ในกระแสแห่งสังสารวัฏที่เต็มไปด้วยความกระทบกระทั่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทาน "กุศโลบาย" หรืออุบายอันฉลาดในการดับเพลิงแห่งโทสะไว้หลายประการ เพื่อให้เวไนยสัตว์ใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาดวงจิตมิให้มอดไหม้ไปกับไฟแห่งความโกรธ ดังต่อไปนี้
๑. อุปมาด้วยของขวัญที่ไม่มีผู้รับ (จาก อักโกสกสูตร)
เมื่อมีผู้มาด่าว่าหรือกล่าวร้าย พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรานิ่งเสียดั่งผืนแผ่นดิน โดยพิจารณาว่า:
"ผู้ใดไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธ ผู้นั้นชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยากยิ่ง... หากเราไม่รับคำด่านั้นไว้ คำด่านั้นย่อมตกเป็นของเจ้าของเดิม เปรียบเสมือนบุคคลนำของขวัญไปมอบให้เขา หากเขาไม่รับ ของขวัญนั้นย่อมกลับคืนสู่เจ้าของ"
๒. กุศโลบาย ๕ ประการในการกำจัดความอาฆาต (จาก อฆาตปฏิพินยสูตร)
เมื่อความขัดเคืองเกิดขึ้นในใจต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทรงสอนให้ทำลายความโกรธนั้นด้วย ๕ วิธี:
เมตตา: เจริญเมตตาในบุคคลนั้น มองหาแง่ดีที่เขามีอยู่
กรุณา: เจริญกรุณา เห็นใจว่าเขากำลังถูกกิเลสครอบงำจนสร้างทุกข์ให้ตนเอง
อุเบกขา: เจริญอุเบกขา วางใจเป็นกลางว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
อสติอมนสิการ: การไม่ใส่ใจ ไม่ระลึกถึง ไม่เก็บเอาการกระทำนั้นมาขบคิดให้ขุ่นมัว
กัมมัสสกตา: พิจารณาว่าเขามีกรรมเป็นของตน เราเองก็มีกรรมเป็นของตน ใครทำสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลแห่งสิ่งนั้น
๓. กุศโลบายการเปลี่ยนทิศทางของความคิด (จาก วิตักกสัณฐานสูตร)
หากความโกรธยังรบกวนไม่หยุด ทรงเปรียบเทียบการจัดการความคิดเหมือนช่างไม้:
เปลี่ยนนิมิต: หากคิดเรื่องนี้แล้วโกรธ ให้เปลี่ยนไปคิดเรื่องที่เป็นกุศลแทน (เหมือนใช้ลิ่มอันใหม่ตอกไล่ลิ่มอันเก่า)
พิจารณาโทษ: มองให้เห็นว่าความโกรธทำให้ใบหน้าอัปลักษณ์ ใจเป็นทุกข์ และเสียประโยชน์
สะกดใจด้วยความเข้มแข็ง: หากยังไม่หยุด ให้ใช้ฟันกัดฟัน ใช้ลิ้นดุนเพดานปาก และใช้จิตข่มจิตไว้จนกว่าระงับ
๔. ขันติคือตบะอย่างยิ่ง (จาก คักกจูปมสูตร - อุปมาด้วยเลื่อย)
พระพุทธองค์ทรงประทานอมตธรรมไว้ว่า แม้โจรจะใช้เลื่อยที่มีที่จับทั้งสองข้างเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่:
"หากภิกษุ (หรือผู้ปฏิบัติ) มีจิตประทุษร้ายในโจรนั้น ผู้นั้นชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของเรา... เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาที่ชั่วร้าย เราจักอนุเคราะห์ผู้นั้นด้วยประโยชน์ และจักแผ่เมตตาจิตไปให้"
บทสรุปแห่งธรรม
ความโกรธเปรียบเสมือนไฟที่เผาผลาญตนเองก่อนจะไปเผาผลาญผู้อื่น การระงับโกรธจึงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการมีชัยเหนือตนเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ความโกรธนั้น ไม่เคยระงับได้ด้วยความโกรธตอบ แต่ระงับได้ด้วยความไม่โกรธ (เมตตา) นี่เป็นธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมา"
