกระบอกไม่ไผ่ ประจำปี โดยพวกเราได้นั่งท้ายกระบะที่เจ้าของที่พักจัดเตรียมไปไว้ให้ทันที!! เเละเมื่อเราถึงที่หมาย ณ ลานหน้าเจดีย์พุทธคยา วัดวังก์วิเวการาม ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 15:30 น. สิ่งเเรกที่เราเจอเลยคือ มีชาวบ้านเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมากทั้งชาวมอญ เเละชาวไทยที่ผสมปะปนกัน ทุกคนต่างเข้าร่วมพิธีกันอย่าง ครึกครื้น ชาวบ้านต่างพากันเเต่งตัวตามชุดดั้งเดิมของชาวมอญสีสันสดใส ทาเเป้งทานาคา เเต่งหน้าทาปากกันสวยงามมากเลยครับ

น้องๆ เล่นน้ำกันสนุกสนานมากก กล้องจะไม่เปียกใช่ไหม555+
บรรยายกาศภายในงานผมบอกได้เลยว่ามีเเต่ความสุข ทุกคนต่างพากันเล่นน้ำอย่างอย่างสนุกสนาน ร้องเล่นเต้นรำ เเละมีเด็กตัวน้อยชาวมอญกับเด็กน้อยชาวไทยที่วิ่งเล่นกันรอบรางกระบอกไม้ไผ่เลย ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่าที่ สังขละบุรีเเห่งนี้ ทุกคนอยู่กันอย่างกลมเกลียวไม่เเบ่งเเยกชาติพันธุ์กัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาที่ไหน ทุกคนสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขครับ
.
ไฮไลท์สำคัญ ของพิธีนี้เลยคือการสรงน้ำพระบนรางกระบอกไม้ไผ่ เเละพวกคุณเชื่อไหมว่ารางกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่มหึมาตรงหน้าเนี่ย ชาวบ้านต่างช่วยกันสร้างมันขึ้นมาร่วมสัปดาห์!! ก่อนที่จะนำมาถักมัดรวมกันเป็นสายธารหลายๆ เส้นที่มาบรรจบกัน ณ จุดเดียว โดยสิ่งนี้เป็นความตั้งใจของ หลวงพ่ออุตตมะ ที่อยากให้ชาวบ้านได้สรงน้ำพร้อมกันโดยไม่ต้องเเออัดที่วิหาร ดังนั้นรางไม้ไผ่ที่ถูกเชื่อมต่อกันยาว 10 เมตรนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาลักษณ์ความเสมอภาพในการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวของชุมชมครับ เป็นภาพวัฒนธรรมที่ชาวบ้านชาววังกะทุกคนพากันหวงเเหน
.
เเละที่สังขละบุรีจะไม่มีวันไหลเหมือนกับที่อื่นนะครับ ถ้าอยากมาสัมผัสบรรยากาศนี้เองต้องลองตามกันมาดูเลย

วันที่ 18 (ตะลุยเมืองฝั่งวังกะ)
พวกเราทยอยตื่นกันตั้งเเต่ตี 5 ครึ่ง เเละออกจากที่พักตอน 6 โมงเช้า โดยมีเป้าหมายที่จะไปกันคือสะพานมอญ เพราะในทุกเช้าชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่หน้าทางเข้าเพื่อ
"ตักบาตรพระ" โดยชาวบ้านจะเเต่งชุดท้องถิ่นของตัวเอง เเละนำอาหารดอกไม้มาวางถาดพระสงฆ์เเละเณร โดยกลุ่มพระสงฆ์จะเริ่มบิณฑบาตกันตั้งเเต่ช่วง 6:00 - 07:00 น. (เเล้วเเต่วัน) ระหว่างที่รอกลุ่มพระสงฆ์มานะครับ พวกเราได้ไปเช่าชุดมอญจากที่พักมาด้วย!! พร้อมทาเเป้งทานาคา (เเอบกระซิบว่าตอนเดินผมทำผ้าคาดเอวหลุดบ่อยมาก555+)
