เรื่องจริงที่ต้องเผชิญด้วยทุกวัน และคิดว่าหลาย ๆ คนก็คงเจอเหตุการณ์แบบนี้ มาแชร์กันนะครับ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
มีครอบครัวอยู่ครอบหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่สาว และน้องชาย ตามขนบธรรมเนียมไทยเดิม ลูกผู้ชายมักจะไม่กินเส้นกับพ่ออยู่แล้วเว้ย ลูกเติบโตมาด้วยความรักจากแม่เป็นอย่างดี ถึงแม้จะมีงมุมที่ไม่เข้าใจกันบางแต่ก็สามารถปรับจูนเข้ากันได้ตลอด ส่วนตัวลูกผู้ชายเป็นคนที่มีความเป็นตัวเองสูงมาก มีการพูดจาที่ค่อนข้างรุ่นแรง แต่ภายในจิตใจโครตอ่อนสำหรับตัวพี่สาวเองก็ใช้ชีวิตตามสะพาหาระไปวัน ๆ ทำงานเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัว จนมาเริ่มมีกินมีใช้เพราะแฟนคนปัจจุบัน ส่วนตัวน้องชายก็หิวเดียวเพราะจากที่เคยเป็นที่ 1 ของพี่สาว แต่เมื่อพี่สาวมีแฟนก็ต้องให้แฟนเขานั้นเป็นที่ 1 ก่อน ยอมรับว่าเขาทั้งสองคนเป็นคนรักครอบครัวมาก แต่เหตุการณ์มันไม่ได้เกิดตรงนั้นเว้ย มันเกิดตรงตัวละครพ่อกับน้องชายนี่แหละ หิวไม้เบื่อไม้เมา พูดจาอะไรก็มีปากเสียง ตัวละครพ่อเป็นคนที่หยาบคายทั้งการกระทำและคำพูด เป็นที่พูดจาอะไรออกมาแบบไม่คิด จนทำลายความรู้สึกจนในครอบครัวมานักต่อนัก แต่ถามว่าเขาจำคำพูดที่เขาพูดทำร้ายจิตใจคนในบ้านได้ไหม บอกเลย “ไม่ได้” เพราะเขาเป็นคนจำคำพูดตัวเองไม่ได้ เรื่องราวก็เป็นมาแบบนี้เรื่อย ๆ (อาจจะยาวหน่อยนะทนอ่านกันไหวใช่ป่าว) ต่อเลยนะ ! อ่อลืมบอกไปตัวละครพ่อเป็นจนที่ขี้ใจร้อนมาก แต่ขยันทำงานซัพพอร์ชค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว คงน่าจะอยากมีเงินติดกระเป๋าและไม่อยากให้เมียอดแหละมั่ง ก็ยังทำงานทั้งที่อายุเยอะแล้ว (แต่ส่วนตัวมองว่าคนอายุเยอะทำงานก็มีถ่มเถไป) ไม่รู้สิ ! ขึ้นอยู่กับมุมมองคนเนอะ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าทุกคนไม่ว่ารุ่รนไหนก็ต้องทำงายแหละ เรื่องก็ดำเนินการมาเรื่อง ๆ จนกระทั้งผู้ชายเรียนจบปริญญาตรี ทำให้ต้องไปอยู่ห้องเช้า แต่ระหว่างเรียนลูกชายหารายได้โดยการขายของออนไลน์ แอะ ! ลืมบอกว่า ! มหาลัยที่ลูกชายเรียนเป็นมหาลัยที่เป็นพ่อเกลียดสุด ๆ เหตุผลอะไร ? (ลองเดาดูเองนะ) ฝั่งพ่ออยากให้ลูกเป็นตำรวจ ทำงานอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่กลับตรงข้ามกับสิ่งที่ลูกชายเป็นทุกอย่าง ลูกชายเลยขอเลือกทำให้สิ่งที่ตัวเองอยากทำ อยากเป็น และอยากเรียน ซึ่งเป็นไปตามคาดสิ่งนั้นคาดกับคนเป็นพ่อทุกอย่าง ย้อนกลับมาที่ตอนเรียนปริญญาตรี อย่างที่บอกลูกชายหารายได้เสริมด้วยการขายออนไลน์ ตั้งแต่ปี 3 จนจบฝึกงาน เมื่อฝึกงานเสร็จเขาก็ได้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน ลูกชายเขายอมรับเลยว่าไม่ได้ดูบัญชีขายออนไลน์เลย จนกลับมาเปิดดูตอนอยู่บ้าน รวมกำไรที่ขายออนไลน์ได้ 300,00 บาท ซึ่งเด็กจบใหม่อะ ทำไม่อะไม่ถูกอยู่แล้วป่ะ กับเงินจำนวนนั้น