https://www.facebook.com/share/p/1bXxG4Lryd/
เมื่อคืนหลังวางสาย conference call กับทีมยุโรป ฉันไม่ได้ลุกไปไหนเลยนะ
นั่งนิ่งอยู่หน้าจอ ลืมเข้าห้องน้ำไปเลยด้วย
เพราะมันเป็นหนึ่งใน call ที่คุณรู้สึกได้เลยว่า
“เกมมันเริ่มเปลี่ยนจริง ๆ แล้ว”
ปกติเราคุยกันเรื่อง positioning
sector ไหน outperform
rotation ไปไหน
แต่เมื่อคืน
ทุกคนคุยเหมือนกำลังจับชีพจรโลก
แล้ว analyst ฝั่ง energy พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
เขาบอกว่า
“This is not a Middle East war anymore
This is an Asian problem now”
ฉันได้ยินแล้วรู้เลยว่า
อันนี้ต้องเอามาเล่าให้คุณฟัง
เพราะถ้าคุณอยู่ไทย
คุณอยู่ “กลางเรื่องนี้” เต็ม ๆ
ฉันจะเล่าให้คุณฟังแบบในห้องประชุมเลยนะ
มีคนเปิด slide ขึ้นมา
แล้วชี้ไปที่ Hormuz
เขาบอก
น้ำมันที่ผ่านตรงนี้
ประมาณ 80% ไปเอเชีย
ก๊าซ
ประมาณ 90% ไปเอเชีย
เขาหันมาถามในห้องว่า
“So who gets hit first?”
ไม่มีใครตอบ
แต่ทุกคนรู้คำตอบ
เอเชีย
แล้วเขาไม่หยุดแค่นั้น
เขา zoom เข้าไปอีก
ฟิลิปปินส์
นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง
มากกว่า 90%
อินเดีย
บังกลาเทศ
ปากีสถาน
LNG เกือบสองในสาม
ผ่าน Hormuz
แล้วเขาพูดประโยคหนึ่ง
“Poor countries don’t have time to adjust
They just absorb the shock”
ฉันนั่งฟังแล้ว
นึกถึงไทยทันที
ฉันเลยถามในห้องตรง ๆ
“What about Southeast Asia?”
เขาเปิดอีก slide
แล้วพูดช้า ๆ
“Some countries have about 3 weeks of oil onshore”
แล้วเขาก็ไล่ชื่อ
Philippines
Vietnam
Thailand
ฉันหยุดจดเลย
เพราะนี่ไม่ใช่ headline ที่คนไทยเห็นในข่าว
ฉันขอแปลให้คุณเข้าใจแบบง่ายมากนะ
ประเทศไทย
มีน้ำมันสำรองจริง
ประมาณ 38 วัน
ถ้านับของที่กำลังขนส่ง
ประมาณ 60 วัน
ฟังดูโอเคใช่ไหม
แต่ในห้องนั้นไม่มีใครพูดคำว่า “โอเค” เลยค่ะคุณ
เขาพูดคำว่า
“tight”
เพราะโลกนี้
ไม่ได้พังเพราะของหมด
มันพังเพราะ “ของเริ่มตึง”
แล้ว discussion ในห้องเริ่มลึกขึ้น
เขาบอกว่า
คนส่วนใหญ่กำลังมองผิดจุด
ทุกคนจ้องแต่น้ำมัน
ว่าโอเค มันขึ้นไป 100 ดอลลาร์แล้ว
แล้วไง
แต่สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ
ไม่ใช่น้ำมัน
มันคือ “สิ่งที่ติดอยู่หลังน้ำมัน”
เขาอธิบายต่อ
พอน้ำมันตึง
ขนส่งตึง
พอขนส่งตึง
ทุกอย่างตึง
อาหาร
สินค้า
logistics
แล้วเขาพูดคำหนึ่งที่ฉันชอบมาก
“This is a supply chain squeeze, not just an oil shock”
ฉันหันมาคิดในหัวเลย
