[EP.3] ปาฏิหาริย์รักษามะเร็ง 14x7cm จนยุบหาย! เผยวิธีรับมือคีโม-ฉายแสง แทบไร้ผลข้างเคียง ด้วยวิธีแพทย์+วิถีพุทธ

กระทู้สนทนา
ความเดิมจาก EP2.

จากความเดิมตอนที่แล้ว กล่าวถึงการดูแลเสริมด้วยวิธีแพทย์  ใน EP นี้ ผมจะมาเปิดเผยประสบการณ์ตรงในการฝึกประคองจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน และที่สำคัญที่สุดคือการ 'บริหารจัดการหนี้กรรม' ที่เราเคยก่อไว้ จนกลายเป็นรหัสกรรมที่ส่งผลออกมาในรูปของโรคมะเร็งในปัจจุบัน เพื่อเปิดทางให้วิบากเหล่านั้นเบาบางลง และส่งเสริมให้การรักษาทุกขั้นตอนราบรื่นอย่างน่าอัศจรรย์

หมายเหตุ: เนื้อหาส่วนนี้เป็นประสบการณ์และความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการเปิดรับข้อมูล

วิถีพุทธกับการ "รื้อรหัสกรรม"... เมื่อใจสงบ ประตูปาฏิหาริย์ก็เปิดออก

ความจริงที่ผมกำลังจะเล่านี้ ผมเพิ่งค้นพบและสัมผัสได้ด้วยตัวเองก็ตอนที่มะเร็งเข้ามาทักทายในชีวิตนี่แหละครับ ผมไม่เชื่อว่ามันคือเรื่องบังเอิญ แต่เชื่อว่าเป็นสัญญาณจากพลังงานบางอย่าง หรืออาจจะเป็นเทวดาประจำตัวที่มาชี้ทางสว่างให้ผมได้ 'รื้อรหัสกรรม' เพื่อปิดบัญชีหนี้แค้นจากโรคมะเร็งให้จบสิ้นบริบูรณ์ในชาตินี้

จุดเริ่มต้นเกิดจากความบังเอิญที่ได้ฟังคลิปเทศนาของพระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านพูดถึงกฎแห่งกรรมและยกตัวอย่างเรื่องโรคมะเร็งไว้อย่างน่าสนใจว่า:
ถ้าเราป่วยเป็นมะเร็ง ให้ลองพิจารณาดูว่าในอดีตชาติเราอาจเคยพลั้งพลาด 'วางยาพิษ' ใครให้ถึงแก่ความตายมาก่อน...
ท่านจึงแนะนำให้เราปฎิบัติ 3 ข้อนี้

    1. ยอมรับ : มีสติรู้เท่าทันว่าความเจ็บป่วยนี้คือ "วิบาก" จากเหตุที่เราอาจเคยสร้างไว้ในอดีต การยอมรับด้วยใจที่สงบคือจุดเริ่มต้นของการดับไฟแห่งความทุกข์ไม่ให้ลุกลาม

    2. ชดใช้ : มองความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจว่า นี่คือการ "คืนหนี้กรรม" ตามครรลอง เมื่อเราชดใช้ด้วยความเต็มใจ กระแสกรรมนั้นย่อมเบาบางและสิ้นสุดลงในที่สุด

    3. ชดเชย : เร่งสร้างบุญใหม่ผ่าน "ทาน ศีล ภาวนา" เพื่อส่งต่อเป็นพลังงานด้านดีทดแทนความผิดพลาดในวันวาน จนกว่าดวงจิตคู่กรณีจะรับรู้และยอมรับการขอขมา เมื่อเกิดการ "อโหสิกรรม" เมื่อนั้นวงจรแห่งโรคภัยก็มีโอกาสยุติลง

เปลี่ยน "เวลาว่าง" ให้เป็น "เวลาตื่น": ปฏิบัติเพื่ออโหสิกรรม

จากวันแรกๆ ที่ผมเอาแต่นั่งๆ นอนๆ ไถฟีดมือถือจนจิตฟุ้งซ่านเพราะทำงานไม่ได้ ผมตัดสินใจลุกขึ้นมา 'วางแผนชีวิตใหม่' โดยใช้ ทาน ศีล ภาวนา เป็นอาวุธหลักครับ ทุกเช้าเวลา 04.00 น. ผมจะลุกขึ้นมาสวดมนต์บทอิติปิโสและชินบัญชร จากนั้นนั่งสมาธิเพียง 10 นาที แต่ในความนิ่งนั้น ผมใช้วิธี 'สื่อสารกับเจ้ากรรมนายเวร' แบบตรงไปตรงมาเหมือนคุยกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเลยครับ ผมจินตนาการภาพพร้อมบอกกับพวกเขาในใจว่า...

