หมายเหตุ: เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเพียงการคาดเดาปะติดปะต่อเรื่องของผมเอง อาจจะผิดก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องเชื่อ
***************************************************************************************
มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ของตระกูลอุไรรัตน์ ก่อตั้งโดยนายประสิทธิ์ อุไรรัตน์
ต่อมา ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งเป็นลูกชาย รับมอบมรดก มาบริหารต่อ เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2
และต่อมา ก็ถึง เจนเนอเรชั่นที่ 3 คือบรรดาลูกๆ ของ ดร.อาทิตย์
ดร.อาทิตย์ ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี ในปี 2565
ดร. อรรถวิท อุไรรัตน์ ลูกชาย ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีต่อ
มีลูกคนอื่นๆ ของ ดร.อาทิตย์ ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี พร้อมกับท่านอื่นๆ อีกหลายคน รวมถึง ดร.โต้ง ด้วย
ปลายปี 2567 เกิดเรื่องรถบรรทุกหลายคันขนขยะออกจากมหาลัยจากการโครงการก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่ภายในมหาลัย
ดร.โต้ง เป็นรองอธิการในสายของ ดร.อรรถวิท อธิการบดีในขณะนั้น มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการควบคุมดูแลอาคารสถานที่ภายในมหาลัย รวมถึงการอนุญาตรถเข้ารถออก
ส่วนรองอธิการที่มีเหตุขนดิน เดาว่าน่าจะเป็นลูกอีกคนของ ดร.อาทิตย์
เมื่อรถขนขยะ จะออกจากมหาลัย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกน้องของ โต้ง เป็นคนคุมประตู มีการกักรถขนขยะไว้ ไม่ให้ออก (ขนออกไปได้แล้วประมาณ 140 คัน)
เอาจริงๆ ถ้าคิดเป็นมูลค่าของดิน คิวละไม่กี่ร้อยบาท รวมทั้งหมด น่าจะไม่เกิน 2-3 แสนบาท ระดับลูกของ ดร.อาทิตย์ คงไม่มีทางที่จะทุจริต ลักลอบเอาดินของมหาลัยของตระกูลตัวเองออกไปขาย แลกกับเศษเงินแค่นี้ไม่กี่แสนบาท
แต่เป็นช่องโหว่ให้อีกฝ่ายเล่นงานได้ จึงเกิดการตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยให้โต้งที่อยู่ในสายของตนเป็นประธานสอบสวน แล้วผลการสอบสวนรอบแรก สรุปฟันธงว่าผิดอาญา จึงมอบหมายให้ทนายไปแจ้งความดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง เมื่อประมาณต้นปี 2568
ดร.อาทิตย์ น่าจะรู้เรื่องเข้าว่า เกิดเรื่องใหญ่ในมหาลัย มีการคุยกับโต้งว่า จะต้องเอากันถึงขนาดนี้เลยเหรอ เรื่องแค่นี้เองนะโต้ง ดินก็ดินของตรู ลูกก็ลูกตรู (อันหลังนี้ ดร.อาทิตย์ ไม่ได้พูด ผมเติมเอง)
กลางปี 2568 ดร.อาทิตย์ ตัดสินใจกลับเข้ามาแก้ปัญหา มีการเปลี่ยนแปลงอธิการบดีของ ม.รังสิต จากลูกชาย มาเป็น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งพอมีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี รองอธิการบดีชุดเดิมก็ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ มีการแต่งตั้งรองอธิการและฝ่ายบริหารมหาลัยชุดใหม่ เที่ยวนี้โต้งไม่ได้กลับมาเป็นรองอธิการบดี
ทางมหาลัยโดยอธิการบดีท่านใหม่ มีการทบทวนการสอบสวนครั้งเดิม (คือ สอบซ้ำ) แล้วสรุปผลการสอบสวนว่า ไม่น่าจะมีเจตนาลักทรัพย์ทางอาญา จึงมอบหมายให้ทนายไปถอนแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน
แต่โต้งยังติดใจ จึงไปสอบถามความคืบหน้าและกดดันให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป แต่พนักงานสอบสวน ก็ลำบากใจ เพราะหนึ่ง โต้งก็ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ไม่ใช่ผู้เสียหาย โต้งไม่ได้รับความเสียหาย และเจ้าของทรัพย์ ก็ไม่ได้ติดใจจะเอาความ แล้วเมิงเป็นใคร มาจี้ให้ตรูทำคดีต่อ เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ กับเกมการเมืองในมหาลัยหรือในครอบครัวเนี่ย