เลยมอบหมายให้คนที่ไว้ใจที่สุดเป็นคนจัดการเรื่องนี้ แต่ส่วนตัวลุกกชายอยากเก็บเงินไว้เรียนปริญญาโท 100,000 บาท แล้วส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท คนเป็นแม่ได้จัดสรรคปั่นส่วน ด้วยความที่บ้านได้ไปกูสหกรณ์การเกษตร จำนวน 200,00 บาท ก็เลยเลือกที่จะทำเงิน 50,000 บาทไปชำระให้กับสหกรณ์ ในขณะเดียวกันคนเป็นพ่อมีความคิดอยากเลี้ยงแพะ แต่ด้วยทุนทรัพย์ค่อนข้างน้อย คนเป็นแม่ก็ยินดีไปกู้ยืมเงินหมู่บ้าน จำนวน 30,000 บาท เพื่อซื้อแพะและสร้างคอกแพะ แต่เอาจริง ! เงิน 30,000 ที่ยืมมาไม่พอหลอก ฝั่งคนเป็นพ่อเมื่อรู้ว่าลูกชายมีรายได้จากการขายออนไลน์ ก็พยายามมารบเล่าขอเงินไปต่อเติมเพื่อให้การสร้างคอกแพะและการซื้อแพะดำเนินไปได้ ด้วยความเป็นลูกอ่ะ พ่อกล้าขอก็กล้าให้ ครั้งแรก ขอทีละน้อย เริ่มจาก 10,000 บาท ขยับไป 30,000 บาท จนบานปลายไปเป็น 60,000 บาท เฉพาะเงินของลูกชาย ไม่รวมเงินที่คนเป็นแม่ไปกู้ยืมมา 30,000 บาท ณ ตอนนี้เงินจากการขายของออนไลน์ของลูกชายก็เหลือประมาณ 90,000 กว่าบาท ไม่ถึง 100,000 บาท ในส่วนนี้ด้วยความเหนื่อยจากการขายออนไลน์ลูกชายก็สนองนิดตัวเองด้วยการซื้อโทรศัพท์ ทำศัลยกรรม และเลี้ยงตัวในขณะที่เรียนปริญญาโทไปด้วย ต้องเช่าหอ บลา ๆ (ถ้าจะสาทะยายคงเยอะ) จนอยู่มาวันนึงความอยากได้อยากมีคนเราอะ ไม่มีที่สิ้นสุด อันนี้เข้าใจได้ ! คนเป็นพ่ออยากได้แพะเพิ่มเลยมาอ้อนวอนขอ 20,000 บาท แต่เงิน 20,000 นี้ คือเงินก้อนสุดท้ายของลูกชายที่จะต้องเก็บไว้เป็นค่าเทอม เทอมสุดท้าย ของปริญญาโท ปี 2 เทอม ลูกชายก็ได้บอกพ่อไปตรง ๆ ว่า “เงินก้อนนี้ต้องเก็บไว้จ่ายค่าเทอมเทอมสุดท้าย ให้ยืมได้แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายค่าเทอมต้องนำมาคืนด้วยนะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการขายแพะอะไรก็ตาม” คนเป็นพ่อรับปากยังไงจะหามาคืนถ้าจะใช้จะขายแพะให้ เมื่อถึงกำหนดวันจ่ายค่าเทอม ปริณญาโท ปี 2 เทอม 2 ซึ่งเป็นเทอมสุดท้ายที่ต้องจบ เพราะอยากออกทำงานเต็มทีแล้ว แอะ! ลืมบอกว่า ในขณะที่ลูกชายเรียนปริญาโท รบกวนที่บ้านน้อยมาก ๆ หรือแทบจะไม่รบกวนเลย แต่ !! สิ่งที่ได้ยินคนเป็นพ่อพูด คือ “เรียนไปทำไมเป็นภาระไม่ออกมาหางานทำช่วยแบ่งเบาภาระ” คำนี้ลูกชายโครตเจ็บแต่ก็กัดฟันเรียนจนจบ เมื่อถึงวันต้องจ่ายค่าเทอมปริญญาโทที่คนเป็นพ่อยืมไป 20,000 บาท กลับไม่มีให้ คนเป็นแม่เลยต้องแบกกหน้าไปขอยืมเถ้าแก่ของคนเป็นพ่อ แล้วให้เถ้าแก่หักจากเงินเดือนคนเป็นพ่อ เดือนละ 1,000 บาท สุดท้ายคนเป็นพ่อก็มาบ่นที่ลูกว่า “เป็นเพราะที่ทำให้ต้องโดนหักเงิน ทำให้กูจากไม่พอ” แต่เด็กชายคนนี้และแม่รู้เรื่องนี้ดี ในขณะที่จะถึงวันรับปริญาลูกชายได้โทรศัพท์ไปชวนให้พ่อมาร่วมรับปริญญา คำตอบที่ได้ คือ “ขอดูงานก่อน ถ้าไม่มีงานเดี่ยวไปให้” ณ วันรับปริญญาโทจริง พ่อ แม่ พี่ แฟนพี่มากันครบ ลูกชายก็ดีใจ ในขณะเดียวกันคนเป็นพ่อได้หันไปถามคนเป็นแม่ว่า “มันไปเรียนต่อมาตอนไหน” “แล้วทำไมแถบที่แขนมันไม่เหมือนกับคนอื่น” เพราะตอนนั้นครุยปริญาโทประกอบด้วย 2 แถบ ส่วนครุยปริญญาตรีมีแถบเดียว เขาคงสังเกตจากตรงนั้น ในขณะที่ลูกชายเรียนจบรับปริญาโทเสร็จ กะจะพักตัวเองเพราะเรียนต่อเนื่องไม่ได้หยุดเลย ไม่ถึงเดือนหรือเดือนกว่า ๆ (อันนี้จำไทม์ไลน์ได้ไม่ชัวร์) ลูกชายก็ได้งานที่กรุงเทพ ด้วยความเด็กจบใหม่ไม่มีเงินติดตัวแต่ต้องไปเริ่มงานที่ไกลบ้าน เลยได้รับจากซัพพอร์ชจากคนเป็นพ่อ จำนวนเงิน 5,000 บาท (ถ้าว่า 1 เดือนเช่าหอด้วยเงินเท่านั้นไม่พอหลอก) ไม่ได้มีเจตนาดูถูกเงินนะ ด้วยความ กทม. ค่าครองชีพสูงเงินเดือนเด็กชายคนนั้นไม่ถึง 20,000 บาท ประกอบกับเขาต้องเรียนวิชาชีพครูเพิ่ม ก็จำเป็นต้องใช้เงินเดือนส่วนหนึ่งจุนเจือค่าเทอม แต่สุดท้ายก็ต้องให้ที่บ้านซัพพอร์ชบางส่วนอยู่ดี ตอนนั้น เด็กชายคนนั้นบอกว่า ค่าเทอมวิชาชีพครูของเขาอยู่ที่ 45,000 บาท เด็กชายรบกวนทางบ้านประมาณ 13,000 บาท (ถ้าบอกจำนวนตัวเลขผิดต้องขอโทษด้วย) เด็ดชายคนนั้นทำงานที่ กทม. ได้ 2 ปี เจอมรสุมชีวิตต่าง ๆ ไหนจะค่าใช้จ่ายไม่พอ อาศัยทางบ้านทีะ 25 30 บาท เพื่อซื้อกาแฟประทังชีวิต จนไม่ไหวกับชีวิต กทม. ตัดสินใจย้ายกลับมาหางานทำแถวบ้าน ในขณะที่รองานที่ไหนเปิดรับสมัคร เขาก็ได้ช่วยทำการเกษตรช่วยทำงานให้ครอบครัวอยู่บ้าง จนเขาได้งานงานนึงระแวงบ้าน แต่เงินเดือนน้อยนิด ไม่สามารถจุ่นเจือที่บ้านได้ ยอมรับว่าเขามาอาศัยกินข้าว อาบน้ำ ใช่ไฟฟ้าที่บ้านเกือบ 6 เดือนเต็ม เด็กชายพยายามช่วยงานบ้านเท่าที่ช่วยได้ จนเขาได้งานใหม่ที่เงินเดือนพอที่จะขยับขยายตัวได้นิดหน่อย แต่งานนี้ยังไม่ได้เริ่มทำหลอกนะ เริ่มทำกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ในขณะนั้นเขาก็หายรายได้เสริมไปด้วย จนมีเงินจำนวนนึงซึ่งไม่เยอะ แต่ก่อนหน้าเด็กชายคนนี้ได้คุยกับที่บ้านชัดเจนว่าจะช่วยเหลือและซัพพอร์ชเดือรหลังจากที่ได้ทำงานประจำที่เงินเดือนเพิ่มนิดนึง อาจจะช่วยได้ไม่เยอะ แต่ก็มีเจตนาจะช่วย เหตุการณ์ระหว่างเด็กชายกับพ่อเกิดขึ้นตรงที่ คำพูดในทุกครั้งเด็กขายคนนี้ไม่ได้พูดอะไรกับพ่อคนนั้นด้วยซ้ำ แต่ด้วยความใส่ใจของพ่อคนนั้นประจวบกับคนเป็นแม่ไปเล่าอะไรก็ไม่รู้ในทางที่ดีหรือไม่ดีสำหรับเรื่องเด็กชายคนนี้ ทำให้พอเด็กชายคนนี้พูดอะไรออกมานิดหน่อยก็กลายเป็นผิดไปหมด ได้ได้ยินคำพูดจากคนเป็นพ่อที่ว่า “ขออนุญาตใช้คำไม่สุภาพนะครับ แต่มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงครับ” เช่น “อย่าทำตัวให้มันเกินไป” “อย่ามาทำตัวใหญ่กว่ากู(ใหญ่กว่าคนเป็นพ่อ)” “ทำตัวแบบนี้กูตบให้คว่ำ” “อย่าให้กูได้ยินอีกกูจะหั่นคอให้” เด็กชายคนนี้เลือกที่จะเงียบไม่โต๊ตอบ ไม่สบตา ไม่พูดคุย เหนื่อยจากงานก็นั่ง นอน เล่นโทรศัพท์เงียบ ๆ คนเดียว จนวันที่จุดพีคก็มาถึง… วันที่เด็กชายคนนี้วางแผนการทำงานไว้เรียบร้อยเพื่อที่จะไม่ให้พรุ่งนี้ต้องรีบแบบฉุกละหุก