คนจนไม่ควรมีลูกจริงหรือ? บรรณาธิการ Vox ตอบคำถามนี้จากผู้อ่าน อย่างเผ็ดร้อน

คนจนไม่ควรมีลูกจริงหรือ? บรรณาธิการ Vox ตอบคำถามนี้จากผู้อ่าน อย่างเผ็ดร้อน

ทุกวันนี้ในหลายแวดวงสังคมไทย แนวความคิดที่ว่า 'รายได้ไม่เพียงพอ เลยไม่อยากมีลูก' เป็นความคิดที่แพร่หลายมาก และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตัดสินใจส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่การตั้งคำถามหรือวิพากษ์ครอบครัวที่มีฐานะไม่มั่นคงแต่มีลูกหลายคน โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นกลาง จนทำให้การมีลูกจำนวนมากโดยไม่พร้อมเลี้ยงดู ถูกมองในแง่ลบมากขึ้น ในขณะที่อีกด้าน ภาครัฐก็ปวดหัวสุดๆ ว่าจะทำอย่างไรดีให้คนไทยกลับมามีลูกกันมากขึ้น เพราะประชากรไทยลดลงทุกปีอย่างต่อเนื่องแบบเงียบๆ มาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และรัฐก็ยังไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะ 'พลิกสถานการณ์' ได้
.
หลายคนเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็อาจตั้งคำถามกับตัวเองว่ามีแต่สังคมไทยที่เป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่ที่น่าสนใจคือ ผู้อ่าน ‘Vox’ สื่อฝั่งอเมริกันแนว 'นักอธิบาย' (explainer) ได้ส่งคำถามมาให้กับกองบรรณาธิการ Vox ในทำนองว่าครอบครัวของเธอยากจนเกินไปที่จะมีลูกหรือเปล่า คำถามนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าฝั่งสหรัฐอเมริกาเองก็มีผู้ที่มีแนวคิดเรื่อง ‘มีลูกเมื่อพร้อม’ เช่นเดียวกัน
.
โดยถ้าจะให้อธิบายสั้นๆ คนที่ส่งคำถามมาเป็นคุณแม่ในครอบครัวที่พยายามจะทำธุรกิจแต่ต้องประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก และกำลังพยายามฟื้นตัว แล้วตอนนี้ครอบครัวของเธอก็ 'รับเงินสวัสดิการ' จากรัฐอยู่
.
เรื่องพวกนี้คงไม่น่าแปลกใจอะไร แต่สถานการณ์ปัจจุบันของครอบครัวนี้ก็คือมีลูก 4 คน และเธอเขียนมาถามทางกองบรรณาธิการว่า เธอควรจะมีลูกคนที่ 5 ดีหรือไม่? โดยให้เหตุผลว่า ถ้าไม่มีตอนนี้ ตัวเธอจะเริ่มมีบุตรยากแล้วหลังจากนี้ แต่อีกด้าน เธอก็ตระหนักเช่นกันว่า 'สังคม' ดูจะไม่แฮปปี้ถ้าเธอจะมีลูกอีกคน เพราะเธออยู่ในสังคมที่มีความคิดว่า “ถ้าไม่มีปัญญาส่งลูกจนเรียนจบวิทยาลัย ก็ไม่ควรจะมีลูก”
.
เรื่องทำนองนี้เองถ้าคนไทยอ่านก็น่าจะคุ้นเคยดี เพราะเปลี่ยนตัวละครในเรื่องเป็นคนไทยก็จินตนาการได้ไม่ยาก เพียงแต่เรื่องนี้เกิดในสหรัฐฯ ยุคปัจจุบัน
.
ที่น่าสนใจคือ บรรณาธิการบริหารของ Vox ลงมือตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง และคำตอบของเธอนำเสนอแง่มุมที่น่าสนใจมาก
.
บรรณาธิการบริหารชี้แจงว่า ในหลายสังคมก่อนยุคสมัยใหม่ การเลี้ยงดูเด็กมักไม่ได้ถูกมองเป็นภาระของพ่อแม่เพียงลำพัง แต่เป็นสิ่งที่ทั้งชุมชนหรือสังคมมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันมากกว่า ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจอาจไม่ใช่แค่คำถามว่า “หากมีฐานะจำกัดควรมีลูกหรือไม่?” แต่เป็นการทำความเข้าใจที่มาของสังคมที่ทำให้เราคิดว่าเราจะได้รับอนุญาตให้มีบุตรได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถก้าวข้ามเกณฑ์มาตรฐานทางการเงินที่กำหนดไว้เท่านั้น?
.
ท่านบรรณาธิการบริหารยังแสดงความเห็นย้อนกลับไปอีกว่า ในมุมของเธอ แนวคิดแบบนี้มันเริ่มจาก ‘Poor Law’ ของอังกฤษ เป็นกฎหมายฉบับแรกในโลกที่แบ่ง 'คนจน' เป็นสองหมวดชัดเจน ว่าเป็นคนจนแบบที่ไร้ทางไปจริงๆ เช่น คนพิการ คนแก่ คนป่วย พวกนี้สมควรได้รับเงินช่วยเหลือ แต่อีกด้านก็เป็นการบีบบังคับให้เป็นคนจน คือคนที่มีกำลังวังชาทำงานได้ พวกนี้จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ แต่จะถูกส่งไปทำงานในสิ่งที่เรียกว่า Workhouse อันโด่งดังของอังกฤษ ซึ่งในทางปฏิบัติมันคือ 'โรงงานนรกโดยรัฐ' มีหน้าที่ในการจับคนจนที่ไม่ยอมทำงานมาขูดรีดแรงงานอย่างโหดที่สุด โดยคนเหล่านี้จะได้รับอาหารและค่าตอบแทนที่น้อยสุดที่เป็นไปได้
