ย้อนกลับไปในวันที่ 7 เมษายน ในขณะที่ลูกเรือภารกิจอาร์เทมิส 2 ทั้ง 4 คน กำลังเดินทางอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ณ บริเวณด้านหลังดวงจันทร์ ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบปรากฏขึ้นบนพื้นผิวเบื้องล่าง เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว แล้วก็หายไป เร็วเกินกว่าที่กล้องถ่ายภาพจะบันทึกได้ทัน
.
ต่อมาลูกเรือได้รายงานสิ่งที่สังเกตเห็นได้นี้กับนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาโดยตรง
ก่อนที่จะมีการประกาศออกมาว่า สิ่งที่ลูกเรือเห็นคือแสงที่เกิดจากการปะทะของดาวเคราะห์น้อยลงบนพื้นผิวดวงจันทร์
นับเป็นการยืนยันแหล่งที่มาของแสงประหลาดที่นักบินโครงการอพอลโลเคยเห็นเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วอย่างเป็นทางการ
.
แต่ทว่าการค้นพบนี้ก็กลับทำให้เราที่เป็นคนทั่วไปอดสงสัยไม่ได้ว่า
“ฐานบนดวงจันทร์ที่องค์การอวกาศทั่วโลกตั้งใจจะสร้างในอนาคตอันใกล้นี้มีความเสี่ยงที่จะถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนหรือไม่?”
.
หากตอบสั้น ๆ ก็คือ “ไม่เป็นอันตราย” เพราะดาวเคราะห์น้อยที่เข้ามาพุ่งชนนั้นมีขนาดเล็กราว ๆ ลูกกอล์ฟ เท่านั้น
ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่จะพุ่งชน หรือถ้าพุ่งชนฐานก็จะไม่เป็นอะไรมากขนาดนั้น
.
แต่ถ้าอยากฟังคำอธิบายเต็ม ๆ แล้วละก็เราต้องมาลบความเข้าใจผิดที่เรามีกับดวงจันทร์ไปก่อน
เพราะเชื่อว่ามีหลายคนคิดว่าด้านไกลของดวงจันทร์มีพื้นผิวขรุขระเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตมากกว่าด้านใกล้ที่หันหาโลก
เนื่องจากมีดาวเคราะห์น้อยเข้ามาพุ่งชนตลอดเวลา แต่ในความจริงแล้ว
ในแต่ละวันมีดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนดวงจันทร์ทั้งสองด้านพอ ๆ กัน เพราะดาวเคราะห์น้อยกระจายตัวอยู่ไปทั่วระบบสุริยะ ไม่ได้กองกันอยู่ที่ทิศใดทิศหนึ่ง
.
ส่วนสาเหตุที่ด้านใกล้ดูเรียบเนียนกว่าด้านไกล ก็เป็นเพราะในอดีตบริเวณด้านใกล้ดวงจันทร์เคยมีภูเขาไฟปะทุครั้งใหญ่จนลาวาไหลออกมาทับถมหลุมเก่า ๆ จนเรียบไปหมด เปรียบเหมือนการรีเซ็ตผิวหน้าดวงจันทร์ใหม่ โดยนักดาราศาสตร์เรียกลักษณะทางธรณีวิทยานี้ว่า Mare ที่แปลว่า ‘ทะเล’ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ทะเลแห่งความเงียบสงบ’ ที่นักบินฯ จากภารกิจอพอลโล 11 ได้ไปลงจอด
.
ในทางกลับกัน ณ บริเวณด้านไกลแทบไม่มีภูเขาไฟลาวาไหลออกมาเลย ซึ่งนักดาราศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าเป็นเพราะด้านไกลมีชั้นเปลือกที่หนากว่า ลาวาจึงทะลุออกมาได้ยากนั่นเอง ทำให้ด้านไกลของดวงจันทร์มีร่องรอยอุกกาบาตโบราณหลงเหลือมาเยอะกว่า
โดยมักเป็นหลุมที่มีขนาดใหญ่โต สะท้อนให้เห็นถึงการพุ่งชนที่รุนแรงในอดีตช่วงที่ดวงจันทร์ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ๆ
แต่ในทุกวันนี้แทบไม่มีดาวเคราะห์น้อยใหญ่ ๆ พุ่งชนดวงจันทร์แบบในอดีตแล้ว
.
