ทำไมกระแสซีรีส์จีนถึงมาแรงประชิดซีรีส์เกาหลี แล้วทำไมซีรีส์เกาหลีถึงไม่สนุกเท่าเมื่อก่อน

ช่วงหลังมานี้ เชื่อว่าหลายคนที่ตามดูซีรีส์เกาหลีมานานน่าจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กันว่า ดูซีรีส์ยุคนี้จบแล้วก็คือจบไป สนุกนะ โปรดักชันดี ภาพสวย แต่กลับไม่ได้รู้สึกอิน หรือ ผูกพันกับตัวละครจนมูฟออนเป็นวงกลมเหมือนสมัยยุคทองอย่างปี 2016 (เช่น Reply 1988, Goblin, Signal, Descendants of the Sun)
​ทั้งๆ ที่หลายเรื่องก็มีความยาว 16 ตอนเท่ากัน แต่ทำไมความรู้สึกตอนดูจบถึงต่างกันราวฟ้ากับเหว? และทำไมคอซีรีส์หลายคนถึงเริ่มปันใจไปให้ฝั่งซีรีส์จีนมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เลยอยากชวนทุกคนมาวิเคราะห์โครงสร้างบทและการเล่าเรื่องที่เปลี่ยนไปของวงการซีรีส์กันครับ
​1.อาถรรพ์ 16 ตอนที่เปลี่ยนไป: Character-Driven สู่ Plot-Driven
​หลายคนมักบอกว่าซีรีส์ยุคนี้สั้นลงเหลือ 6-12 ตอน ทำให้ไม่อิน แต่ในความเป็นจริงแม้แต่ซีรีส์ที่มี 16 ตอนเท่าเดิม โครงสร้างการเขียนบทก็เปลี่ยนไปแล้วครับ
​ยุค 2016 (Character-Driven) ซีรีส์ขับเคลื่อนด้วย "ตัวละคร" คนเขียนบทจะให้ความสำคัญกับความพิถีพิถันในการสร้างชีวิตให้ตัวละครอย่างมาก เราจะได้เห็นกิจวัตรประจำวัน ความชอบ บาดแผลในใจ และภูมิหลังที่แน่นปึ้ก การตัดสินใจของตัวละครมีเหตุผลรองรับจากนิสัยของพวกเขาจริงๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เติบโตและเป็นเพื่อนกับพวกเขา
​ยุคปัจจุบัน (Plot-Driven) ซีรีส์ขับเคลื่อนด้วย "พล็อตเรื่อง" ด้วยอิทธิพลของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่กลัวคนดูกดข้าม ซีรีส์จึงถูกเร่งจังหวะให้เดินหน้าไปหาจุดหักมุม (Plot Twist) ให้เร็วที่สุด ตัวละครหลายตัวถูกลดทอนมิติลง กลายเป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่เดินไปตามที่พล็อตขีดเส้นไว้ บางครั้งตัวละครก็ตัดสินใจบ้งๆ ขัดกับนิสัยตัวเอง เพียงเพื่อให้เกิดฉากดราม่าหรือฉากแอ็กชันตามที่บทต้องการ
​2. สิ่งที่หายไปจากซีรีส์ยุคสตรีมมิ่ง: "จังหวะหายใจ" (Breathing Room)
​สิ่งที่ทำให้ซีรีส์ยุค 2016 สนุกและจับใจคนดู คือการมีจังหวะให้คนดูได้พักหายใจครับ
มันคือฉากที่ดูเหมือนจะไม่มีสาระสำคัญกับเนื้อเรื่องหลัก เช่น ฉากนั่งกินข้าวด้วยกัน ฉากเถียงกันเรื่องจุกจิก ฉากนั่งโง่ๆ มองหน้ากัน แต่ฉากเหล่านี้แหละคือ "กาวใจ" ที่ค่อยๆ สร้างเคมีและความผูกพัน (Emotional Attachment) ระหว่างคนดูกับตัวละครอย่างแนบเนียน พอถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง คนดูเลยอินจนน้ำตาแตก