ถ้าเป็นไทย
มันแปลว่าอะไร
มันแปลว่า
นอกจากเห็นน้ำมันขึ้นแรง
เพราะรัฐอุ้มไม่ไหวแล้ว
และคุณจะเริ่มเห็น
ค่าของแพงขึ้นทีละนิด
แบบที่อธิบายไม่ค่อยถูก
แล้วในห้องมีคนโยนประเด็นเรื่อง inflation ขึ้นมา
เขาบอกว่า
เอเชียกำลังจะเจอของจริง
เพราะ
ปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลก
ต้องผ่าน Hormuz
ถ้ามันติด
ผลผลิตเกษตรจะโดน
แล้วราคาข้าว
ราคาขนมปัง
จะเริ่มขยับ
ฉันนั่งฟังแล้วรู้สึกเลยว่า
นี่มันไม่ใช่เรื่อง macro แล้ว
มันคือเรื่องโต๊ะกินข้าวของคนธรรมดา
แล้วมีอีกคนเสริมขึ้นมา
เรื่องที่คนไม่ค่อยพูด
คือ
“government balance sheet”
เขาบอก
หลายประเทศในเอเชีย
ต้องอุ้มราคาน้ำมัน
เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน
แต่การอุ้ม
แปลว่า
รัฐต้องจ่าย
อินโดนีเซียเสี่ยงหลุด fiscal cap
อินเดียต้องลดภาษี
เกาหลีต้องคุมราคา
ปากีสถานไม่มีเงิน
ก็ต้องปล่อยให้ราคาขึ้น
ฉันนั่งฟังแล้วคิดเลยว่า
ไทยอยู่ตรงกลาง
รัฐตัดสินใจอุ้มได้ … แป้บนึงเท่านั้นแหละ
คุณต้องรู้ว่า ไม่ได้อุ้มได้ตลอดหรอกนะ
แล้วบทสนทนามันพีคตอนท้าย
มี analyst คนหนึ่งพูดขึ้นมา
แล้วทั้งห้องเงียบ
เขาบอกว่า
“The shock is not the dangerous part
The slow bleed is”
ฉันอยากแปลให้คุณฟังแบบตรง ๆ
สิ่งที่น่ากลัว
ไม่ใช่วันที่ข่าวออก
แต่คือ
สิ่งที่มันจะค่อย ๆ ไหลเข้ามาในชีวิตคุณ
แบบที่คุณไม่รู้ตัว
สำหรับคนไทย
ฉันอยากให้คุณคิดแบบนี้
ตอนนี้
เราไม่ได้อยู่ในวิกฤต
แต่เราอยู่ใน … ฉันจะเรียกว่าอะไรดีนะคุณ
……
……….
“ช่วงก่อนวิกฤตจะรู้สึก” เออใช่ คำนี้แหละ
ทีนี้คุณควรเริ่มสังเกต
ค่าครองชีพ
ค่าเดินทาง
ค่าอาหาร
มันจะไม่ขึ้นทีเดียว
แต่มันจะ “ขึ้นแบบเงียบ”
ถ้าคุณทำธุรกิจ
นี่คือช่วงที่ต้องระวัง margin
เพราะต้นทุนจะขยับก่อนรายได้
ถ้าคุณลงทุน
อย่ามองแค่ตลาดขึ้นลง
ให้มองว่า
พอร์ตคุณ
ทน “พลังงานแพง” ได้แค่ไหน
และที่สำคัญที่สุด
อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัว
เพราะในห้องประชุมเมื่อคืน
ไม่มีใครพูดถึงคำว่า “สงคราม” เยอะเท่าคำว่า
“flow”
“cost”
“pressure”
ฉันอยากทิ้งคุณไว้ด้วยประโยคเดียว
ที่ฉันพูดใน call แล้วทุกคนพยักหน้า
“สงครามนี้ไม่ได้กำลังเดินมาหาไทย
แต่มันกำลังไหลเข้ามาในต้นทุนของเราแล้ว”
คุณไม่ต้องกลัว
แต่คุณต้อง “รู้ทัน”
เพราะเกมนี้
คนที่เสียเปรียบที่สุด
ไม่ใช่คนที่ไม่มีเงิน
แต่คือคนที่ไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
คุณเตรียมตัวกันพร้อมรึยัง?