.
นี่เองเป็นจุดเริ่มของการแยกประเภทคนจนในทางคอนเซ็ปต์ ดังนั้นคนอังกฤษเลยเป็นพวกแรกๆ ที่มีกรอบคิดเรื่องการ 'จนเพราะขี้เกียจ' อย่างชัดเจน ซึ่งนั่นก็มาพร้อมกับแนวคิดว่า ‘คนจนควรหรือไม่ควรทำอะไร?’
.
และ 'นักคิด' คนแรกๆ ที่ออกมาประกาศชัดๆ ว่าคนจนไม่ควรจะมีลูก ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากนักประชากรศาสตร์ในตำนานอย่าง ‘โธมัส โรเบิร์ต มัลธัส’ (Thomas Robert Malthus) โดยมัลธัสพูดชัดเจนเลยว่าเงินช่วยเหลือคนจนควรจะถูกยกเลิกไปให้หมด เพราะมันทำให้คนที่ไร้ความรับผิดชอบทางการเงินพวกนี้ 'ผลิตลูก' เพิ่มไปเรื่อยๆ ซึ่งในยุคนั้นมัลธัสมีแนวคิดหลักๆ คือเขาเชื่อว่าสังคมไม่เจริญเพราะประชากรมนุษย์ขยายตัวเร็วเกินไป ดังนั้นแนวคิดเรื่อง 'คนจนไม่ควรมีลูก' จึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิดของมัลธัสในภาพใหญ่
.
ในแง่นี้ แนวคิดเรื่องคนจนไม่ควรมีลูกจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีคนคิดและเขียนเรื่องทำนองนี้มากว่า 200 ปีแล้ว
.
แต่ประเด็นคือ แนวคิดแบบนี้คือสิ่งแปลกปลอมในภูมิปัญญามนุษย์ เพราะนักคิดไม่ว่าจะเป็นปีกซ้ายหรือขวาในยุคไหนก็ตาม ไม่มีใครมีความคิดว่าการที่ 'คนจน' มีลูก คือสิ่งชั่วร้าย เขาไม่ได้มองว่ามันดีหรือชั่วด้วยซ้ำ เขามองเรื่องการมีลูกเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของแต่ละครอบครัว หรือพูดอีกแบบ ความคิด 'มีลูกเมื่อพร้อม' มันไม่ได้อยู่ในความคิดของคนโบราณ
.
และท่านบรรณาธิการก็สรุปด้วยเรื่องเล่าว่า พวกคนยิวเขาจะมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยก่อนที่คนยิวโดนฟาโรห์อียิปต์จับไปเป็นทาส พวกผู้ชายจะไม่อยากมีลูก เพราะลูกออกมาก็จะเป็นทาส แต่พวกผู้หญิงไม่คิดแบบนั้น พวกเธอหวังว่าอนาคตมันจะดีขึ้น และล่อลวงผู้ชายให้มีลูกจนสำเร็จ โดยเด็กคนหนึ่งที่เกิดจากกระบวนการนี้คือ ‘โมเสส’ ผู้ที่สุดท้ายได้เป็นผู้ปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นทาส (นี่คือเรื่องที่อยู่ทั้งใน ‘Torah’ ของชาวยิว และ ‘Old Testament’ ของชาวคริสต์)
.
ประเด็นของบรรณาธิการผู้ตอบคำถาม ไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธว่าความพร้อมทางเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ชีวิต ‘ไม่สำคัญ’ แต่เป็นการชวนตั้งคำถามว่า “เหตุใดสังคมปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการมองการมีลูกเป็นภาระส่วนบุคคลอย่างเข้มข้น” ทั้งที่ในหลายบริบทก่อนหน้านี้ การเลี้ยงดูเด็กมักเป็นความรับผิดชอบที่กระจายอยู่ในระดับครอบครัวขยายหรือชุมชนด้วยซ้ำ
.
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจมีลูกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทรัพยากรทางการเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการดูแล เอาใจใส่ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อพัฒนาการของเด็กด้วย กล่าวอีกอย่างคือ คำถามไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่า ‘ควร’ หรือ ‘ไม่ควร’ หากแต่ขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนักระหว่างข้อจำกัดในชีวิตจริงกับรูปแบบการสนับสนุน (ทั้งจากครอบครัว สังคม และรัฐ) ที่มีอยู่ในแต่ละบริบท
.
แน่นอน คำตอบลักษณะนี้เดือดพอควร แต่อีกด้าน ถ้านี่เป็นคำตอบของคนที่เชื่อว่า 'การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมหรือความคิด คือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง’ นี่อาจไม่ใช่แค่คำตอบที่ดีเท่านั้น แต่อาจเป็นระดับ 'จอกศักดิ์สิทธิ์ทางนโยบาย' โดยเฉพาะในบริบทที่หลายประเทศพัฒนาแล้วยังคงเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลง และยังไม่มีแนวทางใดที่จะสามารถพลิกแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างชัดเจน
.
ที่มา : BrandThink

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่