
สวัสดีปีใหม่ไทยครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกคน...
ไม่รู้ว่ายังมีใครพอจะจำกระทู้นี้เมื่อ
10 ปีก่อน ได้ไหมครับ ?
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเคยมาตั้งกระทู้เล่าเรื่องราวความรักของผมเอาไว้... ใครจะเชื่อครับว่าเวลาจะผ่านไปไวเหมือนโกหก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ครบ 10 ปีเต็มพอดีที่พวกเรายังจับมือกันแน่น ก้าวข้ามผ่านคำสบประมาท ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆมากมาย จนมาถึงวันที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ เสียที
แต่ชีวิตก็เหมือนซีรีส์แนวตั้งเลยครับ ในวันที่ความรักมีความสุขและทุกอย่างกำลังลงตัว เรากลับต้องมาเจอบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือการที่ผมตรวจพบว่าตัวเองเป็น
"มะเร็ง"...
จุดเริ่มต้นของบททดสอบ
เรื่องเริ่มจากผมส่องกระจกแล้วสังเกตเห็นก้อนนูนๆ บริเวณคอครับ จริงๆ เห็นมาปีกว่าแล้วแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนสุดท้ายตัดสินใจไปพบคุณหมอ ผลเลือด (TSH, Free T4) ออกมาปกติทุกอย่างครับ แต่ผล Ultrasound กลับพบก้อนเนื้อสะท้อนออกมาหลายก้อนและมีขนาดแตกต่างกัน
คุณหมอบอกผมสั้นๆ ว่า
“เดี๋ยวหมอจะนัดทำ FNA (เจาะชิ้นเนื้อ) นะคะ แล้วจะนัดฟังผลกันอีกครั้ง”
พอถึงวันนัดทำ FNA ยอมรับว่าตื่นเต้นและกังวลมากครับ คุณหมอฉีดยาชาและใช้เข็มจิ้มไปที่คอตรงต่อมไทรอยด์เพื่อดูดเอาชิ้นเนื้อไปตรวจดูว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย... และแล้ววันที่นัดฟังผลที่ผมไม่อยากฟังที่สุดก็มาถึง
“ผลตรวจ FNA ก้ำกึ่งระหว่างเนื้อดีกับเนื้อร้ายนะคะ เนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดโตประมาณ 2 ซม. และมีหลายก้อน ส่วนใหญ่อยู่ข้างซ้าย หมอแนะนำให้ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ข้างซ้ายออกก่อน แล้วเก็บข้างขวาไว้ใช้งาน ถ้าผลชิ้นเนื้อหลังผ่าออกมาเป็นยังไง เราค่อยมาวางแนวทางการรักษากันอีกครั้งค่ะ”
10 ปีที่พิสูจน์ว่า "เราไม่ได้เดินคนเดียว"
หลังจากนั้นคุณหมอก็นัดแอดมิท เจาะเลือด เตรียมตัวขึ้นเขียง ผมใช้เวลาผ่าตัดไป 3-4 ชั่วโมง ออกมาพักฟื้นต่อที่โรงพยาบาลอีก 3 คืน
ช่วงเวลานี้แหละครับที่ทำให้ผมเห็นว่า
10 ปีที่ผ่านมามันมีความหมายแค่ไหน "เขา" ดูแลผมอย่างดีมาตลอด กลางวันเขาต้องออกไปทำงาน แต่พอตกเย็นเขาก็รีบบึ่งมานอนเฝ้าผมที่โรงพยาบาล นอนเฝ้าแบบนอนจริงจังมากครับ (ฮ่าๆ) แม้เตียงคนเฝ้าจะไม่ได้สบาย แต่เขาก็อยู่ตรงนั้นข้างๆ ผมตลอด วนลูปอยู่อย่างนี้จนคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ และนัดมาตัดไหมเพื่อฟังผลชิ้นเนื้ออีกครั้ง
วินาทีที่โลกเงียบงัน
ในวันตัดไหม คุณหมออ่านผล Diagnosis ให้ฟัง:
"Diagnosis: Papillary thyroid carcinoma, left thyroid gland."