ออ นอ บอ
06.06.2026
สงครามครั้งนี้ เอเซีย ไทย ถ้าเป็นตามท่านนี้วิเคราะห์ จะรับมือต่อไปอย่างไร
เมื่อคืนหลังวางสาย conference call กับทีมยุโรป ฉันไม่ได้ลุกไปไหนเลยนะ
นั่งนิ่งอยู่หน้าจอ ลืมเข้าห้องน้ำไปเลยด้วย
เพราะมันเป็นหนึ่งใน call ที่คุณรู้สึกได้เลยว่า
“เกมมันเริ่มเปลี่ยนจริง ๆ แล้ว”
ปกติเราคุยกันเรื่อง positioning
sector ไหน outperform
rotation ไปไหน
แต่เมื่อคืน
ทุกคนคุยเหมือนกำลังจับชีพจรโลก
แล้ว analyst ฝั่ง energy พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
เขาบอกว่า
“This is not a Middle East war anymore
This is an Asian problem now”
ฉันได้ยินแล้วรู้เลยว่า
อันนี้ต้องเอามาเล่าให้คุณฟัง
เพราะถ้าคุณอยู่ไทย
คุณอยู่ “กลางเรื่องนี้” เต็ม ๆ
ฉันจะเล่าให้คุณฟังแบบในห้องประชุมเลยนะ
มีคนเปิด slide ขึ้นมา
แล้วชี้ไปที่ Hormuz
เขาบอก
น้ำมันที่ผ่านตรงนี้
ประมาณ 80% ไปเอเชีย
ก๊าซ
ประมาณ 90% ไปเอเชีย
เขาหันมาถามในห้องว่า
“So who gets hit first?”
ไม่มีใครตอบ
แต่ทุกคนรู้คำตอบ
เอเชีย
แล้วเขาไม่หยุดแค่นั้น
เขา zoom เข้าไปอีก
ฟิลิปปินส์
นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง
มากกว่า 90%
อินเดีย
บังกลาเทศ
ปากีสถาน
LNG เกือบสองในสาม
ผ่าน Hormuz
แล้วเขาพูดประโยคหนึ่ง
“Poor countries don’t have time to adjust
They just absorb the shock”
ฉันนั่งฟังแล้ว
นึกถึงไทยทันที
ฉันเลยถามในห้องตรง ๆ
“What about Southeast Asia?”
เขาเปิดอีก slide
แล้วพูดช้า ๆ
“Some countries have about 3 weeks of oil onshore”
แล้วเขาก็ไล่ชื่อ
Philippines
Vietnam
Thailand
ฉันหยุดจดเลย
เพราะนี่ไม่ใช่ headline ที่คนไทยเห็นในข่าว
ฉันขอแปลให้คุณเข้าใจแบบง่ายมากนะ
ประเทศไทย
มีน้ำมันสำรองจริง
ประมาณ 38 วัน
ถ้านับของที่กำลังขนส่ง
ประมาณ 60 วัน
ฟังดูโอเคใช่ไหม
แต่ในห้องนั้นไม่มีใครพูดคำว่า “โอเค” เลยค่ะคุณ
เขาพูดคำว่า
“tight”
เพราะโลกนี้
ไม่ได้พังเพราะของหมด
มันพังเพราะ “ของเริ่มตึง”
แล้ว discussion ในห้องเริ่มลึกขึ้น
เขาบอกว่า
คนส่วนใหญ่กำลังมองผิดจุด
ทุกคนจ้องแต่น้ำมัน
ว่าโอเค มันขึ้นไป 100 ดอลลาร์แล้ว
แล้วไง
แต่สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ
ไม่ใช่น้ำมัน
มันคือ “สิ่งที่ติดอยู่หลังน้ำมัน”
เขาอธิบายต่อ
พอน้ำมันตึง
ขนส่งตึง
พอขนส่งตึง
ทุกอย่างตึง
อาหาร
สินค้า
logistics
แล้วเขาพูดคำหนึ่งที่ฉันชอบมาก
“This is a supply chain squeeze, not just an oil shock”
