JJNY : 5in1 พรสันต์ยก กม. อธิบายชัด│วิโรจน์ จี้ป.ป.ช.แจง│“ไอซ์-สหัสวัต”บุกสีลม│ฐปณีย์โต้ข่าวปลอม│เอลนีโญอาจกลับมาพค.นี้

พรสันต์ ยกกม.235 วรรค 5 อธิบายชัด ศาลฎีกาไม่สั่ง 44 ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5690601
.

.
พรสันต์ ยกม.235 วรรค 5 ยันศาลฎีกา ไม่สั่ง 10 ส.ส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กกรณีศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องแต่ 44 ส.ส. ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ว่า
.
ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร กล่าวคือ หลายท่านเข้าใจผิดคิดว่า เมื่อศาลฎีการับฟ้อง 44 ส.ส.ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงแล้วจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติเลย ซึ่งไม่ใช่ เพราะถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ ม.235 วรรค 5 บัญญัติว่า “เว้นแต่กรณีที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น” นั่นหมายความว่า หากศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ ส.ส. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็สามารถสั่งให้เขาทำงานของเขาต่อไปได้ตามปกติ
.
ทั้งนี้ การที่ศาลฎีกาจะสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีนี้คือ มีคำสั่งว่าให้ 44 ส.ส. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ไม่ต้องหยุดถือเป็นดุลพินิจของศาลที่อยู่บนการพิจารณาจากบริบทต่างๆ และการชั่งน้ำหนักตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ศาลกำลังจะวินิจฉัยอยู่ โดยอาจสรุปสั้นๆ เบื้องต้นได้ดังนี้
.
1. พฤติการณ์แห่งคดี : ต้องพิจารณาถึงพฤติกรรมและการกระทำต่างๆ ของ 44 ส.ส. ว่ามีขอบเขต หรือความร้ายแรงมากน้อยเพียงใด
.
2. ประโยชน์สาธารณะ : ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นของการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่และความเสียหายหรือผลกระทบของการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของ 44 ส.ส.
.
3. ความซับซ้อนของข้อเท็จจริงแห่งคดี : ข้อเท็จจริงที่นำเสนอมาโดย ปปช. นั้นชัดเจนมากน้อยเพียงใดซึ่งเชื่อมโยงกับการสั่งให้ 44 ส.ส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ว่าเป็นการสมควรแล้วหรือไม่อย่างไร
.
อนึ่ง หากกล่าวในเชิงรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบแล้ว รัฐธรรมนูญไทยเป็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญไม่กี่ฉบับในโลกที่มีบทบัญญัติของการสั่งให้ ส.ส. หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยยังมิพักที่จะกล่าวถึงเรื่องการหยุดเพราะเรื่องมาตรฐานจริยธรรมแบบไทย.
.
https://www.facebook.com/pornson.liengboonlertchai/posts/pfbid035Zw7CRv7xN1ZF1wy1X9AfBHr29VW9EbCotx13SyZKhMGebpFd5AgpVM1DPZeEkibl
.

.
วิโรจน์ จี้ป.ป.ช. แจงให้ชัด ยกฟ้อง ‘ศักดิ์สยาม’ ปมซุกหุ้น ฮึ่มอาจโดนยื่นถอดถอน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10221235
.
วิโรจน์ จี้ ป.ป.ช.ชี้แจงให้กระจ่าง ยกฟ้อง ‘ศักดิ์สยาม’ ปมซุกหุ้น ก่อนสูญสิ้นศรัทธา ถูกประชาชนเข้าชื่อยื่นถอดถอน เป็นความอัปยศที่น่าอดสูที่สุดของ ป.ป.ช.
.
วันที่ 24 เม.ย.2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เรียกร้องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้แจงต่อกรณียกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม โดยระบุว่า
.
“สิ่งที่ ป.ป.ช. ต้องชี้แจงให้กระจ่าง ต่อกรณีการยกฟ้องคุณศักดิ์สยาม ก่อนที่จะสูญสิ้นศรัทธาจากประชาชน และถูกเข้าชื่อถอดถอน”
.
ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 จากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้นอมินีถือครองหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ให้นายศักดิ์สยาม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี และถูกห้ามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปีตามมาตรา 170 และ 187 ของรัฐธรรมนูญ
.
จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั้นได้มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
.
1.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ จำนวน 3 ครั้ง รวม 119.5 ล้านบาท ของนายศักดิ์สยาม ให้แก่นาย ศ. เมื่อปี 2561 เป็นเพียงการอำพรางเจ้าของที่แท้จริง เนื่องจากตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า เงินที่นาย ศ. นำมาซื้อขายกองทุน TMB-T-ES-DPlus และ TMB-T-ES-IPlus เพื่อใช้จ่ายค่าหุ้นนั้น มีที่มาจากบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ ในช่วงเวลาเดียวกับที่นายศักดิ์สยามโอนเงินก้อนใหญ่เข้าสู่บริษัทเหล่านั้น
.
