ชะตากรรมของปัญญาชนและนักเขียนไทยภายใต้อำนาจเผด็จการ ที่สะท้อนใน Shine The Serie



เมื่ออาทิตย์ก่อนตอนที่เราดู Shine EP.2 เราเห็นซีนที่ณรัน คุยกับบรรณาธิการเรื่องบทความการวิเคราะห์โครงสร้างทางเศรษฐกิจจากทางสภาพัฒน์ (คาดว่าน่าจะเป็นของตฤณ) ซึ่งในซีนนั้น ณรันได้มีปากเสียงกับบก.เรื่องการเขียนบทความ โดยทางบก.ไม่อนุญาตให้ณรันย่อยบทความต้นฉบับและใส่สำนวนของตัวเองลงไป สาเหตุหลัก ๆ เลยคือ ณรันเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ค่อนข้างมีแง่กับทางรัฐบาล และมักจะเขียนข่าวกระแนะกระแหนเสียดสีทางฝั่งนั้นอยู่บ่อย ๆ จนทำให้บก.คนก่อนโดนทางรัฐบาลเล่นงานจนเขาต้องย้ายประเทศหนี หลังจากที่เราดูตอนนี้จบ ประจวบเหมาะกับที่เราเริ่มอ่าน “ปีศาจ” งานเขียนของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ทำให้เรารู้ว่า การที่นักเขียนต้องระเห็จไปอยู่ต่างประเทศเพราะงานเขียนของพวกเขามันเคยเกิดขึ้นจริงในยุคสมัยนั้น



ย้อนกลับไปในช่วงปี 2502 ในยุคการปกครองของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นยุคที่มีการพัฒนาสร้างสิ่งที่เรียกว่าสาธารณูปโภคให้กับทั้งคนเมืองและคนชนบท เรียกได้ว่าเป็นยุคที่ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” แต่ในทางกลับกัน การปกครองในสมัยของจอมพลสฤษดิ์นั้น เป็นการปกครองในรูปแบบเผด็จการเบ็ดเส็จ ซึ่งปฏิเสธการมีอยู่ของประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง โดยมีการเรียกการปครองของตนเองว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย” หรือที่นักวิชาการท่านหนึ่ง (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ) เรียกว่า “พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ”

แม้ตอนนั้นจะเป็นยุคที่เฟื่องฟูในระบบสาธารณูปโภค แต่ก็เป็นยุคที่เรียกได้ว่ามืดบอดทางปัญญาของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะรัฐบาลได้ทำการปิดหู ปิดตาประชาชน เพื่อไม่ให้ตรวจสอบผู้กุมอำนาจในการปกครองได้ ในตอนนั้น คณะปฏิวัติได้สั่งปิดหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ พร้อมกับกวาดล้างนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง และบุคคลที่เคยมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในก่อนหน้านั้น ทำให้นักเขียนหลายคนถูกจับเข้าคุก และบางคนก็ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ




กลับมาต่อกันในซีรีส์ แม้ว่าซีรีส์จะดำเนินเรื่องราวอยู่ในยุคของจอมพลถนอม ซึ่งเป็นยุคที่เกิดหลังจากยุคการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ แต่การปิดหูปิดตาประชาชนก็ยังคงมีอยู่สืบต่อมา อย่างที่เห็นกันในฉากที่ณรันเถียงกับบรรณาธิการเรื่องการลงบทความการสร้างโรงไฟฟ้า (EP.2) ด้วยความที่ณรันเองเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมการณ์ในการเรียกร้องความยุติธรรมอย่างแรงกล้า ทำให้การเขียนข่าวของเขาเหมือนเป็นการโจมตีฝั่งรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้บรรณาธิการคนก่อนต้องระเห็จไปอยู่ที่ต่างประเทศ ในตอนนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้ประชาชนรู้ข่าวสารบ้านเมืองได้ก็คือ “สื่อ” และการที่สื่อถูกจำกัดการเผยแพร่ข้อมูล นั่นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านเริ่มสนใจข่าวอื่นมากกว่าข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างคอลัมน์จดหมายแนบทำนองของใกล้รุ่งและสรัสวดี





ก่อนจากกันไป บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อบอกเล่าชะตากรรมของเหล่านักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และสื่อที่ต้องเผชิญในยุคของการปกครองในระบบเผด็จการที่สะท้อนในซีรีส์เรื่อง Shine ความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดนั้นมันได้พรากสิ่งสำคัญหลาย ๆ ออกไปจากพวกเขาเหล่าปัญญาชน ไม่ว่าจะเป็นผลงานทางปัญญา ตัวตนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมือง หรือแม้กระทั่ง “ความจริง” ที่พวกเขาพยายามจะนำเสนอ เรียกได้ว่ายุคนั้นเป็นยุคที่ทำลายปัญญาชนและเหล่านักเขียนโดยอาศัยอำนาจเผด็จการเลยก็ว่าได้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่