ฉันหันมาคิดในหัวเลย
ถ้าเป็นไทย
มันแปลว่าอะไร
มันแปลว่า
นอกจากเห็นน้ำมันขึ้นแรง
เพราะรัฐอุ้มไม่ไหวแล้ว
และคุณจะเริ่มเห็น
ค่าของแพงขึ้นทีละนิด
แบบที่อธิบายไม่ค่อยถูก
แล้วในห้องมีคนโยนประเด็นเรื่อง inflation ขึ้นมา
เขาบอกว่า
เอเชียกำลังจะเจอของจริง
เพราะ
ปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลก
ต้องผ่าน Hormuz
ถ้ามันติด
ผลผลิตเกษตรจะโดน
แล้วราคาข้าว
ราคาขนมปัง
จะเริ่มขยับ
ฉันนั่งฟังแล้วรู้สึกเลยว่า
นี่มันไม่ใช่เรื่อง macro แล้ว
มันคือเรื่องโต๊ะกินข้าวของคนธรรมดา
แล้วมีอีกคนเสริมขึ้นมา
เรื่องที่คนไม่ค่อยพูด
คือ
“government balance sheet”
เขาบอก
หลายประเทศในเอเชีย
ต้องอุ้มราคาน้ำมัน
เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน
แต่การอุ้ม
แปลว่า
รัฐต้องจ่าย
อินโดนีเซียเสี่ยงหลุด fiscal cap
อินเดียต้องลดภาษี
เกาหลีต้องคุมราคา
ปากีสถานไม่มีเงิน
ก็ต้องปล่อยให้ราคาขึ้น
ฉันนั่งฟังแล้วคิดเลยว่า
ไทยอยู่ตรงกลาง
รัฐตัดสินใจอุ้มได้ … แป้บนึงเท่านั้นแหละ
คุณต้องรู้ว่า ไม่ได้อุ้มได้ตลอดหรอกนะ
แล้วบทสนทนามันพีคตอนท้าย
มี analyst คนหนึ่งพูดขึ้นมา
แล้วทั้งห้องเงียบ
เขาบอกว่า
“The shock is not the dangerous part
The slow bleed is”
ฉันอยากแปลให้คุณฟังแบบตรง ๆ
สิ่งที่น่ากลัว
ไม่ใช่วันที่ข่าวออก
แต่คือ
สิ่งที่มันจะค่อย ๆ ไหลเข้ามาในชีวิตคุณ
แบบที่คุณไม่รู้ตัว
สำหรับคนไทย
ฉันอยากให้คุณคิดแบบนี้
ตอนนี้
เราไม่ได้อยู่ในวิกฤต
แต่เราอยู่ใน … ฉันจะเรียกว่าอะไรดีนะคุณ
……
……….
“ช่วงก่อนวิกฤตจะรู้สึก” เออใช่ คำนี้แหละ
ทีนี้คุณควรเริ่มสังเกต
ค่าครองชีพ
ค่าเดินทาง
ค่าอาหาร
มันจะไม่ขึ้นทีเดียว
แต่มันจะ “ขึ้นแบบเงียบ”
ถ้าคุณทำธุรกิจ
นี่คือช่วงที่ต้องระวัง margin
เพราะต้นทุนจะขยับก่อนรายได้
ถ้าคุณลงทุน
อย่ามองแค่ตลาดขึ้นลง
ให้มองว่า
พอร์ตคุณ
ทน “พลังงานแพง” ได้แค่ไหน
และที่สำคัญที่สุด
อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัว
เพราะในห้องประชุมเมื่อคืน
ไม่มีใครพูดถึงคำว่า “สงคราม” เยอะเท่าคำว่า
“flow”
“cost”
“pressure”
ฉันอยากทิ้งคุณไว้ด้วยประโยคเดียว
ที่ฉันพูดใน call แล้วทุกคนพยักหน้า
“สงครามนี้ไม่ได้กำลังเดินมาหาไทย
แต่มันกำลังไหลเข้ามาในต้นทุนของเราแล้ว”
คุณไม่ต้องกลัว
แต่คุณต้อง “รู้ทัน”
เพราะเกมนี้
คนที่เสียเปรียบที่สุด
ไม่ใช่คนที่ไม่มีเงิน
แต่คือคนที่ไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
คุณเตรียมตัวกันพร้อมรึยัง?
ออ นอ บอ
06.06.2026