แต่สิ่งที่เจอไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ก็เลยเผลอพรึมพร่ำออกไป (บ่นไปทำไปด้วยความเหนื่อย) ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคนเป็นพ่อเลย ในขณะที่เขานั่งทานข้าวอยู่หลังบ้าน เขาก็ตะโกนมาด่า เป็นคำเดิม ๆ ที่เด็กชายเคยได้ยินมาตลอด แต่เพิ่มเติมด้วยคำว่า “กูตบให้ตายทีมาใกล้” ลูกชายด้วยความฟิวส์ขาดเพราะเจอเหตุการณ์แบบนี้มาบ่อย และเลี่ยงการประทะมาตลอด เลยเอ่ยปากท้าออกไป คนเป็นพ่อก็วิ่งมาจะเอาเก้าอี้ฟาด เด็กชายวิ้งไปหยิบไม้กวาดเพื่อปกป้องตัวเอง แต่โชคดีที่พี่ขว้างเอาไว้ เลยไม่โดน ซึ่งเดิมลูกชายเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว ต้องรับยาจากโรงพยาบาลจิตเวช เด็กชายคนนั้นเลยอยากรู้ว่า ถ้าวันนึงที่คนเป็นพ่อทำจริง แล้วโดนเนื้อตัวทำให้ลูกชายต้องเจ็บตัวจริง ๆ ลูกชายจะมีสิทธิ์ป้องกันตัวไหม ? สามารถทำร้ายเขากลับได้รึป่าว หรือปล่อยให้คนเป็นพ่อกระทำลูกชายฝ่ายเดียว (( ยินดีรับฟังความคิดเห็นนะครับ ต้องการคำปรึกษามาก ๆ )) สุดท้าย คือ ทะเลาะมีปากเสียงล่าสุด คือ เรื่องเงิน ลูกชายทำงานด้วยน้ำแรงตัวเอง ซึ่งต้องอาศัยน้ำไฟ ของบ้านอยู่แล้ว แต่ตามที่ตกลงกันก่อนหน้านี้ คือ จะช่วยเหลือเรื่องพวกนี้ สิ้นเดือนพฤษภาคม เพราะ คืองานประจำที่พอจะตั้งหลักได้ คนเป็นพ่อก็ยังไม่หยุด บอกเลี้ยงเขาทั้งชีวิต คือ หน้าที่เขาหรือป่าว (เอาจริง ! ถ้าเลือกเกินได้ก็คงไม่อยากเกินเป็นลูกเขา แต่มันเลือกไม่ได้) ความคิดส่วนบุคคล ไม่ดราม่านะครับ ^^ เป็นพ่อก็เริ่มพูดออกมาว่าที่ให้เงินไปทำงาน 5,000 บาท ไปตั้งตัว กทม. ไม่คิดจะช่วยเหลือบ้างหรอ เงิน 20,000 บาท ที่เป็นแม่ต้องไปเอามาจ่ายค่าเทอมเป็นเพราะใคร (ตรงส่วนนี้อยากให้ทุกคนย้อนกลับไปอ่านข้างนะก่อนจ่ายค่าเทอมจบปริญญาโทนะครับ ในขณะเดียวกันด้วยความโมโหเด็กชายคนนี้เลยพูดว่า “แล้วเงิน 60,000 บาท ที่ให้ไป แล้วยืมเพิ่มอีก 20,000 บาทละ” คนเป็นพ่อสวนกลับทันทีว่าเด็กชายทวงบุญคุณ ลูกอกตัญญู เด็กชายก็เลยพูดว่า “งั้นคงอยู่ร่วมกันไม่ได้” เป็นพ่อตอบกลับ “งั้นก็ออกจากบ้านกูไปเลย” เด็กชายก็ฟิวส์ขาด เถียงกลับว่า “ทำไม่ต้องออกนี่ก็บ้านเหมือนกัน ก่อนหน้าคนเป็นพ่อจะเอาเก้าอี้ฟาด เด็กชายพูดว่าถ้าทำจริงก็จะป้องกันตัว คนเป้นพ่อพูดว่า ”มันจะฆ่ากู มันจะทำร้ายกู ดูมันพูด“ (หมายถึงที่ลูกชายพูด) แล้วพูดต่อว่า ”ลูกชายจะไล่คนเป็นพ่อออกจากบ้าน“ เรื่องราวก็ประมาณนี้ครับ ! เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมุมมอง การใช้ชีวิต เรามองว่าถ้าเด็กเติบโตมาให้ครอบครัวที่ดี ที่ได้รับความรัก ความอบอุ่น ปัญหาครอบครัวเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก หรือแทบไม่เกินขึ้นเลยก็ได้ (แชร์เรื่องราวที่เคยประสบพบเจอเพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับตัวเด็กเองที่ต้องเข้าใจพ่อแม่ และพ่อแม่เองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเด็กยุคสมัยใหม่ครับ