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.69 ปีนี้เอง โหนกระแสเชิญโต้งไปออกเคสอื่น แต่ช่วงท้ายรายการ โต้งอาศัยจังหวะ 10 นาทีสุดท้าย พูดเรื่องภายในของมหาลัย ว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม บลาๆๆ อาจจะต้องมาขอความเป็นธรรมจากพี่หนุ่ม บลาๆๆๆ ผมเป็นคนดีเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ผมต้องการความเป็นธรรม บลาๆๆๆ ทั้งที่ในขณะนั้น โต้งก็ยังเป็นลูกจ้างของมหาลัยอยู่ ได้รับเงินเดือนจากมหาลัย เพียงแต่ไม่ได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งรองอธิการฯ
และจาก 10 นาทีสุดท้ายที่โต้งเอาเรื่องภายในมหาลัยเอกชนที่เป็นนายจ้างไปพูดออกสื่อสาธารณะ ทางมหาลัยจึงตั้งเรื่องสอบวินัย และได้เชิญท่านวิชา มหาคุณ มาเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน และลงมติว่า มหาลัยได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง จึงให้ไล่ออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
**************************************
สรุปง่ายๆ สำหรับคนที่ขี้เกียจอ่านยาว
เดาว่าน่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัวของรุ่นลูกๆ เจนที่ 3
ลูกคนนึงขุดดินในบ้านไปออกไป ไม่รู้เอาไปทำอะไร ลูกอีกคนสบช่องอาศัยโอกานที่ตอนนี้เป็นเจ้าบ้าน ให้ลูกน้องไปแจ้งความข้อหาลักทรัพย์
พ่อลงมาแก้ปัญหา ให้ไปถอนแจ้งความ
แต่ลูกน้องของลูกที่เป็นเจ้าบ้าน ยังติดใจจะดำเนินคดีต่อ ไปตามเรื่องยิกๆ กับตำรวจ บอกว่า คดีนี้เป็นอาญาแผ่นดิน ยังไงตำรวจก็ต้องทำคดีต่อ ผมเป็นคนดีคนซื่อสัตย์ ผมต้องการความยุติธรรม
แล้วคนเป็นพ่อจะเลี้ยงลูกน้องแบบนี้เอาไว้ทำยาเหรอ ?
เรื่องของ อ.โต้ง และมหาลัยรังสิต ผมขอเดาเหตุการณ์อย่างนี้นะครับ
***************************************************************************************
มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ของตระกูลอุไรรัตน์ ก่อตั้งโดยนายประสิทธิ์ อุไรรัตน์
ต่อมา ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งเป็นลูกชาย รับมอบมรดก มาบริหารต่อ เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2
และต่อมา ก็ถึง เจนเนอเรชั่นที่ 3 คือบรรดาลูกๆ ของ ดร.อาทิตย์
ดร.อาทิตย์ ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี ในปี 2565
ดร. อรรถวิท อุไรรัตน์ ลูกชาย ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีต่อ
มีลูกคนอื่นๆ ของ ดร.อาทิตย์ ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี พร้อมกับท่านอื่นๆ อีกหลายคน รวมถึง ดร.โต้ง ด้วย
ปลายปี 2567 เกิดเรื่องรถบรรทุกหลายคันขนขยะออกจากมหาลัยจากการโครงการก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่ภายในมหาลัย
ดร.โต้ง เป็นรองอธิการในสายของ ดร.อรรถวิท อธิการบดีในขณะนั้น มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการควบคุมดูแลอาคารสถานที่ภายในมหาลัย รวมถึงการอนุญาตรถเข้ารถออก
ส่วนรองอธิการที่มีเหตุขนดิน เดาว่าน่าจะเป็นลูกอีกคนของ ดร.อาทิตย์
เมื่อรถขนขยะ จะออกจากมหาลัย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกน้องของ โต้ง เป็นคนคุมประตู มีการกักรถขนขยะไว้ ไม่ให้ออก (ขนออกไปได้แล้วประมาณ 140 คัน)
เอาจริงๆ ถ้าคิดเป็นมูลค่าของดิน คิวละไม่กี่ร้อยบาท รวมทั้งหมด น่าจะไม่เกิน 2-3 แสนบาท ระดับลูกของ ดร.อาทิตย์ คงไม่มีทางที่จะทุจริต ลักลอบเอาดินของมหาลัยของตระกูลตัวเองออกไปขาย แลกกับเศษเงินแค่นี้ไม่กี่แสนบาท
