[CR] No.198 Don’t Think I’ve Forgotten : Cambodia’s Lost Rock and Roll (2014) : เสียงเพลงที่ถูกลบยังดังก้องในความทรงจำ


- ถึงสารคดีเรื่องนี้จะเลือกโฟกัสไปที่การสำรวจแวดวงดนตรีในช่วงรุ่งเรืองจนถึงจุดล่มสลายยุค 60–70 เป็นหลัก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่หนังนำเสนอผ่านจังหวะสุนทรีย์เกี่ยวข้องกันกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญทางประวัติศาสตร์การเมืองระดับโลกนั่นคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยกลุ่มกองกำลังเขมรแดง เมื่อวันที่ 17 เมษายน ปี 1975 ฉะนั้น สิ่งที่ผมมโนไว้ก่อนดูว่า “ยังไงก็ต้องเจอภาพที่ไม่อยากมอง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ในเมื่อความเฟื่องฟูจากอิทธิพลของดนตรีและการรุกรานจากต่างชาติ คือร่องรอยสำคัญที่ถูกบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศกัมพูชา และยังส่งผลกระทบไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยเราในแง่ของการตกอยู่ในสภาวะการแบ่งขั้วอำนาจภายใต้สงครามเย็น (Cold War)

- แม้เคยศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนั้นจากตำรารวมถึงดูผ่านภาพยนตร์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Killing Fields (1984), Funan (2018) หรือ First They Killed My Father (2017) จนถึงขั้นซื้อหนังสือมาอ่านต่อแต่ทั้งนี้ยังไม่เคยทราบเบื้องลึกเกี่ยวกับแวดวงดนตรีของกัมพูชาเลยสักครั้ง ดังนั้น การนำเสนอของสารคดีเรื่องนี้จึงเหมือนเป็นการ “ปรับพื้นฐาน” ให้คนดูอย่างผมได้ทำความรู้จักโลกของเสียงเพลงในยุคทองผ่านการเล่าด้วยบทสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องและผู้ที่เคยอยู่ในช่วงเวลานั้น ตั้งแต่นักร้องอย่างคุณดี เสวต ไปจนถึงคนทำงานเบื้องหลัง แฟนเพลง ยันนักการทูต รวมถึงบุคคลสำคัญในวงการเพลงยุคนั้น อาทิ คุณสิน ศรีสมุทร, คุณรส สิริสุทธา, คุณเพ็ญ รัน, วงยล เอาลอง และวงบายอน เป็นต้น โดยมี Footage แต่ละคลิป หรือ ภาพถ่าย ที่รอดพ้นจากการถูกทำลายทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการเรียบเรียงเรื่องราวได้อย่างหนักแน่นโดยเฉพาะความเจริญของประเทศที่ไม่ใช่แค่ระบบโครงสร้างหรือวิทยาการด้านผังเมืองหากรวมถึงวัฒนธรรมเสียงเพลงที่ถูกหล่อหลอมอยู่ในสังคมด้วย เมื่อหนังใส่เสียงร้องและท่วงทำนองของศิลปินแต่ละคนเข้ามาประกอบ จังหวะของสารคดีจึงมีสีสันที่แปลกตา มีทิศทางที่ตื่นเต้น และเร้าใจต่อการสำรวจแนวดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น Tino Rossi, Charles Trenet หรือ Edith Piaf เป็นต้น จนทำให้ผมนึกถึงสารคดี Soundtrack to a Coup d’État (2024) ที่ไม่ได้หวือหวาสุดตัวขนาดนั้น

