ปอนด์ สกุลเงินเคยครองโลก เสียตำแหน่งให้ ดอลลาร์สหรัฐ ได้อย่างไร /โดย ลงทุนแมน

หากย้อนกลับไปเพียง 100 กว่าปีก่อน สกุลเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุด และเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจโลก คือเงินปอนด์

ก่อนที่จะเสียตำแหน่งเบอร์หนึ่งสกุลเงินหลักของโลกนี้ ให้กับดอลลาร์สหรัฐไปอย่างเบ็ดเสร็จในที่สุด ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผ่านมา

อะไรที่ทำให้ เงินปอนด์ ร่วงหล่นจากบัลลังก์สกุลเงินหลักของโลก ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

https://www.facebook.com/share/p/1GqaAhmckw/?mibextid=wwXIfr


เงินปอนด์ ที่เคยก้าวขึ้นมาในฐานะสกุลเงินหลักของโลก เริ่มมาจากการผสานพลังของ 2 การปฏิวัติที่สำคัญ นั่นคือ

- การปฏิวัติทางการเงิน (Financial Revolution)
- การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution)

ซึ่งก่อนหน้าการปฏิวัติอุตสาหกรรมราว 100 ปี อังกฤษมีการปฏิวัติทางการเงินขึ้นก่อน หรือช่วงระหว่างปี 1688-1756

โดยมีการสร้างตัวละครที่สำคัญของตลาดการเงิน อย่าง

- ธนาคารกลางอังกฤษ​ (Bank of England)
- ตลาดทุนสำหรับพันธบัตรรัฐบาล
- ตลาดหลักทรัพย์

ซึ่งสถาบันเหล่านี้ เป็นรากฐานให้เกิดธนาคารพาณิชย์, การระดมทุนผ่านการออกหุ้น และเกิดการซื้อขาย เพื่อเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ หรือที่เรียกว่า ตลาดรอง

ระบบการเงินที่ก้าวหน้า ช่วยให้การเข้าถึงเงินทุนง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม และช่วยให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมได้รับเงินทุนมหาศาล

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนสำคัญให้อังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สำเร็จ ในปลายศตวรรษที่ 18

การเป็นผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้สินค้าของอังกฤษ กลายเป็นที่ต้องการของหลายประเทศทั่วโลก

อังกฤษจึงกลายเป็นโรงงานของโลก ที่ผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้ามากที่สุดในยุคนั้น

รายได้ไหลเข้าอังกฤษอย่างมหาศาล ทำให้เศรษฐกิจอังกฤษเฟื่องฟู รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นชาติที่มั่งคั่งที่สุดของโลก ภายในระยะเวลาไม่นาน

นอกจากเป็นผู้ส่งออก อังกฤษยังเป็นทั้งผู้นำเข้าวัตถุดิบ รวมถึงอาหารรายใหญ่ที่สุด โดยในปี 1860 อังกฤษ คือปลายทางสินค้าส่งออกถึงกว่า 30% ของโลก

เมื่อการค้าโลกผูกกับอังกฤษ เงินปอนด์จึงไหลเวียนไปทุกมุมโลกโดยปริยาย..

อีกทั้ง ระบบตลาดทุนที่พัฒนาแล้ว ผลักดันให้ลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ เริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก

ความสำเร็จเท่านี้ อาจยังไม่พอที่จะพาให้เงินปอนด์ไปเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้

อีกจิกซอว์ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นมหาศาลจากการค้า ไปเป็นศักยภาพทางการทหาร อำนาจทางการเมือง และการขยายอาณาจักรของอังกฤษ (British Empire)

ประเทศในอาณานิคมและเครือจักรภพจำนวนมาก ถูกเชื่อมเข้ากับระบบการเงินของอังกฤษโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการผูกค่าเงิน หรือการถือเงินสำรองไว้ที่ลอนดอน

เครือข่ายนี้เอง สร้างความต้องการการใช้เงินปอนด์มากขึ้น
และเมื่อกลายเป็นเจ้าอาณานิคม อังกฤษจึงเป็นผู้ส่งออกเงินทุนรายใหญ่ของโลกไปพร้อมกัน ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญตามพื้นที่ต่าง ๆ

