ศบก.เล็งยกระดับมาตรการรับมือวิกฤตน้ำมันระดับ 3 หลังการใช้ดีเซลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โรงกลั่นเดินเครื่องเกินกำลัง เสี่ยงกระทบสต็อกประเทศ เตรียมงัดมาตรการปันส่วน-คุมเข้มการใช้พลังงานรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
ที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้น 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 แล้วก็ตาม แต่ปริมาณการใช้กลับไม่ลดลงตามที่คาดหวัง โดยในบางวันตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตร
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศต้องแบกรับภาระหนัก โดยขณะนี้โรงกลั่นทุกแห่งต้องเดินเครื่องที่กำลังการผลิตเกิน 100% มาต่อเนื่องแล้วกว่า 1 เดือน ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่าการฝืนเดินเครื่องในระดับดังกล่าวเป็นระยะเวลานานย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาขัดข้องทางเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน
หากโรงกลั่นแห่งใดแห่งหนึ่งต้องหยุดซ่อมบำรุงกะทันหันในช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ จะยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันดีเซลให้รุนแรงขึ้นอีก จึงอาจจำเป็นต้องยกระดับมาตรการรับมือวิกฤติพลังงานจากปัจจุบันอย่ที่ 2.2 เป็นระดับ 3 ในเร็วๆนี้
การใช้ดีเซลพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้ได้มีการรายงานข้อมูลสถิติการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศไทยช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2569 ในที่ประชุมศบก.ทราบว่า ปริมาณการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเดือนมีนาคม 2569 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 83.29 ล้านลิตรต่อวัน เทียบกับเดือนมีนาคม 2568 ที่อยู่เพียง 67.56 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 23% ขณะที่ในช่วงปี 2566–2568 ปริมาณการใช้อยู่ในกรอบ 60–70 ล้านลิตรต่อวันโดยเฉลี่ย
ทั้งนี้ แม้จะมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นแล้ว ปริมาณการใช้ดีเซลก็ยังไม่มีทีท่าจะลดลง โดยในภาวะปกติประเทศไทยใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยวันละประมาณ 64 ล้านลิตร แต่ขณะนี้ยังคงอยู่ที่ระดับ 80 ล้านลิตรต่อวัน และในบางวันพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน
แผนรับมือวิกฤตน้ำมัน
ศบก.ชี้ 3 ปัจจัยหนุนการใช้น้ำมันผิดปกติ
ที่ประชุม ศบก. ได้วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันพุ่งสูงผิดปกติออกเป็น 4 ปัจจัยหลัก
ปัจจัยแรก คือ การกักตุนน้ำมัน ซึ่งเกิดขึ้นในวงกว้างภายหลังการปรับราคา โดยประชาชนและผู้ประกอบการบางส่วนเร่งสำรองน้ำมันไว้ใช้ล่วงหน้า
ปัจจัยที่สอง คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้น้ำมันในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยข้ามไปเติมน้ำมันในฝั่งมาเลเซียซึ่งเคยมีราคาถูกกว่า ได้หันกลับมาเติมน้ำมันในประเทศไทยแทน หลังจากราคาน้ำมันในมาเลเซียปรับตัวสูงกว่าราคาในไทย
ปัจจัยที่สาม คือ พฤติกรรมของจ็อบเบอร์รายใหญ่ โดยพบว่าจ็อบเบอร์รายใหญ่หลายรายมีปริมาณการสั่งซื้อน้ำมันพุ่งสูงเกินกว่า 100% ของปริมาณปกติ ซึ่งที่ประชุมมองว่าเป็นสัญญาณของการสะสมน้ำมันเกินความจำเป็น
ปัจจัยที่สี่ คือ การลักลอบขนน้ำมันไปขายในประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกกว่าไทย
กังวลโรงกลั่นเดินเครื่องเกินกำลัง เสี่ยงขัดข้อง
ความกังวลสำคัญที่ถูกหยิบยกในที่ประชุม ศบก. คือสถานการณ์ของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ซึ่งขณะนี้ต้องเดินเครื่องใช้กำลังการผลิต เกิน 100% มาต่อเนื่องแล้วกว่า 1 เดือน เพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูง ที่ประชุมแสดงความเป็นห่วงว่าการเดินเครื่องในระดับดังกล่าวเป็นระยะเวลานานอาจก่อให้เกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิค และหากโรงกลั่นใดหยุดชะงักในช่วงนี้ จะยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของน้ำมันดีเซลให้รุนแรงขึ้นอีก