'ตอนนี้ผมป่วยเป็นมะเร็ง หากอดีตชาติผมเคยพลั้งพลาดวางยาพิษผู้ใดไว้ ชาตินี้ผมยินดีน้อมรับวิบากกรรมด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยทนทุกข์นี้ และขอชดเชยคืนให้ด้วยบุญกุศลจากการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา ในทุกวัน ขอให้กรรมนี้เป็นอโหสิกรรม และขอให้มะเร็งร้ายสลายหายไปจากร่างกายผมในที่สุด...และให้มีทางออกในทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในการรักษาครั้งนี้ '
                  
                                                                              
และสิ่งอัศจรรย์ที่ผมสัมผัสได้ทันทีคือ อาการขนลุกซู่ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนน่าแปลกใจ  ผมเชื่อว่าเป็นสัญญาณสื่อสารว่าพวกเขารับรู้ในสิ่งที่เราบอกแล้ว
ผมทำแบบนี้เป็นกิจวัตร ทั้ง ใส่บาตรตอนเช้า พร้อมอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และสวดมนต์นั่งสมาธิอีกครั้งก่อนนอนเวลา 21.00 น. เพื่อย้ำเตือนรหัสเดิมในจิตทุกวัน... เมื่อจิตมีที่ยึดเหนี่ยว ความฟุ้งซ่านก็หายไป กลายเป็นพลังงานที่พร้อมจะต่อสู้กับมะเร็งอย่างแท้จริงครับ

เคล็ดลับการ ‘อุทิศบุญ’ ให้ถึงเจ้าตัว เห็นผลทันตาด้วยตาใน

หลายครั้งที่เราอุทิศบุญด้วยคำพูด แต่ใจกลับล่องลอย... ผมจึงลองใช้เทคนิค "สร้างมโนภาพ" เพื่อรวมจิตให้เป็นสมาธิและมีจุดโฟกัสที่ชัดเจน ผลลัพธ์ที่ได้คือพลังงานที่สัมผัสได้หนักแน่นกว่าเดิม ลองทำตามขั้นตอนนี้ดูครับ:
              
                                                                                  
   + สร้างมโนภาพ: จินตนาการภาพเจ้ากรรมนายเวรมายืนรอรับบุญอยู่ตรงหน้า
   + ส่งมอบพลัง: นึกภาพบุญจากการใส่บาตรเป็นก้อนพลังแสงสว่างในมือ แล้วยื่นส่งให้เขา
   + อธิษฐานจิต: กล่าวว่า "ขออุทิศบุญนี้ให้ท่าน เพื่อเปลี่ยนเป็นทิพยสมบัติและความปีติสุขตามที่ท่านปรารถนา"
   + ยืนยันผล: จินตนาการภาพพลังนั้นเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เขาต้องการ (อาหาร/อาภรณ์) จนเห็นเขายิ้มอย่างมีความสุข
   + เช็กสภาวะ: เมื่อจิตดิ่งลึกจนภาพชัด จะเกิดอาการขนลุก เป็นสัญญาณว่าพลังงานบุญเชื่อมถึงกันแล้ว

ผมปฏิบัติกิจวัตรนี้จนถึงทุกวันนี้ เพื่อส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวรเคสมะเร็งนี้ และรวมถึงเคสอื่นๆที่มีอยู่อีกมากมาย แทนการรอให้เขามาทวงถาม ส่งบุญให้ทุกวันก็ต้องมีใจอ่อนและอภัยให้กันในที่สุด เหมือนเราง้อเพื่อนถ้าทำเรื่องใหญ่ก็อาจต้องง้อนานหน่อยกว่าเพื่อนยกโทษให้ เพราะผมเชื่อว่าสุขภาพที่แข็งแรงเริ่มต้นจากจิตที่หมดห่วง

วิบากกรรมที่ติดค้างและไม่ได้รับการแก้ไข เปรียบเสมือนแรงขับเคลื่อนที่พยายามจะ "เดินทางไปจนถึงที่สุด" ตามครรลองของมัน หากเราปล่อยทิ้งไว้ วิบากกรรมเหล่านี้จะทำหน้าที่ขัดขวางทุกวิถีทางการรักษา ส่งผลให้การแพทย์ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร และอาจดึงดูดสภาวะที่แย่ลงมาสู่ชีวิตจนถึงจุดที่พ่ายแพ้ในที่สุด ซึ่งนี่คือกลไกของกฎแห่งกรรมที่เที่ยงตรงและยากจะหลีกเลี่ยง