แล้วเจ้าแสงวาบที่นักบินอวกาศเห็นล่ะ มันอันตรายแค่ไหน? เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ของนาซากล่าวว่าแสงที่ลูกเรือภารกิจอาร์ทิมิส 2 เห็น ไม่ได้มีขนาดเล็กจนเป็นเศษฝุ่น แต่มันก็ไม่ใช่หินก้อนใหญ่ขนาดใหญ่เป็นเมตร ๆ เช่นกัน มีความเป็นไปได้สูงว่าดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนดวงจันทร์จนเกิดแสงสว่างวาบมีขนาดประมาณลูกกอล์ฟหรือลูกเทนนิสมากกว่า ซึ่งลูกเรือภารกิจอาร์ทิมิส 2 สามารถสังเกตแสงวาบได้ทั้งหมด 6 ครั้ง ในช่วงเวลาเกือบ 1 วันเต็ม ที่เดินทางผ่านด้านไกลของดวงจันทร์
.
โดยเมื่อพิจารณาจากพื้นที่ด้านไกลดวงจันทร์แล้ว ความเป็นไปได้ที่จะมีดาวเคราะห์น้อยตกใส่ฐานบนดวงจันทร์ที่มีพื้นที่ขนาดประมาณสนามฟุตบอล ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 10,000,000 ต่อปี เทียบได้กับโอกาสที่คุณจะถูกฟ้าผ่าซ้ำกันสองครั้งในวันเดียวกัน พูดง่าย ๆ ก็คือความเสี่ยงนั้นต่ำพอที่องค์การนาซาจะรับความเสี่ยงในการสร้างฐานบนดวงจันทร์ได้นั่นเอง ยิ่งเป็นภารกิจสำรวจแบบไปแล้วกลับที่จะเกิดขึ้นอนาคตอันใกล้นี้ อัตราความเสี่ยงก็ยิ่งลดต่ำลงไปอีก ทำให้การสร้างฐานดวงจันทร์ในระยะแรกอาจไม่จำเป็นต้องมีมาตราป้องกันจริงจังขนาดนั้น นอกเสียจากมาตราการอพยพฉุกเฉินในช่วงแรก ๆ ของการสร้างฐานบนดวงจันทร์
.
ทว่าหากถ้าเกิดการพุ่งชนจริงก็ต้องยอมรับว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้ความดันอากาศภายในฐานลดลงอย่างฉับพลันจนเป็นอันตรายต่อนักบินได้ แต่ตัวฐานก็จะไม่ได้ระเบิดตู้มตามเหมือนในภาพยนตร์ อาจพอมีเวลาให้นักบินอพยพได้ แต่ก็อย่างที่เกริ่นไปว่าโอกาสเกิดขึ้นนั้นก็น้อยมาก ๆ สิ่งที่ภัยอันตรายที่น่ากังวลจริง ๆ สำหรับองค์การนาซากลับเป็นฝุ่นอวกาศมากกว่า ที่นักวิทย์เรียกกันว่า Micrometeoroids ซึ่งพุ่งชนดวงจันทร์เป็นว่าเล่นเหมือนห่าฝนที่มองไม่เห็น
.
รู้ตัวอีกทีฐานก็อาจเกิดความเสียหายไปได้สักพักแล้ว แต่ก็ไม่ถึงระดับที่จะต้องอพยพนักบินฯ ออกในทันที โดยความเสี่ยงนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์เคยเกิดขึ้นบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่นักบินฯ มักจะตรวจพบรูขนาดเท่าปลายเข็มบนแผงโซลาร์เซลล์หรือตัวยานบ่อย ๆ โดยที่นักบินอวกาศไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแผงโซลาร์เซลล์ถูกชนตอนไหน จนกว่าจะถึงรอบตรวจเช็คเพื่อบำรุงรักษาสถานี
.
หรือในอีกกรณีหนึ่งก็คือในปี 2018 นักบินฯ ได้สังเกตว่าความดันอากาศในสถานีฯ กำลังลดลงอย่างช้า ๆ แบบช้ามาก ๆ แทบไม่เป็นอันตรายอะไรเลย แต่นักบินฯ ก็ได้รับคำสั่งจากศูนย์ควบคุมบนโลกให้พยายามควานหารูรั่วอย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของตัวนักบินอวกาศเอง จนพบว่ามีรูรั่วอยู่ที่บริเวณห้องทดลองของสถานีฝั่งรัสเซียในที่สุด
.