คุณหมอเสริมต่อว่า
“มันเป็นมะเร็งชนิดที่รักษาแล้วโอกาสหายขาดสูงถึง 95% นะคะ ดังนั้นหมอแนะนำให้ผ่าตัดเอาข้างขวาที่เหลือออกด้วยค่ะ”
บอกตามตรงว่าพอได้ยินคำว่า
"มะเร็ง" ในบรรทัดแรก หูผมอื้อไปหมดเลยครับ ในหัวมันวิ้งจนจำไม่ได้ว่าหมอพูดอะไรต่ออีกเกือบ 10 บรรทัด ได้แต่ขอให้คุณหมอช่วย Print ผลตรวจออกมาให้ แล้วก็นัดวันผ่าตัดข้างขวาที่เหลือทิ้งทันที
ออกจากห้องหมอ สิ่งแรกที่ทำคือโทรบอกแม่ครับ และคนถัดมาคือแฟน... ทันทีที่รู้ข่าว แทนที่มันจะปลอบให้ดราม่า มันกลับหัวเราะใส่ผมเฉยเลย!
“เป็นไงล่ะ... เจ็บตัวผ่าคอ 2 รอบเลยนะ” แล้วมันก็หัวเราะลั่น 55555 เออดี! แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
ก้าวต่อไปสู่การรักษา
โชคดีที่ผลผ่าตัดข้างขวาออกมาว่า
"ปกติ" ครับ แต่ขั้นตอนถัดไปคือคุณหมอทำเรื่องส่งตัวผมมารักษาต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพื่อ
"กลืนแร่รังสีไอโอดีน I-131" สำหรับทำลายเซลล์ไทรอยด์ที่เหลืออยู่
ตอนนี้ผมได้ย้ายมารักษาตัวกับอาจารย์แพทย์ที่โรงเรียนแพทย์ชื่อดังกลางกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้วครับ นอกจากได้รักษากับมือหนึ่งแล้ว ผมยังได้เป็น Case Study ให้กับคุณหมออินเทิร์นน่ารักๆ อีกหลายท่านด้วย (แอบยิ้มได้นิดนึง ฮ่าๆ)
บททดสอบครั้งนี้ยังไม่จบครับ แต่การมีคนข้างๆ ที่คบกันมา 10 ปีคอยอยู่เป็น "หัวใจหลัก" แบบนี้ ทำให้ผมมั่นใจว่าผมจะผ่านมันไปได้แน่นอน...
ไว้มาต่อนะครับ
10 ปีแล้ว กฎหมายสมรสเท่าเทียมก็มีผลบังคับใช้แล้ว น่าจะต้องทำให้ถูกต้องแล้วล่ะ อิอิ
จากกระทู้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว... วันนี้เรายังอยู่ด้วยกัน และนี่คือบททดสอบครั้งใหม่ของพวกเรา
สวัสดีปีใหม่ไทยครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกคน...
ไม่รู้ว่ายังมีใครพอจะจำกระทู้นี้เมื่อ 10 ปีก่อน ได้ไหมครับ ?
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเคยมาตั้งกระทู้เล่าเรื่องราวความรักของผมเอาไว้... ใครจะเชื่อครับว่าเวลาจะผ่านไปไวเหมือนโกหก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ครบ 10 ปีเต็มพอดีที่พวกเรายังจับมือกันแน่น ก้าวข้ามผ่านคำสบประมาท ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆมากมาย จนมาถึงวันที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ เสียที
แต่ชีวิตก็เหมือนซีรีส์แนวตั้งเลยครับ ในวันที่ความรักมีความสุขและทุกอย่างกำลังลงตัว เรากลับต้องมาเจอบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือการที่ผมตรวจพบว่าตัวเองเป็น "มะเร็ง"...