แต่เมื่อใดที่เราเริ่มต้น "ขอขมากรรม" อย่างตั้งใจจริง กระแสกรรมที่เคยรุนแรงจะเริ่มเจือจางและอ่อนกำลังลง การเคลียร์พันธะทางใจนี้จะช่วยเปิดประตูให้พลังงานด้านดีและสิ่งมงคลต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการรักษาได้อย่างเต็มที่ เมื่อใจเบาและไร้หนี้กรรม ผลลัพธ์ทางการแพทย์จึงสัมฤทธิ์ผลอย่างรวดเร็ว ปูทางไปสู่การมีสุขภาพที่แข็งแรงและชีวิตที่สดใสอีกครั้งครับ

จิตสั่งกาย: เคล็ดลับที่เหมือนดั่งการ ‘สั่งของออนไลน์’ ให้ร่างกายหายป่วย

ผมใช้หลักการ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” สั่งการร่างกายทุกคืนก่อนนอน โดยสร้างมโนภาพถึงวันที่ตรวจสุขภาพหลังจบคอร์สรักษา ผมเห็นภาพตัวเองกำลังฟังข่าวดีจากคุณหมอว่า "มะเร็งหายไปหมดแล้ว" ผมใส่ทั้งความตื่นเต้นและความดีใจลงไปในจินตนาการให้สมจริงที่สุด เพื่อให้จิตใต้สำนึกรับรู้และสั่งการให้ร่างกายดึงพลังมาซ่อมแซมตัวเองควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์

เคล็ดลับสำคัญคือ: อย่าสั่งจิตด้วย “ความอยาก” หรือ “ความคาดหวัง” จนเครียด แต่ให้สั่งเหมือน “การสั่งของออนไลน์” เมื่อกดสั่งซื้อแล้ว เราแค่ทำหน้าที่รอด้วยความมั่นใจว่าสินค้ามาส่งแน่นอน ไม่ต้องไปคอยพะวงหรือเฝ้าตามรถส่งของให้วุ่นวายใจ หน้าที่ของเราคือสั่งจิตซ้ำๆ ด้วยความเชื่อมั่นทุกวัน แล้วรอรับผลลัพธ์ปาฏิหาริย์ในวันที่ความจริงมาถึงครับ

นอกจากวิถีพุทธแล้ว สิ่งสำคัญคือการ 'ไม่เปิดช่องว่างให้ใจฟุ้งซ่าน' เพราะความเครียดคืออาหารชั้นดีของมะเร็งที่ทำให้เลือดเป็นกรดและอนุมูลอิสระพุ่งสูงขึ้น แต่ 'มะเร็งกลัวความสุขที่สุด' ครับ ยิ่งเรามีความสุข มะเร็งยิ่งถดถอย เลือกกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เราทำแล้วมีความสุข ดูหนัง ฟังเพลง ทำอาหาร เต้นสนุกๆ ทำคลิบบันเทิงๆลงโซเชียล เพื่อรักษาสภาวะจิตให้เบิกบานอยู่ตลอดเวลา

ผมเลือกเยียวยาตัวเองด้วยการเรียนรู้ AI สร้างคอนเทนต์ ทำให้ทุกวันมีเป้าหมาย ทำคอนเทนท์ที่มีสาระประโยชน์ เพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ ลงโซเชียล แม้ไม่ได้เป็นตัวเงิน แต่ 'ความสุข' ที่ได้รับคือผลกำไรมหาศาลที่ช่วยให้ผมมีพลังสู้กับมะเร็งได้ในทุกวินาที โดยไม่มีเวลาให้จิตตกเลยครับ

เบื้องต้นมี 2 คลิบที่ทำมาเพื่อประโยชน์กับผู้ป่วยมะเร็งให้เข้าใจในการปฎิบัติตัวมากขึ้นลองดูกันนะครับ

คลิกดูคลิบ >> กฏแห่งกรรม ทำงานยังไง ?