บรรยากาศยามเช้าขณะ ตักบาตร
จากนั้นพวกเราเดินเล่นชมบรรยากาศพระอาทิตย์ยามเช้า ณ สะพานมอญ ซึ่งเเสงเเดดสวยมากกก มันฟิลเหมือนใส่ฟิลเตอร์ฟิล์มเลย
ระหว่างที่พวกเราเดินชมวิวถ่ายรูปกัน ผมเเอบสังเกตคนที่สัญจรผ่านไปมา มีทั้งชาวบ้านฝั่งไทยเเละฝั่งวังกะ(มอญ) ต่างพากันใช้เส้นทางนี้เป็นที่ไปมาหาสู่กัน บางคนเดินมาเร่ขายของ บางคนออกมาเดินออกกำลังกาย บางคนมาพบเจอเม้าท์มอยกันตอนเช้า "นี่สินะวิถีชีวิตประจำวันในทุกๆ เช้า" ซึ่งต่างจากตัวเมืองเลยที่ส่วนใหญ่จะมีความเร่งรีบกัน สุดท้ายนี้สำหรับผมเเล้วมองว่า สะพานไม้เเห่งนี้เลยเปรียบเสมือนเป็นสะพานที่ประสานวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวบ้านฝั่งไทยเเละฝั่งวังกะ(มอญ) เข้าไว้ด้วยกันตามเจตนารมณ์ของ หลวงพ่ออุตตมะ ที่นำให้ชาวบ้านทั้งสองฝั่งร่วมใจสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อกันเเละกันนั่นเอง^^
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้What if พอผมสัมผัสเรื่องราวเเละเห็นบรรยากาศต่างๆ ด้วยตาตัวเองนั้น ทำให้ผมอดคิดไม่ได้เลยว่า "ถ้าเกิดไม่มีสะพานมอญเเห่งนี้วิถีชีวิตที่ผมพบเจอมาจะยังอยู่ไหมนะ?" เเละ "อะไรจะเป็นตัวเชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าไว้ด้วยกันล่ะ?" เเหม มันก็เป็นเเค่คำถามเล็กน้อยที่เเวบเข้ามาในหัวเเหละนะ..
ตัดเข้าชมภาพบรรยาศเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากมาเเชร์สักครู้นะครับ

ชุดมอญผู้หญิง เเละผู้ชายจากพรีเซนเตอร์ตั้ง 3 ท่าน
1 ภาพหลายเหตุการณ์มากครับ 555+ ผู้อ่านลองมาเดากันว่ามีโมเม้นต์อะไรบ้างในภาพนี้^^
ตรงสะพานจะมีไกด์ตัวจิ๋วที่คอยขายของ อาสาเป็นไกด์ให้ใดๆ หรือถ่ายรูปกับน้องได้น้าาา
หลังจากเดินเล่นจนหนำใจสักพักเเล้ว เราได้กลับไปที่พักอาบน้ำอาบท่าเเละไปท่าเรือกันต่อเพื่อไป
วัดใต้น้ำ หรือ
วัดศรีสุวรรณ(เก่า) กันต่อ โดยช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่น้ำลดพอดี ทำให้พวกเราสามารถขึ้นไปเกาะบางส่วนได้ หลังจากนั้นก็นั่งเรือไปต่อที่ วัดสมเด็จ(เก่า) ซึ่งหน้าประตูทางเข้ามีไกด์ตัวจิ๋วพอดีเลย
