ชาวนาเดือดร้อนหนัก ราคาข้าวนาปรังตกต่ำ กิโลกรัมละ 5 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันลิตรละ 50 บาท
.
.
ชาวนาเดือดร้อนหนัก ราคาข้าวนาปรังตกต่ำ กิโลกรัมละ 5 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันลิตรละ 50 บาท ส่งผลให้ราคาปุ๋ยและสินค้าอย่างอื่นปรับตัวสูงขึ้นตาม ทำให้การทำนาปรังปีนี้ขาดทุน
.
เกษตรกรชาวนาที่พากันทำนาปรัง ในพื้นที่จังหวัดยโสธ และเริ่มทยอยเร่งเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังของตนเอง เพื่อนำไปขายนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว และชำระหนี้สินที่มีอยู่ หลังจากข้าวนาปรังกำลังแก่เต็มที่ พร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ชาวนาต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 5 บาท ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังยังราคาตกต่ำขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นช่วงกลางฤดูกาลไปถึงปลายฤดูกาลราคาข้าวจะเหลืออยู่กี่บาท ขณะที่ราคาน้ำมันกลับเพิ่มสูงขึ้นถึงลิตรละกว่า 50 บาท ราคาปุ๋ยกระสอบละ กว่า 1,000 บาท รวมทั้งปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ก็พาเหรดกันปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้การทำนาปรังปีนี้ขาดทุนย่อยยับ จนชาวนาบางคนต้องจำใจประกาศขายรถไถนา เดินตามที่เอาไว้สำหรับสูบน้ำเข้าแปลงนา เพื่อนำเงินไปใช้ชำระหนี้ค่าปุ๋ย เพราะลำพังขายข้าวไม่เพียงพออย่างแน่นอน
.
นายลุน คำมุงคุณ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80 หมู่ 6 บ้านดอนยาง ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ชาวนา บอกว่า ตนลงทุนทำนาปรังปีนี้ไปประมาณ 60,000 – 70,000 บาท แต่ราคาข้าวเปลือกนาปรัง อยู่ที่กิโลกรัมละ 5.50 บาท เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ต่ำมากไม่คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป และคาดว่าในปีนี้ขาดทุนอย่างแน่นอน ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงลิตรละกว่า 50 บาท ราคาปุ๋ยจากเดิมกระสอบละ 800 – 900 บาท ปรับขึ้นเป็นกระสอบละ 1,190 บาท ปัจจัยการผลิตอื่นก็ปรับตัวสูงขึ้นรวมทั้งค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวก็ปรับราคาสูงขึ้นจากไร่ละ 600 บาท เป็นไร่ละ 700 บาท ตนจึงจำใจต้องประกาศขายรถไถนาเดินตามที่เอาไว้สำหรับสูบน้ำเข้าแปลงนา จำนวน 2 คัน เพื่อจะได้มีเงินเพียงพอในการไปชำระหนี้ค่าปุ๋ย จึงฝากไปถึงรัฐบาลให้หันมาดูแลชาวนาบ้างโดยเฉพาะเรื่องราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ขอให้มีการปรับราคาข้าวเปลือกให้สูงกว่านี้ซึ่งกิโลกรัมละ 5 บาท ชาวนาอยู่ไม่ได้ขาดทุนอย่างแน่นอน
.
.
ชาวนาน้ำตาซึม ประกาศเลิกทำนา เพราะรับภาระราคาน้ำมัน-ปุ๋ย ไม่ไหว
.
หัวอกชาวนา ! เผชิญกับราคาน้ำมันทะลุ 50 บาท ส่วนราคาปุ๋ยพุ่งไม่หยุด หมดทุนทำข้าว น้ำตาซึม ประกาศเลิกทำนา หลังเกี่ยวครั้งสุดท้าย
วันที่ 6 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณบ้านทุ่งไอ้หุ หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี หลังได้รับการเปิดเผยจาก นางจำรูญ เก่งธัญกรรม อายุ 70 ปี ชาวนาที่ทำนากว่า 20 ไร่ ที่กำลังเผชิญวิกฤตต้นทุนการผลิตพุ่งสูงอย่างหนัก
.
