มีใครให้มากกว่านี้มั้ย น้ำตาลสะสม (HbA1C) 61.5% สูงที่สุดที่โลกเคยบันทึกไว้ในขณะนั้น !!!

ถ้าจริง สุดมากจริงๆครับเคสนี้ มีชีวิตอยู่ได้ยังไงนะ ประหลาดใจFacepalm
61.5% นี่ผิดปกติเกินไปมาก Lab มีปัญหาหรือเปล่า หรือรายงานหน่วยผิด ไม่ใช่ % นะ???

การตรวจน้ำตาลไม่ได้มีแต่วัดน้ำตาลที่ลอยไปลอยมาในเลือด (Fasting blood glucose) แต่รวมถึงการตรวจน้ำตาลสะสมที่เกาะที่โมเลกุลฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงด้วย เพราะมันช่วยดูเป็นเฉลี่ยๆ ตลอดช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนได้ เอาง่ายๆ มารีบคุมอาหารใกล้ๆ ก่อนวันตรวจ ผลน้ำตาสะสมก็ไม่ค่อยโกหก

👉 ซึ่งถ้ามีค่ามากกว่า 5.7 ก็เริ่มผิดปกติแล้ว
👉​เกิน 6.5 คือระดับเบาหวานแล้ว
👉 เกิน 10-11 นี่คือสุดๆ แล้ว
แต่แต่แต่ มันไปได้มากกว่านั้นอีก
.
👉 หญิง 56 ปี เป็นเบาหวานมา 10 ปี
ไม่ปรับพฤติกรรมใดๆ กินยาบ้าง ไม่กินยาบ้าง
สุดท้ายปรับมาฉีดอินซูลิน ก็ฉีดบ้าง ไม่ฉีดบ้าง
ครั้งสุดท้ายที่หมอเจอแกคือ 2 ปีที่แล้ว
น้ำตาลสะสมอยู่ที่ 11.8% ซึ่งก็ถือว่าสูงมากแล้ว
แล้วแกก็หายไปเลย
ไม่มาอีกเลย
.
แกกลับมา รพ. เพราะปัสสาวะบ่อยมาก
หิวน้ำบ่อยมากผิดปกติ แต่ไม่มีอาการอื่นๆ สติสตังก็ดี
แต่บุคลากรเห็นอาการแบบนี้ กับประวัติเบาหวานที่คุมไม่ดี นึกถึงน้ำตาลสูงแน่นอน เลยเจาะเลือดดู
.
👉 น้ำตาลกลูโคส 782 mg/dl ซึ่งสูงมาก สูงในระดับที่ทำให้ความเข้มข้นเลือดสูงจน ดึงน้ำออกมาจากสมองจนเหี่ยวได้ แต่ดูแกก็ไม่มีอาการสมองอะไรเลย
ประเด็นคือน้ำตาลสะสม สูงถึง 61.5%
ไม่รู้ไปทำอะไรตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จาก 11.8% พุ่งมาเป็นเท่านั้น
ซึ่งห้องแล็บก็ repeat แล้วแน่นอนก็ได้แล็บนี้
คือปกติเราแทบไม่เจอน้ำตาลสะสมสูงกว่า 20% เลยค่ะ คือหายากมากๆ ดังนั้นทีมแพทย์พยายามหาสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้น้ำตาลสะสมสูง สารพัดเลย เช่น ขาดเหล็ก ขาด B12/folate ไตวาย ดื่มสุรา บิลิรูบินสูง ไม่มีม้าม ฯลฯ ก็ไม่เจอสาเหตุอะไรเลย
มีเพียงเรื่องขาดอินซูลินมา 2 ปีในสภาพเบาหวานที่แย่มากเท่านั้นเอง
.
👉 สรุปคือเคสนี้ก็แอดมิด ฉีดอินซูลิน + รักษาอื่นๆ แต่เนื่องจากไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน (DKA, HHS) เลย ทำให้ นอน รพ. 3 วัน จนผลน้ำตาลดีขึ้นแล้ว วางแผนการรักษาแบบจริงจังแล้วให้กลับบ้านค่ะ
.
.
👉 เคสนี้ตัว case report ไม่บอกต่อว่า ภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดไปถึงไหนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดใหญ่ อย่าง หัวใจ สมอง, หรือหลอดเลือดเล็กๆ อย่าง ไต ตา เส้นประสาท และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ แต่น่าจะเป็นเยอะแล้วค่ะ
ดังนั้น อย่าปล่อยตัวเองให้ถึงจุดนี้เลยค่ะ
👉 ถึงเวลาที่ต้องกินยา ควรกินจริงๆ
และ ‘ต้อง’ ปรับพฤติกรรมไปด้วยเสมอ
👉 ทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เดี๋ยวผลตรวจดี
แพทย์จะลดยาเอง หลายเคสก็ลดยาจนไม่ต้องกินยาแล้ว กลับไปชีวิตตามปกติ เพราะพฤติกรรมสุขภาพเขาได้อยู่ติดตัวเขาไปแล้วค่ะ ทั้งการกิน และการออกกำลังกาย
ใครที่กลัวอยู่ก็ ไปตรวจสุขภาพนะคะ ระมัดระวังเรื่องการกิน และลุกไปออกกำลังกายจ้าาาาา


