
เครดิตภาพ เครดิตข้อมูล (อ่านต่อ)
https://www.thansettakij.com/economy/656534
นอกจากเศรษฐกิจไม่อดีแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อ ที่เป็นภูเข้าน้ำแข็งใต้น้ำ ที่ประเทศไทยต้องตระหนักไม่แพ้กันคือ โรงงานเถื่อน ที่ทำผิดกฏหมาย เอาเปรียบไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการผลิต ฯลฯ ทำให้โรงงานที่ทำถูกต้องอยู่ไม่ได้ เช่น โรงงานรีไซด์เคิลพลาสติกเถื่อน นำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศเข้ามารีไซด์เคิล เอาเปรียบบริษํท โรงงานในประเทศ ผลผลิตก็สู้กันไม่ได้แล้ว เรื่องต้นทุน ส่วนคุณภาพ ถ้าหน่วยงานไม่มาตรวจสอบ โรงงานเถื่อนยิ่งเอาเปรียบได้ยิ่งขึ้นไปอีก
Credit :
https://www.diw.go.th/webdiw/pr69-130/
"ประเทศไทย โรงงานปิดเพิ่ม 58% แต่โรงงานเถื่อนเปิดเพียบ" สะท้อนถึงภาวะย้อนแย้ง (Paradox) ในภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งสามารถแยกประเด็นความเกี่ยวข้องและความสอดคล้องได้ดังนี้ครับ
1. วิกฤตโครงสร้างอุตสาหกรรม (Structural Crisis)
ตัวเลขโรงงานปิดตัวที่เพิ่มขึ้นถึง
58% มักเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเก่า (Legacy Industries) ที่สู้ต้นทุนไม่ไหว หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้
ต้นทุนที่สูงขึ้น: ค่าแรง ค่าพลังงาน และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายมีภาระต้นทุนสูง
การขาดความสามารถในการแข่งขัน: สินค้าจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีน) ทะลักเข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่า ทำให้โรงงานไทยต้องทยอยปิดตัว
2. การขยายตัวของ "เศรษฐกิจสีเทา" (Grey Economy)
ในขณะที่โรงงานมาตรฐานปิดตัวลง แต่ข้อความระบุว่า
"โรงงานเถื่อนเปิดเพียบ" สิ่งนี้สะท้อนถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้
การหลบเลี่ยงต้นทุน: โรงงานเถื่อนไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการบำบัดน้ำเสีย การกำจัดกากอุตสาหกรรม หรือสวัสดิการแรงงาน ทำให้มีกำไรในระยะสั้นได้มากกว่า
กลุ่มทุนข้ามชาติสายเทา บ่อยครั้งโรงงานเหล่านี้เกี่ยวพันกับทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานผลิตหรือคลังสินค้าโดยไม่ขออนุญาต เพื่อใช้ไทยเป็นทางผ่านหรือจุดกระจายสินค้าหนีภาษี
3. ผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ (Chain Reaction)
ความสอดคล้องของสองเหตุการณ์นี้สร้างผลเสียต่อประเทศในหลายมิติ:
ด้านสิ่งแวดล้อม โรงงานเถื่อนมักลักลอบทิ้งกากพิษ ดังที่เห็นในข่าวการตรวจพบแคดเมียมหรือสารเคมีอันตรายในช่วงปีที่ผ่านมา
ด้านภาษีและเศรษฐกิจ รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีนิติบุคคลของโรงงานที่ปิดไป และไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากโรงงานเถื่อนได้เลย
ความปลอดภัยของแรงงาน แรงงานในโรงงานเถื่อนขาดการคุ้มครองตามกฎหมาย เสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการถูกกดขี่
4. ความล้มเหลวของการกำกับดูแล (Regulatory Failure)
ข้อความนี้ชี้ให้เห็นว่า
กลไกการตรวจสอบของภาครัฐอาจตามไม่ทัน หรือมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน
โรงงานที่ทำถูกกฎหมายถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจนอยู่ยาก
โรงงานที่แอบเปิดกลับรอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ หรือได้รับความคุ้มครองจากผู้มีอิทธิพล
"ความอ่อนแอของระบบนิเวศธุรกิจไทย" ที่กำลังผลักคนดีออก (โรงงานถูกกฎหมายอยู่ไม่ได้) และดึงดูดคนผิดเข้ามา (โรงงานเถื่อนฉวยโอกาส) หากไม่เร่งแก้ไขที่การบังคับใช้กฎหมายและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยอาจกลายเป็นแหล่งรองรับอุตสาหกรรมขยะหรืออุตสาหกรรมที่ทำลายทรัพยากรในระยะยาวครับ