จุดเริ่มต้นของบททดสอบ
เรื่องเริ่มจากผมส่องกระจกแล้วสังเกตเห็นก้อนนูนๆ บริเวณคอครับ จริงๆ เห็นมาปีกว่าแล้วแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนสุดท้ายตัดสินใจไปพบคุณหมอ ผลเลือด (TSH, Free T4) ออกมาปกติทุกอย่างครับ แต่ผล Ultrasound กลับพบก้อนเนื้อสะท้อนออกมาหลายก้อนและมีขนาดแตกต่างกัน
คุณหมอบอกผมสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวหมอจะนัดทำ FNA (เจาะชิ้นเนื้อ) นะคะ แล้วจะนัดฟังผลกันอีกครั้ง”
พอถึงวันนัดทำ FNA ยอมรับว่าตื่นเต้นและกังวลมากครับ คุณหมอฉีดยาชาและใช้เข็มจิ้มไปที่คอตรงต่อมไทรอยด์เพื่อดูดเอาชิ้นเนื้อไปตรวจดูว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย... และแล้ววันที่นัดฟังผลที่ผมไม่อยากฟังที่สุดก็มาถึง
“ผลตรวจ FNA ก้ำกึ่งระหว่างเนื้อดีกับเนื้อร้ายนะคะ เนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดโตประมาณ 2 ซม. และมีหลายก้อน ส่วนใหญ่อยู่ข้างซ้าย หมอแนะนำให้ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ข้างซ้ายออกก่อน แล้วเก็บข้างขวาไว้ใช้งาน ถ้าผลชิ้นเนื้อหลังผ่าออกมาเป็นยังไง เราค่อยมาวางแนวทางการรักษากันอีกครั้งค่ะ”
10 ปีที่พิสูจน์ว่า "เราไม่ได้เดินคนเดียว"
หลังจากนั้นคุณหมอก็นัดแอดมิท เจาะเลือด เตรียมตัวขึ้นเขียง ผมใช้เวลาผ่าตัดไป 3-4 ชั่วโมง ออกมาพักฟื้นต่อที่โรงพยาบาลอีก 3 คืน
ช่วงเวลานี้แหละครับที่ทำให้ผมเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมามันมีความหมายแค่ไหน "เขา" ดูแลผมอย่างดีมาตลอด กลางวันเขาต้องออกไปทำงาน แต่พอตกเย็นเขาก็รีบบึ่งมานอนเฝ้าผมที่โรงพยาบาล นอนเฝ้าแบบนอนจริงจังมากครับ (ฮ่าๆ) แม้เตียงคนเฝ้าจะไม่ได้สบาย แต่เขาก็อยู่ตรงนั้นข้างๆ ผมตลอด วนลูปอยู่อย่างนี้จนคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ และนัดมาตัดไหมเพื่อฟังผลชิ้นเนื้ออีกครั้ง
วินาทีที่โลกเงียบงัน
ในวันตัดไหม คุณหมออ่านผล Diagnosis ให้ฟัง:
"Diagnosis: Papillary thyroid carcinoma, left thyroid gland."
คุณหมอเสริมต่อว่า “มันเป็นมะเร็งชนิดที่รักษาแล้วโอกาสหายขาดสูงถึง 95% นะคะ ดังนั้นหมอแนะนำให้ผ่าตัดเอาข้างขวาที่เหลือออกด้วยค่ะ”
บอกตามตรงว่าพอได้ยินคำว่า "มะเร็ง" ในบรรทัดแรก หูผมอื้อไปหมดเลยครับ ในหัวมันวิ้งจนจำไม่ได้ว่าหมอพูดอะไรต่ออีกเกือบ 10 บรรทัด ได้แต่ขอให้คุณหมอช่วย Print ผลตรวจออกมาให้ แล้วก็นัดวันผ่าตัดข้างขวาที่เหลือทิ้งทันที
ออกจากห้องหมอ สิ่งแรกที่ทำคือโทรบอกแม่ครับ และคนถัดมาคือแฟน... ทันทีที่รู้ข่าว แทนที่มันจะปลอบให้ดราม่า มันกลับหัวเราะใส่ผมเฉยเลย!
“เป็นไงล่ะ... เจ็บตัวผ่าคอ 2 รอบเลยนะ” แล้วมันก็หัวเราะลั่น 55555 เออดี! แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
ก้าวต่อไปสู่การรักษา
โชคดีที่ผลผ่าตัดข้างขวาออกมาว่า "ปกติ" ครับ แต่ขั้นตอนถัดไปคือคุณหมอทำเรื่องส่งตัวผมมารักษาต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพื่อ "กลืนแร่รังสีไอโอดีน I-131" สำหรับทำลายเซลล์ไทรอยด์ที่เหลืออยู่
ตอนนี้ผมได้ย้ายมารักษาตัวกับอาจารย์แพทย์ที่โรงเรียนแพทย์ชื่อดังกลางกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้วครับ นอกจากได้รักษากับมือหนึ่งแล้ว ผมยังได้เป็น Case Study ให้กับคุณหมออินเทิร์นน่ารักๆ อีกหลายท่านด้วย (แอบยิ้มได้นิดนึง ฮ่าๆ)
บททดสอบครั้งนี้ยังไม่จบครับ แต่การมีคนข้างๆ ที่คบกันมา 10 ปีคอยอยู่เป็น "หัวใจหลัก" แบบนี้ ทำให้ผมมั่นใจว่าผมจะผ่านมันไปได้แน่นอน...
ไว้มาต่อนะครับ
10 ปีแล้ว กฎหมายสมรสเท่าเทียมก็มีผลบังคับใช้แล้ว น่าจะต้องทำให้ถูกต้องแล้วล่ะ อิอิ