ได้เเอบถามถึงที่มาหรือเรื่องเล่าของวัดสมเด็จพอดี ซึ่งที่เเหล่งนี้มีอายุมาเเล้วกว่า 71 ปี เเละเหตุผลที่ไม่มีคนอยู่ เเละย้ายออกไปเพราะพื้นที่บริเวณนี้เคยถูกทำเป็นที่พักน้ำขณะสร้างเขื่อนมาก่อน!! OMG ความรู้ใหม่ ทำให้ทั้งวัดศรีสุวรรณ เเละวัดสมเด็จจมน้ำไปด้วย (เเต่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติละ) อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีพื้นที่บางส่วนที่ยังจมน้ำอยู่อย่าง โบสถ์จมน้ำ ที่คุณลุงขับเรือพาไปใกล้ๆ เเล้วเเกบอกน้ำสามารถขึ้นได้สูงอีก 1 เมตรเลยนะจากที่ตาเห็นตอนนี้ (หรือก็คือมิดหลังคาเลย) ซึ่งถ้าน้ำลดลง พวกเราก็สามารถลงไปเดินได้ปกติเลย
ไกด์จิ๋วความรู้เเน่นมากก จนผมเองก็ฟังไม่ทัน555+
หลังจากขึ้นฝั่งเเล้วพวกเราได้ไป
วัดวิเวการาม กันต่อซึ่งเป็นวัดใหม่ที่ย้ายใหม่หลังวัดเก่าจมน้ำนั้นเอง โดยเมื่อผมได้ก้าวไปที่โถงทางเดินก่อนเข้าส่วนโบสถ์ ผมได้เห็นภาพถ่ายตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบันของชุมชมชาววังกะจำนวนมากที่เรียงต่อทอดยาวไปถึงประตูทางเข้า ซึ่งภาพโมเม้นต์ต่างๆ ได้เเสดงถึงว่าเเม้กาลเวลาจะเปลี่ยนเเปลงไป เเต่วิถีชีวิตของชุมชมก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน อาจมีการปรับเปลี่ยนบ้างตามยุคสมัยเเต่ก็ยังมีภาพที่คอยบันทึกเรื่องราวอดีตไว้อยู่ จากนั้นพวกเราไว้เเวะชม
พระพุทธโลกนาถศาสดา ซึ่งเมื่อพวกเราได้ขึ้นไปจะเห็นเเม่น้ำ 3 สายหลักที่ไหลมารวมกันอยู่ที่วัดจมน้ำเก่าที่เราเพิ่งไปกันมาเรียกว่า "เเม่น้ำสามประสบ" บอกได้เลยว่าขึ้นมาทั้งทีได้เห็นเเม่น้ำเเละวิวสวยๆ เลยทีเดียว
ตัดรับชมภาพบรรยาศไฮไลท์ 3+1 กันดีกว่าครับ
โบสถ์จมน้ำ
วัดสมเด็จ(เก่า)
ภาพโมเม้นต์ต่างๆ ณ วัดวิเวการาม
ปิดท้ายวันนี้ด้วยไป
น้ำตกซองกาเรีย เพราะพวกเราอยากไปคลายร้อนกันสักหน่อยเเต่ใดๆ คือชาวบ้านเเห่กันไปเยอะมากก ทั้งเล่นน้ำเอย หรือกินข้าวเหนียว ส้มตำ คอหมูย่างงี้ ซึ่งวันที่เราไปมันเป็นวันสุดท้ายเเล้วของหลายครอบครัวที่จะได้พบเจอเเละพักผ่อนกันก่อนที่เเยกย้ายกลับเมืองใหญ่ไปทำงานกันต่อ ทำให้บรรยากาศต่างเต็มไปด้วยความอบอุ่ม ความสนุกสนาน เป็นบรรยากาศที่ดีเลยล่ะ

เเต่ใดๆ นะครับในภาพที่มีรอบยิ้มกลับเตรียมพาคอนเทนต์ต่อในวันถัดไป555+
วันที่ 18 (คอนเทนต์ยามเช้า+กลับบ้านเฮากัน)
เปิดมาวันใหม่ ก็คอนเทนต์เลยน้ออ...เรื่องมีอยู่ว่า ตอนเเรกพวกเราวางเเผนกันว่าจะกลับไปกาญจนบุรีด้วยรถตู้ เเต่เรื่องมันต่อจากเมื่อวานที่ชาวบ้านต้องกลับไปทำงานต่อนั้นเท่ากับว่า ผมเเละผองเพื่อนต้องรีบตื่นเช้าละไปซื้อตั๋ว!! ไม่งั้นรอบรถอาจจะหมดก่อนได้555+ ว่าเเล้วพวกเราก็ส่งตัวเเทนกันไปเลย 2 คน ตอน 06:30 น.(เช้า) เเละนี่คือภาพที่เราเห็นตรงท่ารถครั้งเเรก...