แต่เป็นช่องโหว่ให้อีกฝ่ายเล่นงานได้ จึงเกิดการตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยให้โต้งที่อยู่ในสายของตนเป็นประธานสอบสวน แล้วผลการสอบสวนรอบแรก สรุปฟันธงว่าผิดอาญา จึงมอบหมายให้ทนายไปแจ้งความดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง เมื่อประมาณต้นปี 2568
ดร.อาทิตย์ น่าจะรู้เรื่องเข้าว่า เกิดเรื่องใหญ่ในมหาลัย มีการคุยกับโต้งว่า จะต้องเอากันถึงขนาดนี้เลยเหรอ เรื่องแค่นี้เองนะโต้ง ดินก็ดินของตรู ลูกก็ลูกตรู (อันหลังนี้ ดร.อาทิตย์ ไม่ได้พูด ผมเติมเอง)
กลางปี 2568 ดร.อาทิตย์ ตัดสินใจกลับเข้ามาแก้ปัญหา มีการเปลี่ยนแปลงอธิการบดีของ ม.รังสิต จากลูกชาย มาเป็น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งพอมีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี รองอธิการบดีชุดเดิมก็ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ มีการแต่งตั้งรองอธิการและฝ่ายบริหารมหาลัยชุดใหม่ เที่ยวนี้โต้งไม่ได้กลับมาเป็นรองอธิการบดี
ทางมหาลัยโดยอธิการบดีท่านใหม่ มีการทบทวนการสอบสวนครั้งเดิม (คือ สอบซ้ำ) แล้วสรุปผลการสอบสวนว่า ไม่น่าจะมีเจตนาลักทรัพย์ทางอาญา จึงมอบหมายให้ทนายไปถอนแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน
แต่โต้งยังติดใจ จึงไปสอบถามความคืบหน้าและกดดันให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป แต่พนักงานสอบสวน ก็ลำบากใจ เพราะหนึ่ง โต้งก็ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ไม่ใช่ผู้เสียหาย โต้งไม่ได้รับความเสียหาย และเจ้าของทรัพย์ ก็ไม่ได้ติดใจจะเอาความ แล้วเมิงเป็นใคร มาจี้ให้ตรูทำคดีต่อ เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ กับเกมการเมืองในมหาลัยหรือในครอบครัวเนี่ย
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.69 ปีนี้เอง โหนกระแสเชิญโต้งไปออกเคสอื่น แต่ช่วงท้ายรายการ โต้งอาศัยจังหวะ 10 นาทีสุดท้าย พูดเรื่องภายในของมหาลัย ว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม บลาๆๆ อาจจะต้องมาขอความเป็นธรรมจากพี่หนุ่ม บลาๆๆๆ ผมเป็นคนดีเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ผมต้องการความเป็นธรรม บลาๆๆๆ ทั้งที่ในขณะนั้น โต้งก็ยังเป็นลูกจ้างของมหาลัยอยู่ ได้รับเงินเดือนจากมหาลัย เพียงแต่ไม่ได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งรองอธิการฯ
และจาก 10 นาทีสุดท้ายที่โต้งเอาเรื่องภายในมหาลัยเอกชนที่เป็นนายจ้างไปพูดออกสื่อสาธารณะ ทางมหาลัยจึงตั้งเรื่องสอบวินัย และได้เชิญท่านวิชา มหาคุณ มาเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน และลงมติว่า มหาลัยได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง จึงให้ไล่ออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
**************************************
สรุปง่ายๆ สำหรับคนที่ขี้เกียจอ่านยาว
เดาว่าน่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัวของรุ่นลูกๆ เจนที่ 3
ลูกคนนึงขุดดินในบ้านไปออกไป ไม่รู้เอาไปทำอะไร ลูกอีกคนสบช่องอาศัยโอกานที่ตอนนี้เป็นเจ้าบ้าน ให้ลูกน้องไปแจ้งความข้อหาลักทรัพย์
พ่อลงมาแก้ปัญหา ให้ไปถอนแจ้งความ
แต่ลูกน้องของลูกที่เป็นเจ้าบ้าน ยังติดใจจะดำเนินคดีต่อ ไปตามเรื่องยิกๆ กับตำรวจ บอกว่า คดีนี้เป็นอาญาแผ่นดิน ยังไงตำรวจก็ต้องทำคดีต่อ ผมเป็นคนดีคนซื่อสัตย์ ผมต้องการความยุติธรรม
แล้วคนเป็นพ่อจะเลี้ยงลูกน้องแบบนี้เอาไว้ทำยาเหรอ ?