เรื่องจริงของปัญหาครอบครัวระหว่างลูกชายกับพ่อที่ต้องเผชิญด้วยทุกวัน
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
มีครอบครัวอยู่ครอบหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่สาว และน้องชาย ตามขนบธรรมเนียมไทยเดิม ลูกผู้ชายมักจะไม่กินเส้นกับพ่ออยู่แล้วเว้ย ลูกเติบโตมาด้วยความรักจากแม่เป็นอย่างดี ถึงแม้จะมีงมุมที่ไม่เข้าใจกันบางแต่ก็สามารถปรับจูนเข้ากันได้ตลอด ส่วนตัวลูกผู้ชายเป็นคนที่มีความเป็นตัวเองสูงมาก มีการพูดจาที่ค่อนข้างรุ่นแรง แต่ภายในจิตใจโครตอ่อนสำหรับตัวพี่สาวเองก็ใช้ชีวิตตามสะพาหาระไปวัน ๆ ทำงานเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัว จนมาเริ่มมีกินมีใช้เพราะแฟนคนปัจจุบัน ส่วนตัวน้องชายก็หิวเดียวเพราะจากที่เคยเป็นที่ 1 ของพี่สาว แต่เมื่อพี่สาวมีแฟนก็ต้องให้แฟนเขานั้นเป็นที่ 1 ก่อน ยอมรับว่าเขาทั้งสองคนเป็นคนรักครอบครัวมาก แต่เหตุการณ์มันไม่ได้เกิดตรงนั้นเว้ย มันเกิดตรงตัวละครพ่อกับน้องชายนี่แหละ หิวไม้เบื่อไม้เมา พูดจาอะไรก็มีปากเสียง ตัวละครพ่อเป็นคนที่หยาบคายทั้งการกระทำและคำพูด เป็นที่พูดจาอะไรออกมาแบบไม่คิด จนทำลายความรู้สึกจนในครอบครัวมานักต่อนัก แต่ถามว่าเขาจำคำพูดที่เขาพูดทำร้ายจิตใจคนในบ้านได้ไหม บอกเลย “ไม่ได้” เพราะเขาเป็นคนจำคำพูดตัวเองไม่ได้ เรื่องราวก็เป็นมาแบบนี้เรื่อย ๆ (อาจจะยาวหน่อยนะทนอ่านกันไหวใช่ป่าว) ต่อเลยนะ ! อ่อลืมบอกไปตัวละครพ่อเป็นจนที่ขี้ใจร้อนมาก แต่ขยันทำงานซัพพอร์ชค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว คงน่าจะอยากมีเงินติดกระเป๋าและไม่อยากให้เมียอดแหละมั่ง ก็ยังทำงานทั้งที่อายุเยอะแล้ว (แต่ส่วนตัวมองว่าคนอายุเยอะทำงานก็มีถ่มเถไป) ไม่รู้สิ ! ขึ้นอยู่กับมุมมองคนเนอะ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าทุกคนไม่ว่ารุ่รนไหนก็ต้องทำงายแหละ เรื่องก็ดำเนินการมาเรื่อง ๆ จนกระทั้งผู้ชายเรียนจบปริญญาตรี ทำให้ต้องไปอยู่ห้องเช้า แต่ระหว่างเรียนลูกชายหารายได้โดยการขายของออนไลน์ แอะ ! ลืมบอกว่า ! มหาลัยที่ลูกชายเรียนเป็นมหาลัยที่เป็นพ่อเกลียดสุด ๆ เหตุผลอะไร ? (ลองเดาดูเองนะ) ฝั่งพ่ออยากให้ลูกเป็นตำรวจ ทำงานอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่กลับตรงข้ามกับสิ่งที่ลูกชายเป็นทุกอย่าง ลูกชายเลยขอเลือกทำให้สิ่งที่ตัวเองอยากทำ อยากเป็น และอยากเรียน ซึ่งเป็นไปตามคาดสิ่งนั้นคาดกับคนเป็นพ่อทุกอย่าง ย้อนกลับมาที่ตอนเรียนปริญญาตรี อย่างที่บอกลูกชายหารายได้เสริมด้วยการขายออนไลน์ ตั้งแต่ปี 3 จนจบฝึกงาน เมื่อฝึกงานเสร็จเขาก็ได้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน ลูกชายเขายอมรับเลยว่าไม่ได้ดูบัญชีขายออนไลน์เลย จนกลับมาเปิดดูตอนอยู่บ้าน รวมกำไรที่ขายออนไลน์ได้ 300,00 บาท ซึ่งเด็กจบใหม่อะ ทำไม่อะไม่ถูกอยู่แล้วป่ะ กับเงินจำนวนนั้น เลยมอบหมายให้คนที่ไว้ใจที่สุดเป็นคนจัดการเรื่องนี้ แต่ส่วนตัวลุกกชายอยากเก็บเงินไว้เรียนปริญญาโท 100,000 บาท แล้วส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท คนเป็นแม่ได้จัดสรรคปั่นส่วน ด้วยความที่บ้านได้ไปกูสหกรณ์การเกษตร จำนวน 200,00 บาท ก็เลยเลือกที่จะทำเงิน 50,000 บาทไปชำระให้กับสหกรณ์ ในขณะเดียวกันคนเป็นพ่อมีความคิดอยากเลี้ยงแพะ แต่ด้วยทุนทรัพย์ค่อนข้างน้อย คนเป็นแม่ก็ยินดีไปกู้ยืมเงินหมู่บ้าน จำนวน 30,000 บาท เพื่อซื้อแพะและสร้างคอกแพะ แต่เอาจริง ! เงิน 30,000 ที่ยืมมาไม่พอหลอก ฝั่งคนเป็นพ่อเมื่อรู้ว่าลูกชายมีรายได้จากการขายออนไลน์ ก็พยายามมารบเล่าขอเงินไปต่อเติมเพื่อให้การสร้างคอกแพะและการซื้อแพะดำเนินไปได้ ด้วยความเป็นลูกอ่ะ พ่อกล้าขอก็กล้าให้ ครั้งแรก ขอทีละน้อย เริ่มจาก 10,000 บาท ขยับไป 30,000 บาท จนบานปลายไปเป็น 60,000 บาท เฉพาะเงินของลูกชาย ไม่รวมเงินที่คนเป็นแม่ไปกู้ยืมมา 30,000 บาท ณ ตอนนี้เงินจากการขายของออนไลน์ของลูกชายก็เหลือประมาณ 90,000 กว่าบาท ไม่ถึง 100,000 บาท ในส่วนนี้ด้วยความเหนื่อยจากการขายออนไลน์ลูกชายก็สนองนิดตัวเองด้วยการซื้อโทรศัพท์ ทำศัลยกรรม และเลี้ยงตัวในขณะที่เรียนปริญญาโทไปด้วย ต้องเช่าหอ บลา ๆ (ถ้าจะสาทะยายคงเยอะ) จนอยู่มาวันนึงความอยากได้อยากมีคนเราอะ ไม่มีที่สิ้นสุด อันนี้เข้าใจได้ ! คนเป็นพ่ออยากได้แพะเพิ่มเลยมาอ้อนวอนขอ 20,000 บาท แต่เงิน 20,000 นี้ คือเงินก้อนสุดท้ายของลูกชายที่จะต้องเก็บไว้เป็นค่าเทอม เทอมสุดท้าย ของปริญญาโท ปี 2 เทอม ลูกชายก็ได้บอกพ่อไปตรง ๆ ว่า “เงินก้อนนี้ต้องเก็บไว้จ่ายค่าเทอมเทอมสุดท้าย ให้ยืมได้แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายค่าเทอมต้องนำมาคืนด้วยนะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการขายแพะอะไรก็ตาม” คนเป็นพ่อรับปากยังไงจะหามาคืนถ้าจะใช้จะขายแพะให้ เมื่อถึงกำหนดวันจ่ายค่าเทอม ปริณญาโท ปี 2 เทอม 2 ซึ่งเป็นเทอมสุดท้ายที่ต้องจบ เพราะอยากออกทำงานเต็มทีแล้ว แอะ! ลืมบอกว่า ในขณะที่ลูกชายเรียนปริญาโท รบกวนที่บ้านน้อยมาก ๆ หรือแทบจะไม่รบกวนเลย แต่ !! สิ่งที่ได้ยินคนเป็นพ่อพูด คือ “เรียนไปทำไมเป็นภาระไม่ออกมาหางานทำช่วยแบ่งเบาภาระ” คำนี้ลูกชายโครตเจ็บแต่ก็กัดฟันเรียนจนจบ เมื่อถึงวันต้องจ่ายค่าเทอมปริญญาโทที่คนเป็นพ่อยืมไป 20,000 บาท กลับไม่มีให้ คนเป็นแม่เลยต้องแบกกหน้าไปขอยืมเถ้าแก่ของคนเป็นพ่อ แล้วให้เถ้าแก่หักจากเงินเดือนคนเป็นพ่อ เดือนละ 1,000 บาท สุดท้ายคนเป็นพ่อก็มาบ่นที่ลูกว่า “เป็นเพราะที่ทำให้ต้องโดนหักเงิน ทำให้กูจากไม่พอ” แต่เด็กชายคนนี้และแม่รู้เรื่องนี้ดี ในขณะที่จะถึงวันรับปริญาลูกชายได้โทรศัพท์ไปชวนให้พ่อมาร่วมรับปริญญา คำตอบที่ได้ คือ “ขอดูงานก่อน ถ้าไม่มีงานเดี่ยวไปให้” ณ วันรับปริญญาโทจริง พ่อ แม่ พี่ แฟนพี่มากันครบ ลูกชายก็ดีใจ ในขณะเดียวกันคนเป็นพ่อได้หันไปถามคนเป็นแม่ว่า “มันไปเรียนต่อมาตอนไหน” “แล้วทำไมแถบที่แขนมันไม่เหมือนกับคนอื่น” เพราะตอนนั้นครุยปริญาโทประกอบด้วย 2 แถบ ส่วนครุยปริญญาตรีมีแถบเดียว เขาคงสังเกตจากตรงนั้น ในขณะที่ลูกชายเรียนจบรับปริญาโทเสร็จ กะจะพักตัวเองเพราะเรียนต่อเนื่องไม่ได้หยุดเลย ไม่ถึงเดือนหรือเดือนกว่า ๆ (อันนี้จำไทม์ไลน์ได้ไม่ชัวร์) ลูกชายก็ได้งานที่กรุงเทพ ด้วยความเด็กจบใหม่ไม่มีเงินติดตัวแต่ต้องไปเริ่มงานที่ไกลบ้าน เลยได้รับจากซัพพอร์ชจากคนเป็นพ่อ จำนวนเงิน 5,000 บาท (ถ้าว่า 1 เดือนเช่าหอด้วยเงินเท่านั้นไม่พอหลอก) ไม่ได้มีเจตนาดูถูกเงินนะ ด้วยความ กทม. ค่าครองชีพสูงเงินเดือนเด็กชายคนนั้นไม่ถึง 20,000 บาท ประกอบกับเขาต้องเรียนวิชาชีพครูเพิ่ม ก็จำเป็นต้องใช้เงินเดือนส่วนหนึ่งจุนเจือค่าเทอม แต่สุดท้ายก็ต้องให้ที่บ้านซัพพอร์ชบางส่วนอยู่ดี ตอนนั้น เด็กชายคนนั้นบอกว่า ค่าเทอมวิชาชีพครูของเขาอยู่ที่ 45,000 บาท เด็กชายรบกวนทางบ้านประมาณ 13,000 บาท (ถ้าบอกจำนวนตัวเลขผิดต้องขอโทษด้วย) เด็ดชายคนนั้นทำงานที่ กทม. ได้ 2 ปี เจอมรสุมชีวิตต่าง ๆ ไหนจะค่าใช้จ่ายไม่พอ อาศัยทางบ้านทีะ 25 30 บาท เพื่อซื้อกาแฟประทังชีวิต จนไม่ไหวกับชีวิต กทม. ตัดสินใจย้ายกลับมาหางานทำแถวบ้าน ในขณะที่รองานที่ไหนเปิดรับสมัคร เขาก็ได้ช่วยทำการเกษตรช่วยทำงานให้ครอบครัวอยู่บ้าง จนเขาได้งานงานนึงระแวงบ้าน แต่เงินเดือนน้อยนิด ไม่สามารถจุ่นเจือที่บ้านได้ ยอมรับว่าเขามาอาศัยกินข้าว อาบน้ำ ใช่ไฟฟ้าที่บ้านเกือบ 6 เดือนเต็ม เด็กชายพยายามช่วยงานบ้านเท่าที่ช่วยได้ จนเขาได้งานใหม่ที่เงินเดือนพอที่จะขยับขยายตัวได้นิดหน่อย แต่งานนี้ยังไม่ได้เริ่มทำหลอกนะ เริ่มทำกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ในขณะนั้นเขาก็หายรายได้เสริมไปด้วย จนมีเงินจำนวนนึงซึ่งไม่เยอะ แต่ก่อนหน้าเด็กชายคนนี้ได้คุยกับที่บ้านชัดเจนว่าจะช่วยเหลือและซัพพอร์ชเดือรหลังจากที่ได้ทำงานประจำที่เงินเดือนเพิ่มนิดนึง อาจจะช่วยได้ไม่เยอะ แต่ก็มีเจตนาจะช่วย เหตุการณ์ระหว่างเด็กชายกับพ่อเกิดขึ้นตรงที่ คำพูดในทุกครั้งเด็กขายคนนี้ไม่ได้พูดอะไรกับพ่อคนนั้นด้วยซ้ำ แต่ด้วยความใส่ใจของพ่อคนนั้นประจวบกับคนเป็นแม่ไปเล่าอะไรก็ไม่รู้ในทางที่ดีหรือไม่ดีสำหรับเรื่องเด็กชายคนนี้ ทำให้พอเด็กชายคนนี้พูดอะไรออกมานิดหน่อยก็กลายเป็นผิดไปหมด ได้ได้ยินคำพูดจากคนเป็นพ่อที่ว่า “ขออนุญาตใช้คำไม่สุภาพนะครับ แต่มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงครับ” เช่น “อย่าทำตัวให้มันเกินไป” “อย่ามาทำตัวใหญ่กว่ากู(ใหญ่กว่าคนเป็นพ่อ)” “ทำตัวแบบนี้กูตบให้คว่ำ” “อย่าให้กูได้ยินอีกกูจะหั่นคอให้” เด็กชายคนนี้เลือกที่จะเงียบไม่โต๊ตอบ ไม่สบตา ไม่พูดคุย เหนื่อยจากงานก็นั่ง นอน เล่นโทรศัพท์เงียบ ๆ คนเดียว จนวันที่จุดพีคก็มาถึง… วันที่เด็กชายคนนี้วางแผนการทำงานไว้เรียบร้อยเพื่อที่จะไม่ให้พรุ่งนี้ต้องรีบแบบฉุกละหุก