อย่างไรก็ตามแม้ความเสี่ยงในการพุ่งชนจะต่ำมาก ๆ หากเราต้องการที่จะส่งมนุษย์ไปอยู่ในระยะยาวก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอาจจะต้องมีมาตราป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนมากขึ้น โดยองค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรปเคยมีข้อเสนอให้ใช้ดินดวงจันทร์มาทำเป็นเกาะกำบังพอกฐานไว้อีกทีหนึ่ง ให้หนาประมาณ 2-3 เมตร ซึ่งหนาพอที่จะสลายพลังงานการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยได้เกือบทั้งหมด และยังช่วยปกป้องนักบินอวกาศจากรังสีอันตรายของดวงอาทิตย์ไปในตัว
.
ในปัจจุบันทางองค์การนาซาและบริษัทเอกชนที่เป็นพันธมิตรก็กำลังงพัฒนาหุ่นยนต์สร้างฐานดวงจันทร์อยู่อย่างต่อเนื่อง
ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Blue Alchemist ที่เป็นระบบผลิตวัสดุก่อสร้างด้วยดินดวงจันทร์ของบริษัท Blue Origin
หรือไม่ก็อีกข้อเสนอหนึ่งก็คือให้ไปสร้างฐานในท่อลาวาโบราณบนดวงจันทร์ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นโพรงถ้ำที่อยู่ใต้ดินนั่นเอง
.
สรุปก็คือสุดท้ายแล้วโครงการสร้างฐานบนดวงจันทร์คือล้วนมีความเสี่ยงหมดนั่นแหละ
เพียงแต่แค่มันเป็นความเสี่ยงที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว เหมือนกับที่เรารู้ดีว่าทุกครั้งที่เราขึ้นเครื่องบิน ก็มีโอกาสที่เครื่องบินจะตก
ในกรณีนี้แม้ดวงจันทร์จะมีดาวเคราะห์น้อยตกใส่อยู่บ่อยครั้ง
แต่การไปดวงจันทร์เพื่อตั้งถิ่นฐานในครั้งนี้ก็คือโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยี โอกาสในการขยายขอบเขตองค์ความรู้ของมนุษย์
.
และโอกาสที่จะพามนุษย์เราออกไปตั้งรกราก ออกจากดินแดนบ้านเกิดของเราเป็นครั้งแรกนั่นเอง
.
Original by Chinapong Lienpanich, The Space Times
ทำไมเรากล้าสร้างฐานบนดวงจันทร์ ไม่เกรงกลัวอุกกาบาตตกใส่หัว ทั้ง ๆที่ดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศ
ย้อนกลับไปในวันที่ 7 เมษายน ในขณะที่ลูกเรือภารกิจอาร์เทมิส 2 ทั้ง 4 คน กำลังเดินทางอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ณ บริเวณด้านหลังดวงจันทร์ ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบปรากฏขึ้นบนพื้นผิวเบื้องล่าง เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว แล้วก็หายไป เร็วเกินกว่าที่กล้องถ่ายภาพจะบันทึกได้ทัน
.
ต่อมาลูกเรือได้รายงานสิ่งที่สังเกตเห็นได้นี้กับนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาโดยตรง
ก่อนที่จะมีการประกาศออกมาว่า สิ่งที่ลูกเรือเห็นคือแสงที่เกิดจากการปะทะของดาวเคราะห์น้อยลงบนพื้นผิวดวงจันทร์
นับเป็นการยืนยันแหล่งที่มาของแสงประหลาดที่นักบินโครงการอพอลโลเคยเห็นเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วอย่างเป็นทางการ
.
แต่ทว่าการค้นพบนี้ก็กลับทำให้เราที่เป็นคนทั่วไปอดสงสัยไม่ได้ว่า
“ฐานบนดวงจันทร์ที่องค์การอวกาศทั่วโลกตั้งใจจะสร้างในอนาคตอันใกล้นี้มีความเสี่ยงที่จะถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนหรือไม่?”
.
หากตอบสั้น ๆ ก็คือ “ไม่เป็นอันตราย” เพราะดาวเคราะห์น้อยที่เข้ามาพุ่งชนนั้นมีขนาดเล็กราว ๆ ลูกกอล์ฟ เท่านั้น
ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่จะพุ่งชน หรือถ้าพุ่งชนฐานก็จะไม่เป็นอะไรมากขนาดนั้น
.