คลิกดูคลิบ >>เคล็ดลับอุทิศบุญให้ถึงเจ้ากรรมนายเวร

วิธีแพทย์ X วิถีพุทธ: เมื่อศรัทธา กับวิทยาการรักษา กลายเป็นเนื้อเดียวกัน คำว่า "ปาฏิหาริย์" จึงเกิดขึ้น

นี่คือบทสรุปผลลัพธ์หลังจบคอร์สการรักษาเนื้อร้ายขนาด 14x7 ซม. ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อกายและใจร่วมมือกัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเหนือความคาดหมาย



1. เนื้อร้ายสยบด้วยพลังแห่งการรักษา
ในที่สุด "ปาฏิหาริย์" ที่ผมจินตนาการไว้ทุกคืนก็กลายเป็นความจริง เมื่อคุณหมอแจ้งข่าวดีว่า ผลการรักษาตอบสนองได้ดีเยี่ยมจนน่าเหลือเชื่อ ก้อนเนื้อร้ายขนาดใหญ่ถึง 14x7 ซม. ได้ "ฝ่อหายไปทั้งหมด" ไม่หลงเหลือร่องรอยไว้เลย วินาทีนั้นผมตื่นเต้นและดีใจที่สุด เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการ "จิตสั่งกาย" ที่ผมทำมาตลอดนั้นไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นพลังที่สามารถสั่งการร่างกายให้ซ่อมแซมตัวเองจนสำเร็จได้จริงครับ

2. อัตราการยุบตัวที่รวดเร็วจนหมอประหลาดใจ
คุณหมอรังสีเผยว่า เคสนี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก ปกติก้อนเนื้อจะเริ่มยุบตัวหลังจบคอร์สฉายรังสีไปแล้ว 3 เดือน แต่ในเคสของผม ก้อนเนื้อยุบตัวตั้งแต่อยู่ในคอร์ส และหายไปทั้งหมดก่อนถึงวันผ่าตัดจริง

3. ปริศนากราฟหัวใจที่วิทยาศาสตร์หาคำตอบไม่ได้
ก่อนผ่าตัด กราฟหัวใจจุดหนึ่งพุ่งสูงผิดเเต้มจนน่ากังวล แต่เมื่อสแกนเช็กอย่างละเอียด ผลกลับปรากฏว่า หัวใจปกติและแข็งแรงมาก ซึ่งทางแพทย์เองก็ไม่สามารถอธิบายสาเหตุของกราฟที่ผิดปกตินั้นได้

4. ร่างกายที่แข็งแรงเหนือมาตรฐาน
หลังผ่าตัดกว่า 10 ชั่วโมง คุณหมอวิสัญญีแพทย์ถึงกับมาเยี่ยมเพื่อถามเคล็ดลับการดูแลตัวเอง เพราะในขณะที่ยังผ่าตัดอยู่ ผมสามารถ "ฟื้นขึ้นมาพูดคุยด้วยน้ำเสียงปกติ" เหมือนคนไม่ได้เจ็บป่วย ก่อนจะหลับไปอีกครั้ง สร้างความตกใจให้ทีมแพทย์ในห้องผ่าตัดอย่างมาก

5. ความสะอาดหมดจดของระบบภายใน
ผลตรวจชิ้นเนื้อหลังผ่าตัดยืนยันว่า ทั้งบริเวณรอบลำไส้ และต่อมน้ำเหลืองอีก 35 ต่อม "ไม่พบการลุกลามของเซลล์มะเร็งแม้แต่จุดเดียว"

บทสรุปแห่งชัยชนะ: วิธีแพทย์รักษากาย วิถีพุทธรักษาใจ

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ตรงจากการเปลี่ยน "สนามรบ" ให้กลายเป็น "สนามแห่งการเรียนรู้" เพื่อเอาชีวิตรอดจากโรคมะเร็ง แม้กระบวนการรักษาจะเต็มไปด้วยอาวุธเคมีที่หนักหน่วงและพร้อมทำลายเซลล์ดีๆ ในร่างกาย แต่หากเรามีตัวช่วย "ปกป้องเซลล์ร่างกาย" และเป็น "เกราะคุ้มกันทางใจ" ที่แข็งแกร่ง เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด

ผมหวังว่าเรื่องราวของผมจะเป็นแสงสว่างให้เพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมทุกคน ได้รู้วิธีการดูแลตัวเองให้เกิดการอักเสบน้อยที่สุดในระหว่างการรักษา และพิสูจน์ให้เห็นว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" นั้นมีอยู่จริง

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี หมดเคราะห์ หมดโศก หมดโรคภัย ขอให้ทุกวินาทีต่อจากนี้เป็นเวลาของการฟื้นฟูและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพใจผ่องใส บุญรักษา เทวดาคุ้มครองทุกท่านนะครับ
----------------------------------------------------------------------------
ใครมีคำถามอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ก็คอมเมนท์มาถามกันได้เลยนะครับ  หรืออยากได้คำแนะนำส่วนตัวก็หลังไมค์มาได้ที่ tgpinvestorclub@gmail.com  ยินดีให้ข้อมูลกับทุกๆท่าน

คลิกย้อน > อ่าน EP.2
คลิกย้อย > อ่าน EP.1
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่