ช่วยคนเมาล้มข้างทาง กลับโดนตำรวจสอบสวน — ชายชาวซัวเถาเปิดหลักฐาน “ไม่มีร่องรอยชน คู่กรณีเมาแอลกอฮอล์ 197” แต่ยังถูกตัดสินให้รับผิดรอง
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026 “หลี่เหล่าซือ” (李老师不是你老师 / @whyyoutouzhele) ได้เผยแพร่กรณีของชายชาวเมืองซัวเถา (汕头) มณฑลกวางตุ้ง ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวการช่วยเหลือชายเมาสุราล้มข้างทาง แต่กลับกลายเป็นผู้ถูกตำรวจตั้งข้อสงสัยว่า “ในเมื่อไม่ได้ชนคน ทำไมถึงต้องช่วย”
ลำดับเหตุการณ์ตามคำให้การของผู้เสียหาย
ชายผู้ใช้นามสกุลว่า “หยาง” (杨) ระบุว่าตนเองชื่อ หยางเจ๋อรุ่ย (杨哲瑞) เป็นชาวเขตเฉาหนาน เมืองซัวเถา ของมณฑลกวางตุ้ง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 22 มกราคม 2025 ขณะที่เขากำลังขี่รถกลับบ้านตามปกติ ก็พบเห็นชายคนหนึ่งขี่รถล้มอยู่ข้างทาง มีกลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งทั่วร่างกาย
หยางจึงหยุดให้ความช่วยเหลือทันที และโทรแจ้งสายด่วนรถพยาบาล 120 พร้อมแจ้งตำรวจ 110 ตามขั้นตอน
ตำรวจตั้งข้อสงสัย “ไม่ชนทำไมต้องช่วย”
หลังเหตุการณ์ ตำรวจจราจรเขตเฉาหนาน (潮南) ได้เรียกหยางไปสอบปากคำที่กองบังคับการ ซึ่งระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้กล่าวประโยคที่สร้างความตกตะลึงให้กับเขาว่า
“ในเมื่อคุณไม่ได้ชนใคร แล้วทำไมถึงต้องโทรแจ้งตำรวจ แถมยังช่วยพาส่งโรงพยาบาลเองอีก?”
หยางระบุว่าตนเองเพียงแค่หยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นผู้ถูกตั้งข้อสงสัย
หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกับเอกสารตำรวจ
จุดที่หยางรับไม่ได้มากที่สุดคือ ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิชาการมีการระบุไว้อย่างชัดเจน 2 ประเด็น คือ
หนึ่ง รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันไม่มีร่องรอยการชนใดๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ
สอง ผลตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของคู่กรณีสูงถึง 197 มก./100 มล. ซึ่งจัดอยู่ในขั้น “เมาแล้วขับขั้นรุนแรง” ตามกฎหมายจีน (เกณฑ์เมาแล้วขับของจีนคือ 80 มก./100 มล. ขึ้นไป)
แต่ที่น่าสงสัยคือ เอกสารยืนยันอุบัติเหตุที่ตำรวจออกในภายหลัง กลับระบุว่าเป็น “อุบัติเหตุจราจรที่ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย” ซึ่งขัดแย้งกับผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
อุทธรณ์แล้ว แต่ผลออกมาเหมือนเดิม
หยางเปิดเผยว่า ในการพิจารณาครั้งแรก ตำรวจท้องถิ่นตัดสินให้เขา “ต้องรับผิดรอง” (次要责任) ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาจึงไม่ยอมรับและยื่นเรื่องขออุทธรณ์ต่อกองบังคับการจราจรระดับสูงกว่า
ผลการพิจารณาของกองบังคับการจราจรเมืองซัวเถาระบุชัดเจนว่า “การพิจารณาเดิมข้อเท็จจริงไม่ชัดเจน สั่งให้ดำเนินการสอบสวนและพิจารณาใหม่”
อย่างไรก็ตาม หยางระบุว่าจากเอกสารที่ปรากฏ ไม่มีการสืบสวนเพิ่มเติม ไม่มีการเสนอหลักฐานใหม่ และเอกสารการพิจารณาที่ออกมาใหม่ก็เหมือนกับฉบับเดิมทุกประการ
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
หยางได้ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลว่า ในเมื่อเอกสารทางการระบุชัดเจนว่ารถทั้งสองคันไม่มีร่องรอยการชน อีกทั้งคู่กรณียังมีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 197 มก./100 มล. แล้วเหตุใดผู้บริสุทธิ์ที่เพียงแค่ออกมาช่วยคนด้วยน้ำใจ ถึงต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดและต้องแบกรับความรับผิดชอบ
เขาได้นำหลักฐานทั้งหมดออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมขอเพียงแค่การพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและถูกต้อง และวิงวอนให้ผู้คนช่วยกันแชร์เพื่อให้กรณีของเขาได้รับความสนใจและคำตอบที่สมเหตุสมผล
บริบทกฎหมายจีน
กรณีนี้สะท้อนปัญหาเรื้อรังในจีนที่ผู้ช่วยเหลือมักถูกตั้งข้อสงสัยหรือต้องรับผิดทางกฎหมาย จนกลายเป็นคำพูดติดปากของคนจีนในยุคปัจจุบันว่า “ไม่กล้าช่วย” (不敢扶) แม้ว่ากฎหมายแพ่งจีนจะมีบทบัญญัติคุ้มครองผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินไว้ในมาตรา 184 แล้วก็ตาม แต่การบังคับใช้ในระดับท้องถิ่นยังมีปัญหา และกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ
ที่มา: 李老师不是你老师 (@whyyoutouzhele)
https://www.facebook.com/share/p/1E3F8uD4GK/
ปล.สถานการณ์จะซ้ำรอยคดีเผิงหยูจนจีนเน่ากว่าเดิมไหม?