พุทธพจน์: กุศโลบายแห่งการระงับความโกรธ (สร้างกับ เอไอ)
๑. อุปมาด้วยของขวัญที่ไม่มีผู้รับ (จาก อักโกสกสูตร)
เมื่อมีผู้มาด่าว่าหรือกล่าวร้าย พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรานิ่งเสียดั่งผืนแผ่นดิน โดยพิจารณาว่า:
"ผู้ใดไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธ ผู้นั้นชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยากยิ่ง... หากเราไม่รับคำด่านั้นไว้ คำด่านั้นย่อมตกเป็นของเจ้าของเดิม เปรียบเสมือนบุคคลนำของขวัญไปมอบให้เขา หากเขาไม่รับ ของขวัญนั้นย่อมกลับคืนสู่เจ้าของ"
๒. กุศโลบาย ๕ ประการในการกำจัดความอาฆาต (จาก อฆาตปฏิพินยสูตร)
เมื่อความขัดเคืองเกิดขึ้นในใจต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทรงสอนให้ทำลายความโกรธนั้นด้วย ๕ วิธี:
เมตตา: เจริญเมตตาในบุคคลนั้น มองหาแง่ดีที่เขามีอยู่
กรุณา: เจริญกรุณา เห็นใจว่าเขากำลังถูกกิเลสครอบงำจนสร้างทุกข์ให้ตนเอง
อุเบกขา: เจริญอุเบกขา วางใจเป็นกลางว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
อสติอมนสิการ: การไม่ใส่ใจ ไม่ระลึกถึง ไม่เก็บเอาการกระทำนั้นมาขบคิดให้ขุ่นมัว
กัมมัสสกตา: พิจารณาว่าเขามีกรรมเป็นของตน เราเองก็มีกรรมเป็นของตน ใครทำสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลแห่งสิ่งนั้น
๓. กุศโลบายการเปลี่ยนทิศทางของความคิด (จาก วิตักกสัณฐานสูตร)
หากความโกรธยังรบกวนไม่หยุด ทรงเปรียบเทียบการจัดการความคิดเหมือนช่างไม้:
เปลี่ยนนิมิต: หากคิดเรื่องนี้แล้วโกรธ ให้เปลี่ยนไปคิดเรื่องที่เป็นกุศลแทน (เหมือนใช้ลิ่มอันใหม่ตอกไล่ลิ่มอันเก่า)
พิจารณาโทษ: มองให้เห็นว่าความโกรธทำให้ใบหน้าอัปลักษณ์ ใจเป็นทุกข์ และเสียประโยชน์
สะกดใจด้วยความเข้มแข็ง: หากยังไม่หยุด ให้ใช้ฟันกัดฟัน ใช้ลิ้นดุนเพดานปาก และใช้จิตข่มจิตไว้จนกว่าระงับ
๔. ขันติคือตบะอย่างยิ่ง (จาก คักกจูปมสูตร - อุปมาด้วยเลื่อย)
พระพุทธองค์ทรงประทานอมตธรรมไว้ว่า แม้โจรจะใช้เลื่อยที่มีที่จับทั้งสองข้างเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่:
"หากภิกษุ (หรือผู้ปฏิบัติ) มีจิตประทุษร้ายในโจรนั้น ผู้นั้นชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของเรา... เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาที่ชั่วร้าย เราจักอนุเคราะห์ผู้นั้นด้วยประโยชน์ และจักแผ่เมตตาจิตไปให้"
บทสรุปแห่งธรรม
ความโกรธเปรียบเสมือนไฟที่เผาผลาญตนเองก่อนจะไปเผาผลาญผู้อื่น การระงับโกรธจึงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการมีชัยเหนือตนเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ความโกรธนั้น ไม่เคยระงับได้ด้วยความโกรธตอบ แต่ระงับได้ด้วยความไม่โกรธ (เมตตา) นี่เป็นธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมา"