อะไรๆมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาขอยกตัวอย่างตัวเองเมื่อ 20 ก่วาปีออกจากงานมามาเงินติดกระเป๋าล้านก่วาบาทก็ออกมาลงทุนโน้นนงบเจ้งบ้างสำเร็จบ้างจนช่วงหนึ่งสักเกือบสิบปีถึงกับช๊อตต้องไปกู้(บัตรเคดิต)มาหมุนเวียนใช้ จนปัจจุบันอายุจะใก้ลเข้า 70 แล้วหนี้ก็แทบจะเหลือน้อยมีเงินเก็บอยู่นิดหน่อย(หลักหมื่น)มีรายได้จากกิจการเดือนละหมื่นกลางๆที่ผ่านมาหลายปีก็ไม่ได้ไปสร้างอะไรอึก(แต่คิดจะเปลี่ยนรถใหม่) ในช่วงทำงานเป็นมนนุษย์เงินเดือนนั่นไม่มีเก็บเลยสักบาทมีมาใช้ไปหมด ที่ได้เงินมาข่วงออกมาเป็นเงินชดเชยบริษัท+ประกันสังคม …แล้วอะไรๆผ่านมายี่สิบก่วาปีมันเปลึ่ยนแปลงหมดเลยแค่อาหารการกินก๋วยเตี๋ยอาหารตามสั่งสมัยนั่นจานชามละ 20-25 บาท ตอนนี้ 55-60 บาทแล้ว ก็เลยมาคิดทวนถึงความหลังถ้าเราเก็บสะสมเงินบ้างในแต่ละเดือนเนาก็คงมีเงินเก็บใช้จ่ายในช่วงฉุกเฉินที่ผ่มาโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้ดอกร้อยละ 23 บาทต่อปีเลย แม้มันจะผ่านมานานแล้วแต่ก็อยากจะถาม(เผื่อเป็นข้อคิดให้คนอื่นๆ)ว่าควรจะออมเงินเก็บเงินสักกึ่%ของรายได้ถึงจะอยู่รอดสะบายใจไม่ต้องไปพึงพาเงินรัฐสวัสดิการสวัสดิการ”
จริงๆแล้วมนุษย์เงินเดือนควรจะ“ออมเงิน”สักกี่%ของรายได้.