เช่น กรณีเงิน 35 ล้านบาท และ 36.7 ล้านบาท ที่สอดรับกับการโอนเงิน 40 ล้านบาทของนายศักดิ์สยาม ซึ่งศาลมองว่าข้ออ้างเรื่องการกู้ยืมเงิน หรือการชำระหนี้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะบริษัทมีสภาพคล่องสูงถึง 40-50 ล้านบาทอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรอรับเงินจากนายศักดิ์สยาม ก่อนโอนต่อให้นาย ศ.
.
พฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดจึงชี้ให้เห็นว่า นายศักดิ์สยาม ยังมีอำนาจควบคุมนิติบุคคล และเป็นเจ้าของเงินที่นำมาซื้อหุ้นในชื่อของนาย ศ. โดยมีเจตนาปิดบังสถานะเพื่อเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่งผลให้คำชี้แจงของทั้งสองคนฟังไม่ขึ้น
.
2.จากการตรวจสอบประวัติ และสถานะทางการเงินพบว่า นาย ศ. มีสถานะเป็นเพียงอดีตลูกจ้างในบริษัท ศิลาชัยฯ ซึ่งได้รับเงินเดือนเพียง 9,000 บาท และเพิ่มเป็น 15,000 บาทในภายหลัง
.
โดยข้อมูลภาษี (ภ.ง.ด.91) ช่วงปี 2556-2565 ยืนยันว่ามีรายได้ต่อปีเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีจากการทำงานที่บริษัท เอ เอ็น อาร์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ศิลาชัยฯ ทั้งยังไม่พบหลักฐานการทำธุรกิจร่วมกับ หจก.บุรีเจริญฯ ในลักษณะอื่น
.
นอกจากนี้เมื่อดำรงตำแหน่งหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯ นาย ศ. กลับไม่มีการกำหนดค่าตอบแทนให้ตนเอง แต่ใช้วิธีรวบรวมใบเสร็จค่าน้ำมันจาก “การเดินทางติดตามนาย” มาเบิกเป็นเงินสดเพื่อใช้จ่ายส่วนตัวในแต่ละเดือนแทน ซึ่งขัดกับพฤติการณ์ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่นำเงิน 119.5 ล้านบาทมาลงทุน
.
3.ศาลรัฐธรรมนูญยังชี้ถึงเรื่องที่ตั้งสำนักงาน โดยพบว่า หจก.บุรีเจริญฯ แจ้งย้ายที่อยู่จากเลขที่ 30/2 (บ้านของนายศักดิ์สยาม) ไปยังเลขที่ 30/17 เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2562 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนนายศักดิ์สยาม รับตำแหน่งรัฐมนตรีเพียง 23 วัน และสถานที่ทั้งสองแห่ง ล้วนตั้งอยู่บนที่ดินของบริษัท ศิลาชัยฯ ในบริเวณใกล้เคียงกัน
.
ยิ่งไปกว่านั้นยังพบหลักฐานใบวางบิลช่วงปี 2561 ถึงกลางปี 2562 ที่ระบุที่อยู่ใหม่ล่วงหน้าก่อนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจริงนานกว่า 1 ปี ซึ่งผิดวิสัยการทำธุรกิจอย่างมาก จนคำกล่าวอ้างของนาย ศ. ฟังไม่ขึ้น
.
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงระบุชัดเจน และเชื่อได้ว่า “หุ้นดังกล่าว” ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยามอยู่
.
เมื่อเทียบกับกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติ “เอกฉันท์” ยกคำร้อง ถึงยกคำร้อง กรณีนายศักดิ์สยามถึง 2 คดี ประกอบด้วย กรณียื่นบัญชีบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และกรณีมีหนังสือร้องเรียนว่านายศักดิ์สยาม ได้เข้าไปมีส่วนได้เสียใน หจก.บุรีเจริญฯ ขณะที่เป็น รมว.คมนาคม
.
ซึ่งผมคิดว่า ป.ป.ช. ควรจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ ให้สิ้นข้อสงสัย และกระจ่างมากกว่านี้ เพราะจากเอกสารแถลงจำนวน 5 หน้า ของ ป.ป.ช. ยังมีคำถามที่ยังไม่มีความชัดเจนดีหลายประเด็น อาทิเช่น
.
1.การที่ ป.ป.ช. ชี้แจงว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐาน หรือพฤติการณ์อื่นว่า หลังจากนายศักดิ์สยาม ได้โอนเงินลงหุ้นให้แก่นาย ศ. แล้ว นายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารกิจการ หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของ หจก.บุรีเจริญฯ แต่อย่างใด
.