​แต่ซีรีส์ปัจจุบันมักจะตัด "พื้นที่ว่าง" เหล่านี้ทิ้งไปเพราะกลัวยืดเยื้อ ทุกฉากต้องมีความหมาย ต้องมีปริศนา ผลที่ได้คือความกระชับ ฉับไว ลุ้นระทึก แต่กลับ "แห้งแล้งในความรู้สึก"
​3. ตัวละครรองที่ถูกทิ้งขว้าง ไม่หลงเหลือโลกที่สมจริง
​เสน่ห์อีกอย่างของซีรีส์ยุคก่อนคือ แก๊งเพื่อนพระเอกนางเอก หรือตัวละครสมทบ มักจะมีเส้นเรื่อง (Narrative Arc) ของตัวเอง พวกเขามีความฝัน มีความรัก มีปัญหาชีวิตที่ต้องแก้ ทำให้โลกของซีรีส์ดูมีมิติและสมจริง แต่ยุคนี้ ตัวละครรองมักแบนราบ มีหน้าที่แค่มาชงมุก คอยรับฟังปัญหาของตัวเอก หรือเป็นแค่ตัวร้ายที่ร้ายแบบไม่มีมิติ พอโลกในซีรีส์มันแคบลงเหลือแค่พระ-นาง ความลึกซึ้งของเรื่องก็หายไป
​ทำไมซีรีส์จีน  ถึงเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งนี้ไปได้?
​ในขณะที่เกาหลีกำลังวิ่งเข้าหาความฉับไวและพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนหักมุม ซีรีส์จีน (โดยเฉพาะแนวย้อนยุคและกำลังภายใน) กลับเข้ามาอุดช่องโหว่ทางความรู้สึกที่ K-Drama ทำหล่นหายไปได้อย่างพอดิบพอดีครับ
​ด้วยความยาวระดับ 30-40 ตอน ซีรีส์จีนมีพื้นที่มากพอที่จะปูโครงสร้างอำนาจ การเมืองในราชสำนัก และภูมิหลังตัวละครได้อย่างละเอียดลออ นี่คือจุดแข็งที่ซีรีส์จีนดึงคนดูไว้ได้หมัด ซีรีส์มีเวลาให้ตัวละครได้รู้จักกัน ผ่านความเป็นตายมาด้วยกัน ค่อยๆ พัฒนาจากความหวาดระแวงเป็นความไว้ใจ จนกลายเป็นความรักที่ลึกซึ้ง แม้ซีรีส์จีนจะถูกบ่นว่ามีช่วงยืดเยื้อหรือน้ำเยอะไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พอคนดูได้ใช้เวลาอยู่กับตัวละครนานถึง 40 ตอน ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันเป็นสิบๆ ชั่วโมง ความอินและความผูกพันมันจึงฝังลึกมาก พอซีรีส์จบ คนดูจึงเกิดอาการ "มูฟออนไม่ได้" แบบเดียวกับที่เคยรู้สึกกับซีรีส์เกาหลียุคก่อนครับ
​ซีรีส์เกาหลีไม่ได้เสื่อมลงในแง่ของคุณภาพงานสร้างครับ แต่มันสูญเสีย "ศิลปะในการอ้อยอิ่ง" และความพิถีพิถันในการให้เวลากับมนุษย์ (ตัวละคร) ไปให้กับความรวดเร็วของยุคสตรีมมิ่ง ในขณะที่ซีรีส์จีนยังคงรักษาพื้นที่แห่งการบ่มเพาะอารมณ์นี้ไว้ได้ จึงไม่แปลกที่คอซีรีส์หลายคนจะเริ่มย้ายฝั่งไปหาความรู้สึกอิ่มเอมใจในแบบที่คุ้นเคย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่