โดย นางจำรูญ พาผู้สื่อข่าวลงไปดูนาข้าวที่กำลังออกรวง เหลือเวลาเพียง 7–8 วัน จะถึงช่วงเก็บเกี่ยว แต่สภาพรวงข้าวไม่สมบูรณ์ เมล็ดลีบ และมีขนาดเล็ก เนื่องจากขาดน้ำ และการบำรุงที่เพียงพอ หลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทะลุลิตรละ 50 บาท ไม่สามารถซื้อน้ำมันมาใส่เครื่องสูบน้ำได้ ต้นทุนจะยิ่งเพิ่มขึ้น อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังเจอปัญหาน้ำมันขาดแคลน ปั๊มน้ำมันไม่จำหน่ายให้ผู้ที่นำถังหรือแกลลอนไปซื้อ ทำให้ไม่สามารถสำรองน้ำมันไว้ใช้งานได้ทัน ส่งผลให้ข้าวในนาไม่ได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง
.
ขณะเดียวกัน ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมกระสอบละ 800 บาท ปัจจุบันพุ่งเกือบ 1,300 บาท ทำให้ใส่ปุ๋ยได้เพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนั้นต้องปล่อยตามสภาพ ส่งผลให้รวงข้าวไม่สมบูรณ์ จากเดิมที่เคยมีเมล็ดข้าวกว่า 200 เมล็ดต่อรวง ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 20 เมล็ดเท่านั้น และยังไม่แข็งแรง เพียงใช้มือจับก็ร่วงหล่น ปกตินาข้าว 20 ไร่ จะให้ผลผลิตประมาณ 25 เกวียน แต่ในปีนี้คาดว่าจะได้ไม่ถึง 8 เกวียน ขณะที่ราคาข้าวปัจจุบันอยู่ที่ประมาณเกวียนละ 5,800 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับต้นทุนที่ลงทุนไป
.
นอกจากนี้ ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวยัง ปรับขึ้นจากไร่ละ 500 บาท เป็น 600 บาท และยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าผู้ว่าจ้างต้องเตรียมน้ำมันสำรองให้ โดยรถเกี่ยวจะมาแบบเติมน้ำมันเต็มถัง เมื่อเกี่ยวเสร็จ ชาวนาจะต้องเติมน้ำมันคืนให้เต็มถังอีกครั้ง ยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนเข้าไปอีก
.
นางจำรูญ กล่าวด้วยความน้อยใจว่า ตนสืบทอดอาชีพทำนามาจากครอบครัว ทำมาตลอดชีวิต แม้จะเหนื่อยแต่ก็ภูมิใจ เพราะรักในอาชีพนี้ แต่จากสถานการณ์ ทำให้ต้องตัดสินใจหยุดทำนาหลังจากเก็บเกี่ยวครั้งนี้ ทั้งที่ไม่อยากเลิก เกิดมาทั้งชีวิต ไม่เคยเจอน้ำมันแพงขนาดนี้ ทำต่อก็ไม่ไหวแล้ว
.
“หลังเก็บเกี่ยวข้าวในรอบนี้ อาจต้องปล่อยพื้นที่นาให้รกร้างชั่วคราว หรือพิจารณาปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นแทน โดยหวังว่าสถานการณ์ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตจะดีขึ้นในอนาคต” นางจำรูญ กล่าว
.
.
คนอุทัยฯ โอดหนัก! รับมือไม่ไหวแล้ว น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง สวนทางรายได้
.
ชาวจังหวัดอุทัยธานี เผชิญค่าครองชีพพุ่ง น้ำมันแตะ 50 บาท สวนทางรายได้ เดือดร้อนหนักทุกสายอาชีพ ถามตรงไปยังผู้เกี่ยวข้อง จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร
.
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ปั๊มน้ำมันบางจาก สหกรณ์การเกษตรหนองฉาง จำกัด อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี โดยราคาน้ำมันวันนี้ พบว่า แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 39.31 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 43.94 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 44.31 บาทต่อลิตร และไฮดีเซล ราคา 50.90 บาทต่อลิตร
.