แต่สิ่งที่เจอไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ก็เลยเผลอพรึมพร่ำออกไป (บ่นไปทำไปด้วยความเหนื่อย) ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคนเป็นพ่อเลย ในขณะที่เขานั่งทานข้าวอยู่หลังบ้าน เขาก็ตะโกนมาด่า เป็นคำเดิม ๆ ที่เด็กชายเคยได้ยินมาตลอด แต่เพิ่มเติมด้วยคำว่า “กูตบให้ตายทีมาใกล้” ลูกชายด้วยความฟิวส์ขาดเพราะเจอเหตุการณ์แบบนี้มาบ่อย และเลี่ยงการประทะมาตลอด เลยเอ่ยปากท้าออกไป คนเป็นพ่อก็วิ่งมาจะเอาเก้าอี้ฟาด เด็กชายวิ้งไปหยิบไม้กวาดเพื่อปกป้องตัวเอง แต่โชคดีที่พี่ขว้างเอาไว้ เลยไม่โดน ซึ่งเดิมลูกชายเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว ต้องรับยาจากโรงพยาบาลจิตเวช เด็กชายคนนั้นเลยอยากรู้ว่า ถ้าวันนึงที่คนเป็นพ่อทำจริง แล้วโดนเนื้อตัวทำให้ลูกชายต้องเจ็บตัวจริง ๆ ลูกชายจะมีสิทธิ์ป้องกันตัวไหม ? สามารถทำร้ายเขากลับได้รึป่าว หรือปล่อยให้คนเป็นพ่อกระทำลูกชายฝ่ายเดียว (( ยินดีรับฟังความคิดเห็นนะครับ ต้องการคำปรึกษามาก ๆ )) สุดท้าย คือ ทะเลาะมีปากเสียงล่าสุด คือ เรื่องเงิน ลูกชายทำงานด้วยน้ำแรงตัวเอง ซึ่งต้องอาศัยน้ำไฟ ของบ้านอยู่แล้ว แต่ตามที่ตกลงกันก่อนหน้านี้ คือ จะช่วยเหลือเรื่องพวกนี้ สิ้นเดือนพฤษภาคม เพราะ คืองานประจำที่พอจะตั้งหลักได้ คนเป็นพ่อก็ยังไม่หยุด บอกเลี้ยงเขาทั้งชีวิต คือ หน้าที่เขาหรือป่าว (เอาจริง ! ถ้าเลือกเกินได้ก็คงไม่อยากเกินเป็นลูกเขา แต่มันเลือกไม่ได้) ความคิดส่วนบุคคล ไม่ดราม่านะครับ ^^ เป็นพ่อก็เริ่มพูดออกมาว่าที่ให้เงินไปทำงาน 5,000 บาท ไปตั้งตัว กทม. ไม่คิดจะช่วยเหลือบ้างหรอ เงิน 20,000 บาท ที่เป็นแม่ต้องไปเอามาจ่ายค่าเทอมเป็นเพราะใคร (ตรงส่วนนี้อยากให้ทุกคนย้อนกลับไปอ่านข้างนะก่อนจ่ายค่าเทอมจบปริญญาโทนะครับ ในขณะเดียวกันด้วยความโมโหเด็กชายคนนี้เลยพูดว่า “แล้วเงิน 60,000 บาท ที่ให้ไป แล้วยืมเพิ่มอีก 20,000 บาทละ” คนเป็นพ่อสวนกลับทันทีว่าเด็กชายทวงบุญคุณ ลูกอกตัญญู เด็กชายก็เลยพูดว่า “งั้นคงอยู่ร่วมกันไม่ได้” เป็นพ่อตอบกลับ “งั้นก็ออกจากบ้านกูไปเลย” เด็กชายก็ฟิวส์ขาด เถียงกลับว่า “ทำไม่ต้องออกนี่ก็บ้านเหมือนกัน ก่อนหน้าคนเป็นพ่อจะเอาเก้าอี้ฟาด เด็กชายพูดว่าถ้าทำจริงก็จะป้องกันตัว คนเป้นพ่อพูดว่า ”มันจะฆ่ากู มันจะทำร้ายกู ดูมันพูด“ (หมายถึงที่ลูกชายพูด) แล้วพูดต่อว่า ”ลูกชายจะไล่คนเป็นพ่อออกจากบ้าน“ เรื่องราวก็ประมาณนี้ครับ ! เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมุมมอง การใช้ชีวิต เรามองว่าถ้าเด็กเติบโตมาให้ครอบครัวที่ดี ที่ได้รับความรัก ความอบอุ่น ปัญหาครอบครัวเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก หรือแทบไม่เกินขึ้นเลยก็ได้ (แชร์เรื่องราวที่เคยประสบพบเจอเพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับตัวเด็กเองที่ต้องเข้าใจพ่อแม่ และพ่อแม่เองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเด็กยุคสมัยใหม่ครับ