คนเป็นล้านเลยหรอพี่!!!
เเต่สุดท้ายเราก็ได้ตั๋วมาาTT ได้รอบ 13:00 น.นู่นเลย สำหรับใครที่ต้องเดินทางขึ้นรถตู้นะครับ ผมจะบอกว่า
เราสามารถซื้อตั๋วล่วงหน้าได้เน้ออ เออพวกผมไม่รู้ไงว่าทำได้ 555+ ไม่งั้นไปซื้อนานละ เเละที่นี่เขาใช้วิธีซื้อคิวไว้เเล้วถ้าเราไม่มาตามนัดเขาจะปล่อยคิวเราเเละประกาศขายใหม่เลย เพราะงั้นถ้าใครซื้อรอบไว้เเล้ว เเนะนำว่าให้มาก่อนเวลาสัก 30 นาทีนะครับ เพราะรถรอบขากลับพวกเราพี่คนขับเรียกขึ้นก่อนกำหนดด้วย (ประมาณ 12:30 น.) เริ่มละ เพื่อนกำลังนั่งกินยำมาม่าเลย
หมดละสำหรับเรื่องเล่า
Diary with we: Backpack ครั้งเเรกที่ สังขละบุรี หมู่บ้านวังกะ(มอญ) - ไทย เป็นครั้งเเรกที่มาเขียนเล่าเเบบนี้ความจริงยังมีภาพเเละรายละเอียดอีกมากที่อยากเปิดโต๊ะเล่าจริงๆ เเละอยากจะฝากถึงทุกคนที่อ่านถึงตอนนี้นะครับว่า "ชีวิตเรายังมีเรื่องให้ค้นหาอีกมากมาย ออกไปใช้ชีวิตเถอะ "ส่วนตัวชีวิตมหาลัยพวกผมค่อนข้างหนักห่วงมากทำงานโปรเจคตั้งเเต่ปี 1-3 เข้าตึกคณะเเทบทุกวัน ซึ่งไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีนะ ผมเองก็ได้เรียนรู้มากกว่าจากที่นั่น เเต่พอผมได้ออกมา Backpack ครั้งเเรก มุมมองโลกผมเปลี่ยนไปเลย เห้ย! โลกเรามันยังมีน่าสนุกที่รอเราหาอยู่นี่นา ขอเเค่เราออกมาใช้ชีวิต เพราะบางทีคุณค่าเเละเรื่องราวต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเราไม่ได้มาสัมผัสหรือลุยเอง ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านจนจบนะครับ
Enjoy your life everyone ;)
Diary with we: Backpack ครั้งเเรกที่ สังขละบุรี หมู่บ้านวังกะ(มอญ) - ไทย
เรื่องมันเกิดจาก ผมเเละเพื่อนๆ เม้าท์กันว่า ก่อนเรียนจบอยากออกไปใช้ชีวิตกันส่งท้ายเเละบังเอิญเพื่อนคนนึงบอกในกลุ่มว่า "เห้ยย อยากไป Backpack กันสักครั้ง!!" "เเบบลุยๆ ราคาถูกเลย อยากได้ฟิล ลำบากหน่อยงี้" พอได้ยินเเบบนี้จัดสิฮะรออะไร 555+ พวกเราก็ลุยทำการบ้านกันหนักเลยว่าไปไหนดี เหนือดีไหม? หรือลงใต้? จนมีเพื่อนคนนึงเสนอว่าไปเที่ยว สังขละบุรี ไหม? ที่นั่นเป็นชุมชนชาวมอญขนาดใหญ่ มีสะพานไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มาก เเละเพื่อนได้ติดต่อที่พักไปที่นึงเเละซึ่งทางพี่เจ้าของเเนะมาว่า ถ้าน้องๆ มากันช่วงวันที่ 17 ก่อน 15:00 น. นะที่ชุมชมมีจัดกิจกรรมสงฆ์น้ำพระประจำปีด้วยย เเหมเพื่อนเสนอมาขนาดนี้ไปกันสิครับรออะไร....เเล้วพวกเราก็ได้วางกำหนดการกันว่าจะไป วันที่ 17-19 เมษายน 2569 (3 วัน 2 คืน)