- ด้วยความที่หนังดำเนินสารสลับไปมาระหว่างโลกของดนตรีกับโลกของการเมืองจนแยกลำบากจึงทำให้ผมรับสารไม่ทันจนเผลอวูบไปตั้งแต่ช่วงที่เพิ่งออกตัวจากจุด Start ได้ราว 10–15 นาที พอตื่นขึ้นมาอีกที (หลังจากผ่านไปกี่นาทีจำไม่ได้) ยังรู้สึกมึนกับการวาร์ปไปมาระหว่างเส้นทางการเติบโตของวงการเพลงที่ค่อย ๆ เติบโตจนมีนักร้องทยอยแจ้งเกิดกับเหตุการณ์การเมืองที่กำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จากสงครามทั้งในบ้านและนอกบ้าน รวมถึงบรรยากาศของสงครามตัวแทนฝ่ายเสรีกับคอมมิวนิสต์ที่เริ่มส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามมาให้ตระหนักเช่นกัน ถึงอย่างนั้น เสียงเพลงก็ยังคงทำหน้าที่เลี้ยงบรรยากาศ Classic แบบ Nostalgia ไว้ได้งดงามจนกระทั่งหนังเริ่มเข้าที่จริงในช่วงที่พูดถึงการมาของ “กองกำลังงามหน้า” อย่างเขมรแดงนำโดยพลพตที่ผมไม่อยากให้เรื่องเดินไปถึงจุดนั้นเร็ว ๆ เลย เพราะก่อนหน้านั้นมันยังเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังมีความสุขกับเสียงเพลงและท่วงทำนองดนตรี ที่ทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาเต้นกันอย่างดื่มด่ำอยู่เลย

- พอหนังก้าวเข้าสู่ช่วงที่นายพลลอน นอลและคณะทำการรัฐประหารสมเด็จพระเจ้านโรดม สีหนุ ในปี 1970 เริ่มสัมผัสได้ทันทีว่าสารที่นำเสนอเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นจากการพาเราเห็นผลกระทบของการช่วงชิงเก้าอี้อำนาจที่ไม่ได้มีแค่ “คนในบ้าน” เท่านั้น แต่ยังมี “คนนอกบ้าน” อย่างสหรัฐฯ จีน และโซเวียตคอยหนุนหลังผ่านชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะเดียวกันยังคงปล่อยเสียงเพลงเหมือนเป็นการประวิงเวลาไว้ตลอดทาง ทั้งที่บรรยากาศโดยรวมเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่าใกล้จะถึงช่วงเวลาสำคัญเข้าไปทุกทีและเมื่อขยับเข้าสู่จุดที่ปักหมุดจริงทำเอาผมเผลอตกใจไม่ทันตั้งตัว แม้ตัวหนังไม่ได้แสดงภาพความรุนแรงให้เห็นตรง ๆ แต่การที่ทราบ Events มาก่อนจึงอดที่จะนึกเหล่านั้นไม่ได้เลย ถึงขั้นว่าแค่เห็นภาพหน้าบุคคลเพียงเสี้ยวเดียวแทบจะหันหน้าหนีไม่ทันกลัวว่าจะติดตา

- ระยะเวลาที่หนังจัดมาให้ถึง 1 ชั่วโมง 45 นาที ถือมองว่านานใช้ได้เมื่อเทียบกับสารคดีหลายเรื่องที่เคยดูมาแต่โดยรวมนำเสนอข้อมูลได้หนักแน่นและงดงามน่าติดตามโดยเฉพาะเรื่องราวของแวดวงเสียงเพลงที่ถูกลบหายออกไปจากประวัติศาสตร์อย่างน่าสลดเพราะความคลั่งอำนาจของชนชั้นนำบางกลุ่มที่เสพติดความเชื่อและแนวคิดจนหลอนว่าชาติจะล่ม จึงต้องเสนอหน้าออกมา ยังดีที่มี Footage เหลือรอดอยู่ ไม่เช่นนั้นคงเห็นภาพไม่ออกเลยว่า ช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร ? และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกองกำลัง “งามหน้า” ที่กระทำต่อประชาชนซึ่งเป็นคนร่วมชาติจนกลายเป็นที่ถูกหยิบมาพูดถึงหรือวิจารณ์ยันโหลนบวชก็ไม่จบกับความมั่นหน้าหาทำจนนำไปสู่หายนะที่ยากจะลืม แม้คนนอกอย่างผมไม่มีทางเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งทั้งหมดแต่อย่างน้อย “ความเห็นอกเห็นใจ” ควรมีในฐานะเพื่อนร่วมโลกที่มีวัฒนธรรมบ้านใกล้เรือนเคียงซึ่งคือพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ควรสำเหนียกและใส่ใจ

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่