ประเทศไทย โรงงานปิดเพิ่ม 58% แต่โรงงานเถื่อนเปิดเพียบ
เครดิตภาพ เครดิตข้อมูล (อ่านต่อ) https://www.thansettakij.com/economy/656534
นอกจากเศรษฐกิจไม่อดีแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อ ที่เป็นภูเข้าน้ำแข็งใต้น้ำ ที่ประเทศไทยต้องตระหนักไม่แพ้กันคือ โรงงานเถื่อน ที่ทำผิดกฏหมาย เอาเปรียบไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการผลิต ฯลฯ ทำให้โรงงานที่ทำถูกต้องอยู่ไม่ได้ เช่น โรงงานรีไซด์เคิลพลาสติกเถื่อน นำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศเข้ามารีไซด์เคิล เอาเปรียบบริษํท โรงงานในประเทศ ผลผลิตก็สู้กันไม่ได้แล้ว เรื่องต้นทุน ส่วนคุณภาพ ถ้าหน่วยงานไม่มาตรวจสอบ โรงงานเถื่อนยิ่งเอาเปรียบได้ยิ่งขึ้นไปอีก
Credit : https://www.diw.go.th/webdiw/pr69-130/
"ประเทศไทย โรงงานปิดเพิ่ม 58% แต่โรงงานเถื่อนเปิดเพียบ" สะท้อนถึงภาวะย้อนแย้ง (Paradox) ในภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งสามารถแยกประเด็นความเกี่ยวข้องและความสอดคล้องได้ดังนี้ครับ
1. วิกฤตโครงสร้างอุตสาหกรรม (Structural Crisis)
ตัวเลขโรงงานปิดตัวที่เพิ่มขึ้นถึง 58% มักเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเก่า (Legacy Industries) ที่สู้ต้นทุนไม่ไหว หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้
ต้นทุนที่สูงขึ้น: ค่าแรง ค่าพลังงาน และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายมีภาระต้นทุนสูง
การขาดความสามารถในการแข่งขัน: สินค้าจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีน) ทะลักเข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่า ทำให้โรงงานไทยต้องทยอยปิดตัว
2. การขยายตัวของ "เศรษฐกิจสีเทา" (Grey Economy)
ในขณะที่โรงงานมาตรฐานปิดตัวลง แต่ข้อความระบุว่า "โรงงานเถื่อนเปิดเพียบ" สิ่งนี้สะท้อนถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้
การหลบเลี่ยงต้นทุน: โรงงานเถื่อนไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการบำบัดน้ำเสีย การกำจัดกากอุตสาหกรรม หรือสวัสดิการแรงงาน ทำให้มีกำไรในระยะสั้นได้มากกว่า
กลุ่มทุนข้ามชาติสายเทา บ่อยครั้งโรงงานเหล่านี้เกี่ยวพันกับทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานผลิตหรือคลังสินค้าโดยไม่ขออนุญาต เพื่อใช้ไทยเป็นทางผ่านหรือจุดกระจายสินค้าหนีภาษี
3. ผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ (Chain Reaction)
ความสอดคล้องของสองเหตุการณ์นี้สร้างผลเสียต่อประเทศในหลายมิติ:
ด้านสิ่งแวดล้อม โรงงานเถื่อนมักลักลอบทิ้งกากพิษ ดังที่เห็นในข่าวการตรวจพบแคดเมียมหรือสารเคมีอันตรายในช่วงปีที่ผ่านมา
ด้านภาษีและเศรษฐกิจ รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีนิติบุคคลของโรงงานที่ปิดไป และไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากโรงงานเถื่อนได้เลย
ความปลอดภัยของแรงงาน แรงงานในโรงงานเถื่อนขาดการคุ้มครองตามกฎหมาย เสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการถูกกดขี่
4. ความล้มเหลวของการกำกับดูแล (Regulatory Failure)
ข้อความนี้ชี้ให้เห็นว่า กลไกการตรวจสอบของภาครัฐอาจตามไม่ทัน หรือมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน
โรงงานที่ทำถูกกฎหมายถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจนอยู่ยาก
โรงงานที่แอบเปิดกลับรอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ หรือได้รับความคุ้มครองจากผู้มีอิทธิพล
"ความอ่อนแอของระบบนิเวศธุรกิจไทย" ที่กำลังผลักคนดีออก (โรงงานถูกกฎหมายอยู่ไม่ได้) และดึงดูดคนผิดเข้ามา (โรงงานเถื่อนฉวยโอกาส) หากไม่เร่งแก้ไขที่การบังคับใช้กฎหมายและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยอาจกลายเป็นแหล่งรองรับอุตสาหกรรมขยะหรืออุตสาหกรรมที่ทำลายทรัพยากรในระยะยาวครับ