โดยบรรยากาศภายในปั๊มยังคงมีประชาชนและผู้ประกอบการหลากหลายอาชีพ เดินทางเข้ามาเติมน้ำมันกันอย่างต่อเนื่องตามปกติ ท่ามกลางเสียงบ่นสะท้อนถึงภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับรายรับ ทำให้หลายอาชีพต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ด้านผู้ประกอบการรถแห่รายหนึ่ง เปิดเผยว่า แม้งานจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องเผชิญกับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยการออกงานแต่ละครั้งต้องใช้น้ำมันไม่ต่ำกว่า 30 ลิตร หรือมากกว่านั้น ส่งผลให้ทีมงานต่างรู้สึกกดดัน เนื่องจากค่าแรงยังคงเท่าเดิม ขณะที่ราคาสินค้าต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแทบไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
.
ขณะที่ผู้ประกอบการลานรับซื้อข้าวและพืชผลทางการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้องแบกรับภาระต้นทุนน้ำมันอย่างหนัก เนื่องจากในกระบวนการทำงานต้องใช้เครื่องจักร เช่น รถตัก รถเกี่ยว และรถคีบ ในการจัดการพืชผล ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือกหรือข้าวโพด ซึ่งแต่ละวันใช้น้ำมันมากกว่า 200 ลิตร
.
อย่างไรก็ตาม ราคาพืชผลทางการเกษตรกลับปรับตัวลดลง ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก พร้อมตั้งคำถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ว่าจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้
JJNY : ข้าวนาปรังตกต่ำ│ประกาศเลิกทำนา เพราะรับภาระไม่ไหว│คนอุทัยฯโอดหนัก! น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง│ราคาดีเซลพุ่งทั่วโลก
.
เกษตรกรชาวนาที่พากันทำนาปรัง ในพื้นที่จังหวัดยโสธ และเริ่มทยอยเร่งเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังของตนเอง เพื่อนำไปขายนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว และชำระหนี้สินที่มีอยู่ หลังจากข้าวนาปรังกำลังแก่เต็มที่ พร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ชาวนาต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 5 บาท ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังยังราคาตกต่ำขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นช่วงกลางฤดูกาลไปถึงปลายฤดูกาลราคาข้าวจะเหลืออยู่กี่บาท ขณะที่ราคาน้ำมันกลับเพิ่มสูงขึ้นถึงลิตรละกว่า 50 บาท ราคาปุ๋ยกระสอบละ กว่า 1,000 บาท รวมทั้งปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ก็พาเหรดกันปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้การทำนาปรังปีนี้ขาดทุนย่อยยับ จนชาวนาบางคนต้องจำใจประกาศขายรถไถนา เดินตามที่เอาไว้สำหรับสูบน้ำเข้าแปลงนา เพื่อนำเงินไปใช้ชำระหนี้ค่าปุ๋ย เพราะลำพังขายข้าวไม่เพียงพออย่างแน่นอน
.
นายลุน คำมุงคุณ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80 หมู่ 6 บ้านดอนยาง ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ชาวนา บอกว่า ตนลงทุนทำนาปรังปีนี้ไปประมาณ 60,000 – 70,000 บาท แต่ราคาข้าวเปลือกนาปรัง อยู่ที่กิโลกรัมละ 5.50 บาท เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ต่ำมากไม่คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป และคาดว่าในปีนี้ขาดทุนอย่างแน่นอน ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงลิตรละกว่า 50 บาท ราคาปุ๋ยจากเดิมกระสอบละ 800 – 900 บาท ปรับขึ้นเป็นกระสอบละ 1,190 บาท ปัจจัยการผลิตอื่นก็ปรับตัวสูงขึ้นรวมทั้งค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวก็ปรับราคาสูงขึ้นจากไร่ละ 600 บาท เป็นไร่ละ 700 บาท ตนจึงจำใจต้องประกาศขายรถไถนาเดินตามที่เอาไว้สำหรับสูบน้ำเข้าแปลงนา จำนวน 2 คัน เพื่อจะได้มีเงินเพียงพอในการไปชำระหนี้ค่าปุ๋ย จึงฝากไปถึงรัฐบาลให้หันมาดูแลชาวนาบ้างโดยเฉพาะเรื่องราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ขอให้มีการปรับราคาข้าวเปลือกให้สูงกว่านี้ซึ่งกิโลกรัมละ 5 บาท ชาวนาอยู่ไม่ได้ขาดทุนอย่างแน่นอน
.