ซัวเถา ช่วยคนเมาล้มข้างทางแต่โดนหาว่าผิด หรือจะเป็นคดีเผิงหยู V.2
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026 “หลี่เหล่าซือ” (李老师不是你老师 / @whyyoutouzhele) ได้เผยแพร่กรณีของชายชาวเมืองซัวเถา (汕头) มณฑลกวางตุ้ง ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวการช่วยเหลือชายเมาสุราล้มข้างทาง แต่กลับกลายเป็นผู้ถูกตำรวจตั้งข้อสงสัยว่า “ในเมื่อไม่ได้ชนคน ทำไมถึงต้องช่วย”
ลำดับเหตุการณ์ตามคำให้การของผู้เสียหาย
ชายผู้ใช้นามสกุลว่า “หยาง” (杨) ระบุว่าตนเองชื่อ หยางเจ๋อรุ่ย (杨哲瑞) เป็นชาวเขตเฉาหนาน เมืองซัวเถา ของมณฑลกวางตุ้ง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 22 มกราคม 2025 ขณะที่เขากำลังขี่รถกลับบ้านตามปกติ ก็พบเห็นชายคนหนึ่งขี่รถล้มอยู่ข้างทาง มีกลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งทั่วร่างกาย
หยางจึงหยุดให้ความช่วยเหลือทันที และโทรแจ้งสายด่วนรถพยาบาล 120 พร้อมแจ้งตำรวจ 110 ตามขั้นตอน
ตำรวจตั้งข้อสงสัย “ไม่ชนทำไมต้องช่วย”
หลังเหตุการณ์ ตำรวจจราจรเขตเฉาหนาน (潮南) ได้เรียกหยางไปสอบปากคำที่กองบังคับการ ซึ่งระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้กล่าวประโยคที่สร้างความตกตะลึงให้กับเขาว่า
“ในเมื่อคุณไม่ได้ชนใคร แล้วทำไมถึงต้องโทรแจ้งตำรวจ แถมยังช่วยพาส่งโรงพยาบาลเองอีก?”
หยางระบุว่าตนเองเพียงแค่หยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นผู้ถูกตั้งข้อสงสัย
หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกับเอกสารตำรวจ
จุดที่หยางรับไม่ได้มากที่สุดคือ ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิชาการมีการระบุไว้อย่างชัดเจน 2 ประเด็น คือ
หนึ่ง รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันไม่มีร่องรอยการชนใดๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ
สอง ผลตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของคู่กรณีสูงถึง 197 มก./100 มล. ซึ่งจัดอยู่ในขั้น “เมาแล้วขับขั้นรุนแรง” ตามกฎหมายจีน (เกณฑ์เมาแล้วขับของจีนคือ 80 มก./100 มล. ขึ้นไป)
แต่ที่น่าสงสัยคือ เอกสารยืนยันอุบัติเหตุที่ตำรวจออกในภายหลัง กลับระบุว่าเป็น “อุบัติเหตุจราจรที่ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย” ซึ่งขัดแย้งกับผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
อุทธรณ์แล้ว แต่ผลออกมาเหมือนเดิม
หยางเปิดเผยว่า ในการพิจารณาครั้งแรก ตำรวจท้องถิ่นตัดสินให้เขา “ต้องรับผิดรอง” (次要责任) ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาจึงไม่ยอมรับและยื่นเรื่องขออุทธรณ์ต่อกองบังคับการจราจรระดับสูงกว่า
ผลการพิจารณาของกองบังคับการจราจรเมืองซัวเถาระบุชัดเจนว่า “การพิจารณาเดิมข้อเท็จจริงไม่ชัดเจน สั่งให้ดำเนินการสอบสวนและพิจารณาใหม่”
อย่างไรก็ตาม หยางระบุว่าจากเอกสารที่ปรากฏ ไม่มีการสืบสวนเพิ่มเติม ไม่มีการเสนอหลักฐานใหม่ และเอกสารการพิจารณาที่ออกมาใหม่ก็เหมือนกับฉบับเดิมทุกประการ
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
หยางได้ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลว่า ในเมื่อเอกสารทางการระบุชัดเจนว่ารถทั้งสองคันไม่มีร่องรอยการชน อีกทั้งคู่กรณียังมีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 197 มก./100 มล. แล้วเหตุใดผู้บริสุทธิ์ที่เพียงแค่ออกมาช่วยคนด้วยน้ำใจ ถึงต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดและต้องแบกรับความรับผิดชอบ
เขาได้นำหลักฐานทั้งหมดออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมขอเพียงแค่การพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและถูกต้อง และวิงวอนให้ผู้คนช่วยกันแชร์เพื่อให้กรณีของเขาได้รับความสนใจและคำตอบที่สมเหตุสมผล
บริบทกฎหมายจีน
กรณีนี้สะท้อนปัญหาเรื้อรังในจีนที่ผู้ช่วยเหลือมักถูกตั้งข้อสงสัยหรือต้องรับผิดทางกฎหมาย จนกลายเป็นคำพูดติดปากของคนจีนในยุคปัจจุบันว่า “ไม่กล้าช่วย” (不敢扶) แม้ว่ากฎหมายแพ่งจีนจะมีบทบัญญัติคุ้มครองผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินไว้ในมาตรา 184 แล้วก็ตาม แต่การบังคับใช้ในระดับท้องถิ่นยังมีปัญหา และกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ
ที่มา: 李老师不是你老师 (@whyyoutouzhele)
https://www.facebook.com/share/p/1E3F8uD4GK/
ปล.สถานการณ์จะซ้ำรอยคดีเผิงหยูจนจีนเน่ากว่าเดิมไหม?