แต่ถ้าอยากฟังคำอธิบายเต็ม ๆ แล้วละก็เราต้องมาลบความเข้าใจผิดที่เรามีกับดวงจันทร์ไปก่อน
เพราะเชื่อว่ามีหลายคนคิดว่าด้านไกลของดวงจันทร์มีพื้นผิวขรุขระเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตมากกว่าด้านใกล้ที่หันหาโลก
เนื่องจากมีดาวเคราะห์น้อยเข้ามาพุ่งชนตลอดเวลา แต่ในความจริงแล้ว
ในแต่ละวันมีดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนดวงจันทร์ทั้งสองด้านพอ ๆ กัน เพราะดาวเคราะห์น้อยกระจายตัวอยู่ไปทั่วระบบสุริยะ ไม่ได้กองกันอยู่ที่ทิศใดทิศหนึ่ง
.
ส่วนสาเหตุที่ด้านใกล้ดูเรียบเนียนกว่าด้านไกล ก็เป็นเพราะในอดีตบริเวณด้านใกล้ดวงจันทร์เคยมีภูเขาไฟปะทุครั้งใหญ่จนลาวาไหลออกมาทับถมหลุมเก่า ๆ จนเรียบไปหมด เปรียบเหมือนการรีเซ็ตผิวหน้าดวงจันทร์ใหม่ โดยนักดาราศาสตร์เรียกลักษณะทางธรณีวิทยานี้ว่า Mare ที่แปลว่า ‘ทะเล’ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ทะเลแห่งความเงียบสงบ’ ที่นักบินฯ จากภารกิจอพอลโล 11 ได้ไปลงจอด
.
ในทางกลับกัน ณ บริเวณด้านไกลแทบไม่มีภูเขาไฟลาวาไหลออกมาเลย ซึ่งนักดาราศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าเป็นเพราะด้านไกลมีชั้นเปลือกที่หนากว่า ลาวาจึงทะลุออกมาได้ยากนั่นเอง ทำให้ด้านไกลของดวงจันทร์มีร่องรอยอุกกาบาตโบราณหลงเหลือมาเยอะกว่า
โดยมักเป็นหลุมที่มีขนาดใหญ่โต สะท้อนให้เห็นถึงการพุ่งชนที่รุนแรงในอดีตช่วงที่ดวงจันทร์ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ๆ
แต่ในทุกวันนี้แทบไม่มีดาวเคราะห์น้อยใหญ่ ๆ พุ่งชนดวงจันทร์แบบในอดีตแล้ว
.
แล้วเจ้าแสงวาบที่นักบินอวกาศเห็นล่ะ มันอันตรายแค่ไหน? เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ของนาซากล่าวว่าแสงที่ลูกเรือภารกิจอาร์ทิมิส 2 เห็น ไม่ได้มีขนาดเล็กจนเป็นเศษฝุ่น แต่มันก็ไม่ใช่หินก้อนใหญ่ขนาดใหญ่เป็นเมตร ๆ เช่นกัน มีความเป็นไปได้สูงว่าดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนดวงจันทร์จนเกิดแสงสว่างวาบมีขนาดประมาณลูกกอล์ฟหรือลูกเทนนิสมากกว่า ซึ่งลูกเรือภารกิจอาร์ทิมิส 2 สามารถสังเกตแสงวาบได้ทั้งหมด 6 ครั้ง ในช่วงเวลาเกือบ 1 วันเต็ม ที่เดินทางผ่านด้านไกลของดวงจันทร์
.
โดยเมื่อพิจารณาจากพื้นที่ด้านไกลดวงจันทร์แล้ว ความเป็นไปได้ที่จะมีดาวเคราะห์น้อยตกใส่ฐานบนดวงจันทร์ที่มีพื้นที่ขนาดประมาณสนามฟุตบอล ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 10,000,000 ต่อปี เทียบได้กับโอกาสที่คุณจะถูกฟ้าผ่าซ้ำกันสองครั้งในวันเดียวกัน พูดง่าย ๆ ก็คือความเสี่ยงนั้นต่ำพอที่องค์การนาซาจะรับความเสี่ยงในการสร้างฐานบนดวงจันทร์ได้นั่นเอง ยิ่งเป็นภารกิจสำรวจแบบไปแล้วกลับที่จะเกิดขึ้นอนาคตอันใกล้นี้ อัตราความเสี่ยงก็ยิ่งลดต่ำลงไปอีก ทำให้การสร้างฐานดวงจันทร์ในระยะแรกอาจไม่จำเป็นต้องมีมาตราป้องกันจริงจังขนาดนั้น นอกเสียจากมาตราการอพยพฉุกเฉินในช่วงแรก ๆ ของการสร้างฐานบนดวงจันทร์
.