วันที่ 6 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณบ้านทุ่งไอ้หุ หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี หลังได้รับการเปิดเผยจาก นางจำรูญ เก่งธัญกรรม อายุ 70 ปี ชาวนาที่ทำนากว่า 20 ไร่ ที่กำลังเผชิญวิกฤตต้นทุนการผลิตพุ่งสูงอย่างหนัก
.
โดย นางจำรูญ พาผู้สื่อข่าวลงไปดูนาข้าวที่กำลังออกรวง เหลือเวลาเพียง 7–8 วัน จะถึงช่วงเก็บเกี่ยว แต่สภาพรวงข้าวไม่สมบูรณ์ เมล็ดลีบ และมีขนาดเล็ก เนื่องจากขาดน้ำ และการบำรุงที่เพียงพอ หลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทะลุลิตรละ 50 บาท ไม่สามารถซื้อน้ำมันมาใส่เครื่องสูบน้ำได้ ต้นทุนจะยิ่งเพิ่มขึ้น อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังเจอปัญหาน้ำมันขาดแคลน ปั๊มน้ำมันไม่จำหน่ายให้ผู้ที่นำถังหรือแกลลอนไปซื้อ ทำให้ไม่สามารถสำรองน้ำมันไว้ใช้งานได้ทัน ส่งผลให้ข้าวในนาไม่ได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง
.
ขณะเดียวกัน ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมกระสอบละ 800 บาท ปัจจุบันพุ่งเกือบ 1,300 บาท ทำให้ใส่ปุ๋ยได้เพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนั้นต้องปล่อยตามสภาพ ส่งผลให้รวงข้าวไม่สมบูรณ์ จากเดิมที่เคยมีเมล็ดข้าวกว่า 200 เมล็ดต่อรวง ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 20 เมล็ดเท่านั้น และยังไม่แข็งแรง เพียงใช้มือจับก็ร่วงหล่น ปกตินาข้าว 20 ไร่ จะให้ผลผลิตประมาณ 25 เกวียน แต่ในปีนี้คาดว่าจะได้ไม่ถึง 8 เกวียน ขณะที่ราคาข้าวปัจจุบันอยู่ที่ประมาณเกวียนละ 5,800 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับต้นทุนที่ลงทุนไป
.
นอกจากนี้ ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวยัง ปรับขึ้นจากไร่ละ 500 บาท เป็น 600 บาท และยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าผู้ว่าจ้างต้องเตรียมน้ำมันสำรองให้ โดยรถเกี่ยวจะมาแบบเติมน้ำมันเต็มถัง เมื่อเกี่ยวเสร็จ ชาวนาจะต้องเติมน้ำมันคืนให้เต็มถังอีกครั้ง ยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนเข้าไปอีก
.
นางจำรูญ กล่าวด้วยความน้อยใจว่า ตนสืบทอดอาชีพทำนามาจากครอบครัว ทำมาตลอดชีวิต แม้จะเหนื่อยแต่ก็ภูมิใจ เพราะรักในอาชีพนี้ แต่จากสถานการณ์ ทำให้ต้องตัดสินใจหยุดทำนาหลังจากเก็บเกี่ยวครั้งนี้ ทั้งที่ไม่อยากเลิก เกิดมาทั้งชีวิต ไม่เคยเจอน้ำมันแพงขนาดนี้ ทำต่อก็ไม่ไหวแล้ว
.
“หลังเก็บเกี่ยวข้าวในรอบนี้ อาจต้องปล่อยพื้นที่นาให้รกร้างชั่วคราว หรือพิจารณาปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นแทน โดยหวังว่าสถานการณ์ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตจะดีขึ้นในอนาคต” นางจำรูญ กล่าว