KEY POINTS
บล.เอเซีย พลัส ประเมินน้ำมันพุ่ง กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเชิงลบสูง ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีก และเครื่องดื่ม ซึ่งเผชิญกับต้นทุนขนส่ง วัสดุ และพลังงานที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มที่มีความทนทานหรือได้รับผลบวกคือ โรงพยาบาล เกษตรอาหาร และพลังงาน เนื่องจากเป็นบริการจำเป็น สามารถผลักภาระต้นทุนได้ หรือได้ประโยชน์จากสต็อกน้ำมัน
ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายของธุรกิจต่าง ๆ มากกว่าต้นทุนที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว
ท่ามกลางแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น บล.เอเซีย พลัส ได้ประเมินผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยพบว่าแต่ละกลุ่มธุรกิจมีกลไกในการรับมือและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและวัสดุ (ต้นทุนทางอ้อม)
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: แม้ต้นทุนน้ำมันดีเซลโดยตรงในงานก่อสร้างทั่วไปจะต่ำกว่า 1% แต่งานเสาเข็มมีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง 6% นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาวัสดุหลัก เช่น ปูนซีเมนต์และเหล็ก (30-40% ของต้นทุนโครงการ) ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามค่าขนส่งและพลังงาน สำหรับโครงการภาครัฐจะมี “ค่า K” ช่วยชดเชย แต่งานภาคเอกชนต้องแบกรับต้นทุนเอง ทำให้บริษัทต่าง ๆ เริ่มกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งงานต่อให้ผู้รับเหมาช่วง
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: ผลกระทบหลักอยู่ที่ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบและการกระจายสินค้า อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตส่วนใหญ่ใช้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติซึ่งไม่ได้ผันแปรตามราคาน้ำมันโดยตรง และผู้ผลิตปูนซีเมนต์มักคิดค่าขนส่งแยกตามต้นทุนจริงหากเป็นการจัดส่งถึงมือลูกค้า
กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย: ต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้น (25-30% ของต้นทุนโครงการ) ส่งผลต่อโครงการใหม่ที่จะต้องปรับราคาขายตาม ในขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมักใช้สัญญาแบบ Turnkey ซึ่งผู้รับเหมาจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอง
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กระทบต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อถดถอย
กลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง: ต้องเผชิญทั้งต้นทุนขนส่งและค่าไฟที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ CPALL ซึ่งมีสาขาจำนวนมากทำให้มีค่าสาธารณูปโภคสูงสุดในกลุ่ม (2-9%) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงตามค่าครองชีพ
กลุ่มเครื่องดื่ม: ได้รับผลกระทบจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (เม็ดพลาสติกและก๊าซธรรมชาติสำหรับขวดแก้ว) ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ล็อกราคาวัตถุดิบไว้ถึงกลางปีนี้ โดยหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจอย่าง CBG และ OSP อาจได้รับผลกระทบมากกว่ารายอื่น แต่ยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
กลุ่มที่มีความทนทานและกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก
กลุ่มโรงพยาบาล: ถือเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง (Inelastic Demand) เนื่องจากเป็นบริการที่จำเป็น แม้ต้นทุนยาจะเพิ่มขึ้นแต่มีการล็อกสัญญารายปีและสำรองสต็อกไว้ล่วงหน้า 60-90 วัน ส่วนค่าไฟคิดเป็นเพียง 2% ของรายได้ ซึ่งสามารถบริหารจัดการผ่านการลดค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่จำเป็นได้
กลุ่มเกษตรอาหาร: ผลกระทบจำกัด เนื่องจากต้นทุนพลังงานและขนส่งไม่เกิน 5% และส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในรูป FOB อีกทั้งยังสามารถผลักภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไปสู่ผู้บริโภคได้
กลุ่มโรงไฟฟ้า: ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันขายปลีกปรับขึ้น
กลุ่มพลังงาน: ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน (PTG, OR) จะได้รับ Sentiment เชิงบวกจากกำไรสต็อกน้ำมันในช่วงขาขึ้น สำหรับธุรกิจโรงกลั่น (TOP, BCP) จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากกำไรขึ้นอยู่กับค่าการกลั่นไม่ใช่ราคาขายปลีก
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับภาคธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่คือผลกระทบเชิงลบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในหลายอุตสาหกรรม การบริหารจัดการต้นทุนผ่านการทำสัญญาล่วงหน้าและการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทจดทะเบียนนำมาใช้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
OPEC+ เพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน ชดเชยอุปทานรอช่องแคบฮอร์มุซเปิด
กลุ่ม OPEC+ มีมติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมัน แม้ผลกระทบจำกัดจากสงครามที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงกดดันเศรษฐกิจ
กลุ่ม OPEC+ มีมติเมื่อวันอาทิตย์ให้ปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันดิบจำนวน 206,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับเดือนพฤษภาคม แม้การเพิ่มดังกล่าวจะมีนัยเชิงสัญลักษณ์เป็นหลัก เนื่องจากประเทศสมาชิกสำคัญยังไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้จริง จากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน
สถานการณ์ความขัดแย้งได้ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ต้องหยุดชะงักตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้การส่งออกน้ำมันจากประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดิ อารเบีย สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ คูเวตและ อิรัก ลดลงอย่างหนัก
ผลจากข้อจำกัดด้านอุปทานดังกล่าว ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ใกล้ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงภาคขนส่งปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก พร้อมกระตุ้นให้รัฐบาลหลายประเทศต้องออกมาตรการควบคุมและบริหารจัดการพลังงาน
แม้การเพิ่มโควตาการผลิตในครั้งนี้จะคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 2% ของปริมาณอุปทานที่หายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่สะท้อนถึงความพร้อมของกลุ่มในการเพิ่มกำลังผลิตทันที หากเส้นทางเดินเรือกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเพิ่มดังกล่าวยังไม่มีผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาดอย่างแท้จริงตราบใดที่การขนส่งยังคงหยุดชะงัก
ทั้งนี้ ประเทศสมาชิก 8 รายของ OPEC+ ได้เห็นชอบต่อการเพิ่มโควตาผลิตในการประชุมทางไกล ขณะที่ประเทศอื่น เช่น Russia ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านการผลิตจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานจากสงคราม
นอกจากนี้ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้การฟื้นฟูระบบการผลิตต้องใช้เวลานานหลายเดือน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติลงก็ตาม
คณะกรรมการติดตามระดับรัฐมนตรีร่วมของ OPEC+ ยังได้แสดงความกังวลต่อการโจมตีสินทรัพย์พลังงาน โดยระบุว่าความเสียหายดังกล่าวมีต้นทุนสูงและใช้เวลานานในการซ่อมแซม ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาอุปทานในตลาดโลก
ด้านภาพรวมตลาด พบรอยร้าวด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ โดยคาดว่าปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดโลกอาจสูงถึง 12–15 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 15% ของอุปทานทั้งหมด ขณะที่สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง JPMorgan ประเมินว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายในกลางเดือนพฤษภาคม
ทั้งนี้ OPEC+ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 22 ประเทศ มีกำหนดจัดการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 3 พฤษภาคม เพื่อติดตามสถานการณ์และพิจารณานโยบายการผลิตในระยะต่อไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานอย่างต่อเนื่อง
Cr.
https://www.posttoday.com/international-news/740487
ศึกน้ำมันแพง ส่องกล้อง 9 กลุ่มอุตสาหกรรมไทย ใครรอด ใครร่วง? & OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิต
Cr. https://www.posttoday.com/international-news/740487