แนวทางเบื้องต้นดูแลสุขภาพ
✅ควบคุมการกิน อย่ากินพลังงานเกินติดต่อกัน
✅เปลี่ยนคาร์บทั่วไป เป็นคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวไรซ์เบอร์รี, ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ
✅กินโปรตีนให้เพียงพอ เป็นไปได้ควร 1.2 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน ถ้าออกกำลังกายอาจต้องมากกว่านั้น
 ✅พยายามเลือกไขมันดีแทนไขมันทั่วไป (ไม่ใช่ซื้อมาซดแยกนะคะ) และควบคุมไม่ให้ไขมันอิ่มตัวเกิน 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน
 ✅พยายามให้มีช่วง fasting เสมอ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ต้องกินอะไรระหว่างมื้อหลัก โดยเฉพาะจากมื้อสุดท้ายข้ามคืนไปจนถึงมื้อเช้า หรือใครจะทำ IF ก็แล้วแต่คน
 ✅อย่ากินเกลือโซเดียมมากเกินไป เป็นไปได้ไม่ควร 2-2.3 กรัมต่อวัน ซึ่งบางอย่างมีโซเดียมสูงมาก แต่ไม่เค็มก็มี คือเหล่าอาหารแปรรูปเยอะๆ ทั้งหลาย (UPF), เครื่องปรุงต่างๆ
 ✅ออกกำลังกายสม่ำเสมอทั้งแอโรบิกและเสริมแรง
 ✅นอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชม. และคุณภาพดี หากมีนอนกรนต้องรีบรักษา
 ✅ลดความอ้วน ระวังอ้วนแฝง มักจะมาแนว BMI ปริ่มๆ แต่ไขมันในช่องท้องเยอะแล้ว
 ✅รักษาสุขภาพจิตเสมอ เช็คตัวเองว่าเริ่มมีโรคซึมเศร้ารึยัง พบจิตแพทย์
 ✅งดบุหรี่ ปรึกษาแพทย์ได้ถึงโปรแกรมที่ช่วยให้เลิกได้ถาวร
 ✅งดสุราทุกชนิด นานๆ ดื่มทีได้ แต่ไม่ควรมีช่วงดื่มอัดเยอะ
 ✅เลี่ยง PM2.5 ในวันที่ขึ้นสูงมาก
 ✅ตรวจสุขภาพเสมอ เพราะเราไม่รู้เลยว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้างแล้วค่ะ
 ✅หากเป็นโรคประจำตัวแล้ว พวกเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ยิ่งต้องเคร่งครัดและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวนะคะ

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่