ระหว่างนี้ก็นั่งรอไปยาวๆ 3 ชั่วโมงนิดๆ นะครับใครใคร่ทำอะไรเออทำเลย
เมื่อถึง สังขละบุรี เเล้วเป้าหมายเเรกที่ไปเลยคือ งานประเพณีสงกรานต์มอญ ซึ่งพวกเราได้รู้มาว่าจะมีการจัดพิธีสรงน้ำพระผ่านรางกระบอกไม่ไผ่ ประจำปี โดยพวกเราได้นั่งท้ายกระบะที่เจ้าของที่พักจัดเตรียมไปไว้ให้ทันที!! เเละเมื่อเราถึงที่หมาย ณ ลานหน้าเจดีย์พุทธคยา วัดวังก์วิเวการาม ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 15:30 น. สิ่งเเรกที่เราเจอเลยคือ มีชาวบ้านเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมากทั้งชาวมอญ เเละชาวไทยที่ผสมปะปนกัน ทุกคนต่างเข้าร่วมพิธีกันอย่าง ครึกครื้น ชาวบ้านต่างพากันเเต่งตัวตามชุดดั้งเดิมของชาวมอญสีสันสดใส ทาเเป้งทานาคา เเต่งหน้าทาปากกันสวยงามมากเลยครับ
ไฮไลท์สำคัญ ของพิธีนี้เลยคือการสรงน้ำพระบนรางกระบอกไม้ไผ่ เเละพวกคุณเชื่อไหมว่ารางกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่มหึมาตรงหน้าเนี่ย ชาวบ้านต่างช่วยกันสร้างมันขึ้นมาร่วมสัปดาห์!! ก่อนที่จะนำมาถักมัดรวมกันเป็นสายธารหลายๆ เส้นที่มาบรรจบกัน ณ จุดเดียว โดยสิ่งนี้เป็นความตั้งใจของ หลวงพ่ออุตตมะ ที่อยากให้ชาวบ้านได้สรงน้ำพร้อมกันโดยไม่ต้องเเออัดที่วิหาร ดังนั้นรางไม้ไผ่ที่ถูกเชื่อมต่อกันยาว 10 เมตรนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาลักษณ์ความเสมอภาพในการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวของชุมชมครับ เป็นภาพวัฒนธรรมที่ชาวบ้านชาววังกะทุกคนพากันหวงเเหน
ระหว่างที่พวกเราเดินชมวิวถ่ายรูปกัน ผมเเอบสังเกตคนที่สัญจรผ่านไปมา มีทั้งชาวบ้านฝั่งไทยเเละฝั่งวังกะ(มอญ) ต่างพากันใช้เส้นทางนี้เป็นที่ไปมาหาสู่กัน บางคนเดินมาเร่ขายของ บางคนออกมาเดินออกกำลังกาย บางคนมาพบเจอเม้าท์มอยกันตอนเช้า "นี่สินะวิถีชีวิตประจำวันในทุกๆ เช้า" ซึ่งต่างจากตัวเมืองเลยที่ส่วนใหญ่จะมีความเร่งรีบกัน สุดท้ายนี้สำหรับผมเเล้วมองว่า สะพานไม้เเห่งนี้เลยเปรียบเสมือนเป็นสะพานที่ประสานวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวบ้านฝั่งไทยเเละฝั่งวังกะ(มอญ) เข้าไว้ด้วยกันตามเจตนารมณ์ของ หลวงพ่ออุตตมะ ที่นำให้ชาวบ้านทั้งสองฝั่งร่วมใจสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อกันเเละกันนั่นเอง^^
