อวสานตลาดนัดกลางคืน จากแหล่งฮิตสู่ทำเลร้าง เมื่อคนเดินหาย รายได้หด ?



📌ภาพรวมสถานการณ์ตลาดนัดกลางคืน

ภาพรวมของธุรกิจตลาดนัดกลางคืนในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ในหลายพื้นที่ที่เคยได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยว ต่างเผชิญกับปัญหาจำนวนผู้ใช้บริการลดลง ส่งผลให้ผู้ค้าบางส่วนทยอยปิดกิจการ หรือคืนพื้นที่เช่า ขณะที่บางแห่งถึงขั้นยุติการดำเนินงาน

ยกตัวอย่างตลาดนัดกลางคืนชื่อดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่ได้ประกาศปิดกิจการในช่วงต้นปี 2568-2569 ได้แก่ ตลาดดิ วัน รัชดา (ปิด 5 พ.ค. 2568), ตลาดจ๊อดแฟร์ แดนเนรมิต (ปิดต้นปี 2568), และตลาดอินดี้ จตุจักร (ปิด ก.ย. 2568) สาเหตุหลักเกิดจากการหมดสัญญาเช่าที่ดิน การแข่งขันของธุรกิจนัดกลางคืนสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ซึ่งถือเป็นช่วงพีคของตลาดนัดกลางคืนจากแรงอัดอั้นของการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว ปัจจุบันบรรยากาศดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จำนวนผู้คนไปเดินลดลงในหลายทำเล แม้บางแห่งยังคงเปิดให้บริการ แต่ความคึกคักไม่เท่าเดิม

หนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ผู้บริโภคหันไปใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีความสะดวกสบายและสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน

ภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนหรือไลฟ์สไตล์ ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจตลาดนัดกลางคืนที่พึ่งพาการใช้จ่ายแบบไม่จำเป็น เป็นหลัก

📌คนเดินน้อย ผู้ค้ารายได้ลด

ท่ามกลางบรรยากาศที่ซบเซา เสียงสะท้อนจากผู้ค้าภายในตลาดนัดกลางคืนเริ่มดังชัดขึ้น หลายรายยอมรับตรงกันว่า รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดนักดลางคืนยังคึกคัก

แม่ค้าร้านอาหารตามสั่งรายหนึ่งที่เปิดขายในตลาดนัดกลางคืนแห่งหนึ่งในสมุทรสาครมานานกว่า 3 ปี เล่าว่า ปัจจุบันยอดขายเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือเพียงประมาณ 30–40% ของช่วงก่อนหน้า จากเดิมที่เคยมีรายได้หลักหลายพันบาทต่อคืน ปัจจุบันบางวันขายได้ไม่ถึงพันบาท บางวันแทบไม่มีลูกค้าเลย ต้องทิ้งของ เสียทั้งต้นทุนและค่าแรงพนักงาน

ขณะที่พ่อค้าร้านเครื่องดื่มอีกรายสะท้อนว่า แม้ค่าเช่าพื้นที่ยังอยู่ในระดับเดิม เฉลี่ยวันละ 300–500 บาท หรือบางแห่งคิดเป็นรายเดือนหลักหมื่นบาท แต่รายได้กลับลดลงอย่างชัดเจน ทำให้การทำกำไรยากขึ้น โดยเมื่อก่อนขายแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็พอคุ้มกับทุน แต่ตอนนี้ต้องขายทั้งคืนยังไม่แน่ใจว่าจะคืนทุนหรือไม่

ผู้ค้าหลายรายบอกว่า จุดคุ้มทุนของการขายในแต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 1,500–2,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า แต่ในสภาพปัจจุบัน การทำยอดขายให้ถึงระดับดังกล่าวเริ่มเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้บางรายตัดสินใจหยุดขายชั่วคราว หรือทยอยคืนพื้นที่

จะเห็นได้ว่าภาพของตลาดนัดกลางคืนที่เคยคึกคัก อาจกำลังกลายเป็นเพียงความทรงจำของช่วงเวลาหนึ่ง แม้บางแห่งยังคงพยายามประคองตัวและปรับรูปแบบเพื่อดึงดูดผู้คนกลับมาเดินอีกครั้ง

แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ตลาดนัดกลางคืนจะกลับมาคึกคักได้เมื่อไหร่ หากแต่อยู่ที่ว่า ในสถานการณ์ที่พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจรูปแบบนี้จะยังสามารถปรับตัวและรักษาจุดยืนของตัวเองไว้ได้มากน้อยเพียงใด

และในวันที่จำนวนผู้คนที่ไปเดินตลาดบางตาลง เสียงเรียกลูกค้าของผู้ค้าที่แผ่วเบาลง อาจกำลังเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับ “ตลาดนัดกลางคืน” เท่านั้น แต่อาจเกี่ยวกับวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล
Cr : https://www.facebook.com/share/p/1BAaf8Fd7x/
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่