สถานการณ์การใช้น้ำมันที่ผิดปกติดังกล่าวทำให้ที่ประชุม ศบก. มีความกังวลต่อระดับสต็อกน้ำมันสำรองของประเทศ จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ได้กว่า 100 วัน แต่หากอัตราการใช้ยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ต่อเนื่อง ระยะเวลาที่สต็อกจะเพียงพออาจหดสั้นลงจนต่ำกว่า 100 วัน ซึ่งจะกดดันให้ต้องนำมาตรการฉุกเฉินมาใช้เร็วกว่าที่วางแผนไว้
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้ ศบก. ตัดสินใจยกระดับมาตรการรับมือความมั่นคงทางพลังงานขึ้นสู่ระดับ 2.2 ทันที
ประเมิน 2 ฉากทัศน์ดีเซลก่อนสงกรานต์
ศบก. ยังได้วิเคราะห์เส้นทางสต็อกน้ำมันดีเซลออกเป็น 2 ฉากทัศน์ โดยใช้ค่าเฉลี่ยระหว่างวันที่ 20–27 มีนาคม 2569 เป็นฐาน ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 (สภาวะปกติ) คาดว่าการผลิตและการใช้จะกลับสู่ภาวะปกติ โดยผลิตได้ 82.21 ล้านลิตรต่อวัน จำหน่าย 66.90 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออก 4.54 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้มีส่วนเกิน +10.7 ล้านลิตรต่อวัน และประเมินว่าสต็อก ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 จะเหลือ 1,151 ล้านลิตร หรือเทียบเท่า 16 วัน
ฉากทัศน์ที่ 2 (ความต้องการสูงผิดปกติ) หากความต้องการยังคงสูงต่อเนื่อง โดยจำหน่ายอยู่ที่ 82.99 ล้านลิตรต่อวัน จะทำให้สมดุลติดลบ -5.32 ล้านลิตรต่อวัน และสต็อก ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 จะเหลือเพียง 588 ล้านลิตร หรือเทียบเท่า 6.7 วัน เท่านั้น
ศบก. สั่งยกระดับเป็นระดับ 2.2 ทันที
เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจัดหาน้ำมันดิบในปัจจุบัน แม้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งจะดำเนินการตามปกติ ทางการได้ประเมินให้สถานะความพร้อมของประเทศอยู่ที่ "ระดับ 2.2" ทันที ซึ่งถือเป็น Baseline ปัจจุบัน จากแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยแต่ละระดับมีมาตรการทั้งด้าน “จัดหา” และ “การใช้” ควบคู่กัน ดังนี้
ระดับ 1 เริ่มเมื่อมีแนวโน้มกระทบการจัดหาน้ำมันดิบหรือการจัดส่งของโรงกลั่นต่อเนื่องเกิน 7 วัน มาตรการด้านจัดหา ได้แก่ เร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติม เพิ่มกำลังการผลิต และปรับ Yield โรงกลั่น ส่วนด้านการใช้ ได้แก่ สื่อสารสถานการณ์ให้ประชาชนรับทราบ และขอความร่วมมือลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
ระดับ 2.1 เมื่อสต็อกรวมลดลงเหลือ 25 วัน และการจัดหาลดลง 50% ต่อเนื่องเกิน 1 เดือน หรือเริ่มขาดแคลนในประเทศเป็นวงกว้าง มาตรการเพิ่มเติมด้านจัดหา ได้แก่ ผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น ผ่อนปรนด้านคุณภาพน้ำมัน จำกัดการส่งออก และผ่อนเวลาวิ่งรถขนส่งน้ำมัน ด้านการใช้ขอความร่วมมือ WFH และเรียนออนไลน์
ระดับ 2.2 (Baseline ปัจจุบัน) มาตรการด้านจัดหาเพิ่มเติมคือ จัดซื้อน้ำมันดิบแบบ G2G ห้ามผู้รับสัมปทานส่งออกน้ำมันดิบเพื่อนำมาใช้ในประเทศ และยกระดับการจำกัดการส่งออก ด้านการใช้บังคับ WFH และเรียนออนไลน์ จำกัดโควต้าการเติมน้ำมันสำหรับผู้ใช้รถทั่วไป บังคับ Speed Limit 90 กม./ชม. และทบทวนราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ระดับ 3 (วิกฤตการณ์) เมื่อปริมาณน้ำมันดิบเหลือลดลงสู่ระดับสำรองตามกฎหมายและการจัดหาหยุดชะงักมากกว่า 1 เดือน จะดึงน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 1% ออกมาใช้ พร้อมมาตรการปันส่วนน้ำมัน ให้ทหารและตำรวจควบคุมจุดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และจำกัดปริมาณการใช้ของกลุ่มต่างๆ อย่างเข้มงวด
รวมทั้งจะมีมาตรการเชิงคับที่สำคัญ ดังนี้
1. ให้หรี่การใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ หรือประดับ สถานที่ทำธุรกิจ ป้ายชื่อร้าน และป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ หรี่ไฟลงในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป
2.กำหนดระยะเวลาเปิด/ปิด สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกินเวลา 22.00 น. (เปิด/ปิดเวลา 05.00- 22.00 น.) โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก และให้ ห้างสรรพสินค้าปิดระบบปรับอากาศก่อนปิดทำการอย่างน้อย 30 นาที
3.กำหนดให้มีมาตรการ Work From Home โดยหากเป็นหน่วยงาน ภาครัฐจะต้องไม่กระ
ทบกับการให้บริการประชาชน
รัฐบาล เตรียมแผนรับมือวิกฤตระยะ 3
นางสาวณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. กล่าวตอนหนึ่งในช่วงแถลงข่าวครั้งแรกว่า รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์ยกระดับสู่ระดับที่ 3 ไว้เรียบร้อยแล้ว ภายหลังกระทรวงพลังงานได้ประเมินความเสี่ยงในการจัดหาน้ำมันเป็น 3 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1 ผลกระทบไม่รุนแรงแต่การเดินเรือ อาจช้าลง
ระดับที่ 2 ช่องแคบฮอร์มุซปิดเกิน 1 เดือนแต่ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบได้และโรงกลั่นสามารถปรับตัวได้
และระดับที่ 3 ขั้นสูงสุดคือไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้ทั้งหมดและความต้องการสูงเกินกำลังการผลิตของโรงกลั่น
ปัจจุบันประเทศไทยประเมินสถานการณ์อยู่ในระดับที่ 2.2 ซึ่งปัญหาจะยังไม่คลี่คลายภายใน 1 เดือน และมีโอกาสขยับขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์การสู้รบ รัฐบาลได้นำมาตรการระดับที่ 1 และ 2 มาใช้แล้ว เช่น การจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่น การปรับกำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง ให้ทำงานเต็มขีดจำกัดที่ 109 - 110 เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มสัดส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ การจำกัดการส่งออก และการสนับสนุนให้ทำงานที่บ้าน
“แม้ปัจจุบันประเทศคู่ขัดแย้งจะได้รับความกดดันจากทั่วโลก ซึ่งอาจช่วยลดระดับสถานการณ์ลงได้ แต่รัฐบาลไทยมีความจำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือสำหรับสถานการณ์สมมติที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อความไม่ประมาท” โฆษก ศบก. กล่าว
ขณะที่ นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุถึงแผนรองรับวิกฤตพลังงานระดับ 3 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่การจัดหาน้ำมันไม่สามารถทำได้ตามความต้องการ เนื่องจากผลกระทบของการปิดช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ว่าหากซัพพลายน้ำมันหายไปจากตลาดจนเกิดการขาดแคลน รัฐบาลได้เตรียมแผนการบริหารจัดการการใช้น้ำมันอย่างเข้มงวด
โดยจะใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเพื่อจัดลำดับความสำคัญให้หน่วยงานที่จำเป็นก่อน เช่น โรงพยาบาลและรถพยาบาล ควบคู่ไปกับการจำกัดการใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมัน การควบคุมการเปิด-ปิดไฟ และการปรับเวลาให้บริการของห้างสรรพสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณพลังงานที่มีอยู่
กระทรวงสาธารณสุขเตรียมรับมือ 3 ระยะ
รายงานข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงได้จัดทำมาตรการรับมือวิกฤตการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (0–6 เดือน) เน้นการตอบโต้และปรับตัวทันที อาทิ ลดการเดินทางโดยใช้การประชุมออนไลน์แทน เดินหน้ารณรงค์ “รถคู่เดิน Safety เต็มร้อย” พร้อมจัด Work From Home 10–25% ในส่วนที่ไม่กระทบบริการประชาชน กำหนดสถานีเชื้อเพลิงหลักสำหรับรถฉุกเฉิน จัดทำ Watch List ยาและเวชภัณฑ์สำคัญ เฝ้าระวังปริมาณสำรองยาช่วยชีวิต และปรับรูปแบบบริการด้วย Telemedicine ให้ได้ 30%
ระยะกลาง (6–9 เดือน) สร้างความยืดหยุ่นและพึ่งพาตนเอง ผ่านโครงการ Solar Rooftop ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรและวัตถุดิบในประเทศ และยกระดับการใช้แอปพลิเคชัน “หมอพร้อม Super App” เพื่อขยาย Telemedicine
ระยะยาว (มากกว่า 9 เดือน) มุ่งสู่ความยั่งยืนและนวัตกรรม ได้แก่ การเปลี่ยนสู่ Low Carbon & Climate Resilient Health Care เปลี่ยนรถยนต์เป็น EV หรือ Hybrid สร้างความมั่นคงด้านยาด้วยงานวิจัย และขยายหน่วยบริการปฐมภูมิพร้อมนำ AI มาใช้
รัฐบาลงัดแผนปันส่วนน้ำมัน จำกัดปริมาณการใช้ รับมือวิกฤติระดับ 3