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หลังจากเดินเล่นจนหนำใจสักพักเเล้ว เราได้กลับไปที่พักอาบน้ำอาบท่าเเละไปท่าเรือกันต่อเพื่อไป วัดใต้น้ำ หรือ วัดศรีสุวรรณ(เก่า) กันต่อ โดยช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่น้ำลดพอดี ทำให้พวกเราสามารถขึ้นไปเกาะบางส่วนได้ หลังจากนั้นก็นั่งเรือไปต่อที่ วัดสมเด็จ(เก่า) ซึ่งหน้าประตูทางเข้ามีไกด์ตัวจิ๋วพอดีเลย
ได้เเอบถามถึงที่มาหรือเรื่องเล่าของวัดสมเด็จพอดี ซึ่งที่เเหล่งนี้มีอายุมาเเล้วกว่า 71 ปี เเละเหตุผลที่ไม่มีคนอยู่ เเละย้ายออกไปเพราะพื้นที่บริเวณนี้เคยถูกทำเป็นที่พักน้ำขณะสร้างเขื่อนมาก่อน!! OMG ความรู้ใหม่ ทำให้ทั้งวัดศรีสุวรรณ เเละวัดสมเด็จจมน้ำไปด้วย (เเต่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติละ) อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีพื้นที่บางส่วนที่ยังจมน้ำอยู่อย่าง โบสถ์จมน้ำ ที่คุณลุงขับเรือพาไปใกล้ๆ เเล้วเเกบอกน้ำสามารถขึ้นได้สูงอีก 1 เมตรเลยนะจากที่ตาเห็นตอนนี้ (หรือก็คือมิดหลังคาเลย) ซึ่งถ้าน้ำลดลง พวกเราก็สามารถลงไปเดินได้ปกติเลย
หมดละสำหรับเรื่องเล่า Diary with we: Backpack ครั้งเเรกที่ สังขละบุรี หมู่บ้านวังกะ(มอญ) - ไทย เป็นครั้งเเรกที่มาเขียนเล่าเเบบนี้ความจริงยังมีภาพเเละรายละเอียดอีกมากที่อยากเปิดโต๊ะเล่าจริงๆ เเละอยากจะฝากถึงทุกคนที่อ่านถึงตอนนี้นะครับว่า "ชีวิตเรายังมีเรื่องให้ค้นหาอีกมากมาย ออกไปใช้ชีวิตเถอะ "ส่วนตัวชีวิตมหาลัยพวกผมค่อนข้างหนักห่วงมากทำงานโปรเจคตั้งเเต่ปี 1-3 เข้าตึกคณะเเทบทุกวัน ซึ่งไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีนะ ผมเองก็ได้เรียนรู้มากกว่าจากที่นั่น เเต่พอผมได้ออกมา Backpack ครั้งเเรก มุมมองโลกผมเปลี่ยนไปเลย เห้ย! โลกเรามันยังมีน่าสนุกที่รอเราหาอยู่นี่นา ขอเเค่เราออกมาใช้ชีวิต เพราะบางทีคุณค่าเเละเรื่องราวต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเราไม่ได้มาสัมผัสหรือลุยเอง ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านจนจบนะครับ