กรณีนี้ ป.ป.ช. ไม่รู้จริงๆ หรือว่า โดยทั่วไปแล้ว หากมีการให้นอมินีถือหุ้นแทน เพื่อปกปิดผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owner) ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจะไม่เข้ามาปรากฏตัว หรือเข้ามาเกี่ยวพันกับนิติบุคคลนั้นๆ อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว การทำธุรกรรมใดๆ จะกระทำผ่านนอมินีทั้งสิ้น
.
ส่วนการบริหารงาน และการกำกับกิจการ จะกระทำโดยเบื้องหลัง โดยที่ไม่มีบันทึก หรือหลักฐานใดๆ ที่สอบกลับไปถึงตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงได้
.
2.ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ว่า นาย ศ. ได้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการของ หจก.บุรีเจริญฯ ให้สมกับการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ที่มีมูลค่าสูงถึง 119.5 ล้านบาท หรือไม่ นาย ศ. ได้รับบทบาท และการยอมรับจากกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานท่านอื่นๆ ในองค์กรหรือไม่
.
3.ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบเส้นเงินการชำระเงินการซื้อหุ้นของ นาย ศ. ควบคู่กับ การตรวจสอบสถานะทางการเงินของ นาย ศ. หรือไม่ ว่ามีแหล่งรายได้มาซื้อหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ เป็นมูลค่าสูงถึง 119.5 ล้านบาท ได้อย่างไร
.
เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจพบว่า นาย ศ. มีสถานะเป็นเพียงอดีตลูกจ้าง ของนิติบุคคลที่มีความเกี่ยวพันกับนายศักดิ์สยาม และที่ผ่านมาก็ได้รับเงินเดือนเพียง 9,000-15,000 บาท เท่านั้น
.
4.การที่นายศักดิ์สยาม ได้ยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อบังคับให้โอนคืนสิทธิในหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ มูลค่า 119.5 ล้านบาท และเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนผู้จัดการให้กลับมาเป็นชื่อของนายศักดิ์สยาม จนเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2568 ทั้งคู่ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยตกลงกันว่ายอมรับให้ นาย ศ. เป็นผู้ซื้อ และมีสิทธิถือหุ้นรวมถึงบริหารกิจการ หจก.บุรีเจริญฯ โดยชอบ
.
โดยให้นาย ศ. ตอบแทนด้วยการรับซื้อที่ดินจากคุณศักดิ์สยามรวม 19 แปลง เนื้อที่ประมาณ 323 ไร่ ในราคาเหมาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 51.5 ล้านบาท โดยกำหนดชำระเงินภายในวันที่ 4 ก.ค.2568 และโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 9 ก.ค.2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีต่อกันทั้งทางแพ่งและอาญาอีกต่อไป
.
กรณีนี้ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบ หรือไม่ว่า นาย ศ. ซึ่งเป็นเพียงอดีตลูกจ้างนั้น กล้าที่จะมีข้อพิพาท โกรธเคือง หรือไม่ลงรอยกันกับนายศักดิ์สยาม จนถึงกับเป็นเหตุให้นายศักดิ์สยาม ต้องยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาล จริงหรือไม่ หรือพฤติการณ์การยื่นฟ้องดังกล่าว นั้นป็นเพียงการใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการสร้างหลักฐานเพื่อให้เป็นคุณแก่นายศักดิ์สยาม เพื่อเปิดช่องให้ ป.ป.ช. ยกคำร้อง
.
5.ในกรณีที่ ป.ป.ช. อ้างว่า ในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม จนถึงวันที่ 3 มี.ค. 2566 หจก.บุรีเจริญฯ ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง
.
ในประเด็นดังกล่าวนี้ มีข้อสงสัยอย่างมาก เพราะ ป.ป.ช. มีการยกเอาเพียงแค่จำนวนสัญญามาพิจารณาเท่านั้น โดยไม่ได้แจกแจงถึงมูลค่าสัญญาเลยว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งที่ปรากฏข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ว่า หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับรัฐระหว่างปีงบประมาณ 2558-2564 อย่างน้อย 198 โครงการ รวมมูลค่า 2,487.07 ล้านบาท เฉพาะคู่สัญญากับหน่วยงานภายใต้สังกัด กระทรวงคมนาคม
.
เช่น กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ระหว่างปีงบประมาณ 2558-2564 มีอย่างน้อย 132 โครงการ รวมวงเงิน 1,943.78 ล้านบาท และจากการตรวจสอบ หจก.บุรีเจริญฯ ยังเป็นผู้บริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อเดือน ม.ค. 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง 3 เดือน โดยบริจาคในช่วงเวลาเดียวกับนาย ศ. เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่