เมื่อทั้งการค้าและการลงทุนต้องใช้เงินปอนด์ สกุลเงินนี้จึงยิ่งมีสภาพคล่องสูง

ระบบการเงินที่ก้าวหน้า บวกกับสกุลเงินที่มีสภาพคล่อง

ทำให้หลายประเทศ แม้ไม่ใช่ประเทศในอาณานิคม ก็ยังเลือกถือเงินปอนด์เป็นทุนสำรองของชาติ และนำไปฝากไว้ที่ลอนดอน เพื่อรับดอกเบี้ย แทนการถือทองคำไว้เฉย ๆ

นี่ถือเป็นจุดสูงสุดของเงินปอนด์ ในฐานะ “สกุลเงินหลักของโลก”

อย่างไรก็ดี การเป็นเจ้าของสกุลเงินหลักของโลก มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย

เพราะความต้องการใช้ของเงินปอนด์ที่สูง มูลค่าเงินปอนด์จึงสูงตาม ในช่วงแรกอาจเป็นข้อดี ที่ทำให้ความมั่งคั่งของอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อสหรัฐฯ พัฒนาอุตสาหกรรมขึ้นมาไล่หลัง ทำให้อังกฤษมีคู่แข่ง ค่าเงินปอนด์ที่แข็งค่ากว่า จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำลายศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกของอังกฤษ

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สร้างความบอบช้ำและหนี้ก้อนโตทิ้งไว้กับเศรษฐกิจอังกฤษ

ซึ่งเป็นจังหวะที่ เงินดอลลาร์สหรัฐ ผงาดขึ้นมาไล่กวดเงินปอนด์ เพื่อชิงตำแหน่งสกุลเงินหลักของโลก

และอังกฤษไม่อยากให้เงินปอนด์เสียสถานะสกุลเงินหลักไป เพราะมีผลต่อต้นทุนการกู้เงินของรัฐ และสถานะของชาติ (Status Quo)

อังกฤษได้ตัดสินใจนำเงินปอนด์กลับไปผูกกับมาตรฐานทองคำ ที่อัตราแลกเปลี่ยนเดิมก่อนเกิดสงคราม

ทำให้มูลค่าเงินปอนด์สูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง ฉุดรั้งไม่ให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้

ซึ่งนี่กลายเป็นก้าวที่ผิดพลาดของอังกฤษ..

แต่เงินปอนด์ก็ยังสามารถรักษาสถานะต่อได้อีกระยะหนึ่งจาก 2 ปัจจัยสำคัญ​

- เครือข่ายอาณานิคม ที่ใช้เงินปอนด์ (Sterling Area)
- ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ของสหรัฐฯ​ ในช่วงต้นทศวรรษ 1930

แม้เป็นเรื่องดีของเงินปอนด์ แต่กลับเป็นเรื่องที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจอังกฤษอย่างมาก

เพราะแม้ว่าสถานะเงินดอลลาร์สหรัฐยังตามหลังเงินปอนด์ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกไปแล้ว

และแม้อังกฤษแย่งชิงอำนาจกับสหรัฐฯ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อังกฤษพึ่งพาการค้าและทุนจากสหรัฐฯ อย่างมาก

เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ สะดุดจากวิกฤติ แรงสั่นสะเทือนจึงลามไปทั่วโลกทันที

อังกฤษที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงถูกซ้ำเติมอย่างหนัก และต่อให้ยกเลิกมาตรฐานทองคำแล้ว
เศรษฐกิจก็ยังไม่อาจกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

และวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่ง ที่นำโลกไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด

สงครามรอบนี้ ทำให้อังกฤษกลับไปจมกับหนี้ก้อนโต
และเศรษฐกิจบอบช้ำ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ยุคอาณานิคมก็ทยอยปิดฉากลงตาม

ขณะที่สหรัฐฯ กลับผงาดขึ้นมาแข็งแกร่งที่สุดในโลก โดยสามารถกุมอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเงินของโลกไว้

นับจากนั้น เงินดอลลาร์สหรัฐ จึงก้าวขึ้นแทนที่เงินปอนด์ ในฐานะสกุลเงินหลักของโลกอย่างเบ็ดเสร็จจนถึงทุกวันนี้..
_________

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่