ทว่าหากถ้าเกิดการพุ่งชนจริงก็ต้องยอมรับว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้ความดันอากาศภายในฐานลดลงอย่างฉับพลันจนเป็นอันตรายต่อนักบินได้ แต่ตัวฐานก็จะไม่ได้ระเบิดตู้มตามเหมือนในภาพยนตร์ อาจพอมีเวลาให้นักบินอพยพได้ แต่ก็อย่างที่เกริ่นไปว่าโอกาสเกิดขึ้นนั้นก็น้อยมาก ๆ สิ่งที่ภัยอันตรายที่น่ากังวลจริง ๆ สำหรับองค์การนาซากลับเป็นฝุ่นอวกาศมากกว่า ที่นักวิทย์เรียกกันว่า Micrometeoroids ซึ่งพุ่งชนดวงจันทร์เป็นว่าเล่นเหมือนห่าฝนที่มองไม่เห็น
.
รู้ตัวอีกทีฐานก็อาจเกิดความเสียหายไปได้สักพักแล้ว แต่ก็ไม่ถึงระดับที่จะต้องอพยพนักบินฯ ออกในทันที โดยความเสี่ยงนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์เคยเกิดขึ้นบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่นักบินฯ มักจะตรวจพบรูขนาดเท่าปลายเข็มบนแผงโซลาร์เซลล์หรือตัวยานบ่อย ๆ โดยที่นักบินอวกาศไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแผงโซลาร์เซลล์ถูกชนตอนไหน จนกว่าจะถึงรอบตรวจเช็คเพื่อบำรุงรักษาสถานี
.
หรือในอีกกรณีหนึ่งก็คือในปี 2018 นักบินฯ ได้สังเกตว่าความดันอากาศในสถานีฯ กำลังลดลงอย่างช้า ๆ แบบช้ามาก ๆ แทบไม่เป็นอันตรายอะไรเลย แต่นักบินฯ ก็ได้รับคำสั่งจากศูนย์ควบคุมบนโลกให้พยายามควานหารูรั่วอย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของตัวนักบินอวกาศเอง จนพบว่ามีรูรั่วอยู่ที่บริเวณห้องทดลองของสถานีฝั่งรัสเซียในที่สุด
.
อย่างไรก็ตามแม้ความเสี่ยงในการพุ่งชนจะต่ำมาก ๆ หากเราต้องการที่จะส่งมนุษย์ไปอยู่ในระยะยาวก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอาจจะต้องมีมาตราป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนมากขึ้น โดยองค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรปเคยมีข้อเสนอให้ใช้ดินดวงจันทร์มาทำเป็นเกาะกำบังพอกฐานไว้อีกทีหนึ่ง ให้หนาประมาณ 2-3 เมตร ซึ่งหนาพอที่จะสลายพลังงานการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยได้เกือบทั้งหมด และยังช่วยปกป้องนักบินอวกาศจากรังสีอันตรายของดวงอาทิตย์ไปในตัว
.
ในปัจจุบันทางองค์การนาซาและบริษัทเอกชนที่เป็นพันธมิตรก็กำลังงพัฒนาหุ่นยนต์สร้างฐานดวงจันทร์อยู่อย่างต่อเนื่อง
ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Blue Alchemist ที่เป็นระบบผลิตวัสดุก่อสร้างด้วยดินดวงจันทร์ของบริษัท Blue Origin
หรือไม่ก็อีกข้อเสนอหนึ่งก็คือให้ไปสร้างฐานในท่อลาวาโบราณบนดวงจันทร์ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นโพรงถ้ำที่อยู่ใต้ดินนั่นเอง
.
สรุปก็คือสุดท้ายแล้วโครงการสร้างฐานบนดวงจันทร์คือล้วนมีความเสี่ยงหมดนั่นแหละ
เพียงแต่แค่มันเป็นความเสี่ยงที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว เหมือนกับที่เรารู้ดีว่าทุกครั้งที่เราขึ้นเครื่องบิน ก็มีโอกาสที่เครื่องบินจะตก
ในกรณีนี้แม้ดวงจันทร์จะมีดาวเคราะห์น้อยตกใส่อยู่บ่อยครั้ง
แต่การไปดวงจันทร์เพื่อตั้งถิ่นฐานในครั้งนี้ก็คือโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยี โอกาสในการขยายขอบเขตองค์ความรู้ของมนุษย์
.
และโอกาสที่จะพามนุษย์เราออกไปตั้งรกราก ออกจากดินแดนบ้านเกิดของเราเป็นครั้งแรกนั่นเอง
.
Original by Chinapong Lienpanich, The Space Times