รู้หรือไม่ว่า อาวุธลับของ Coca-Cola อย่างสูตรเครื่องดื่มโค้กนั้น ไม่เคยถูกจดสิทธิบัตรเลย
แต่กลับเก็บสูตรลับที่ว่านี้ไว้ ในตู้เซฟที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ในพิพิธภัณฑ์ World of Coca-Cola เมืองแอตแลนตา
ถ้าจุดประสงค์ คือการป้องกันไม่ให้คู่แข่งมาเลียนแบบ
ทำไม Coca-Cola ถึงไม่เลือกวิธีที่ดูปลอดภัยกว่า อย่างการไปจดสิทธิบัตรให้จบ ๆ ไป
เบื้องหลังการตัดสินใจ ที่อาจดูไม่สมเหตุสมผลนี้
ไม่ใช่แค่เรื่องของการเก็บความลับ
แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่ปกป้องอาณาจักร Coca-Cola มานานนับร้อยปี
ทำไม Coca-Cola ไม่จดสิทธิบัตร เพื่อป้องกันการเลียนแบบ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1N3BGqPdXL/?mibextid=wwXIfr
ในโลกธุรกิจนั้น การจดสิทธิบัตร คือเครื่องมือทางกฎหมาย ที่ใช้ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้ใครมาลอกเลียนแบบ หรือขโมยไอเดียเราไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือบริษัทที่ทำธุรกิจยา
เพราะเมื่อคิดค้นยารักษาโรคชนิดใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ เจ้าของสูตรก็จะรีบนำสูตรยาใหม่นั้น ไปจดสิทธิบัตรทันที
โดยสิ่งที่จะได้จากการจดสิทธิบัตร คือการได้สิทธิในการผูกขาด ทั้งการผลิตและตั้งราคาขายยาที่คิดขึ้นมาได้นั้นแต่เพียงผู้เดียว
ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงเวลาทอง ในการกอบโกยกำไรและถอนทุนคืนจากค่าวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มักเสียไปอย่างมหาศาล
แต่ข้อเสียของการจดสิทธิบัตรนั้นก็คือ มันมีวันหมดอายุ
เพราะโดยทั่วไปแล้ว สิทธิบัตรมักมีอายุอยู่ที่ประมาณ 20 ปีเท่านั้น
จุดสำคัญก็คือในขั้นตอนการจดสิทธิบัตร บริษัทจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยรายละเอียดต่าง ๆ ของทรัพย์สินที่ขอจดสิทธิบัตร
นั่นแปลว่าข้อมูลต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต หรือความลับอะไรก็ตาม ที่บริษัทซุ่มพัฒนามา ก็จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะนั่นเอง
และเมื่อการคุ้มครองหมดอายุลง บริษัทยาอื่น ๆ ก็จะสามารถผลิตยาที่มีส่วนผสมเหมือนกันเป๊ะ ออกมาขายได้เช่นกัน
สิทธิบัตร จึงถือเป็น Moat หรือคูเมืองทางเศรษฐกิจที่มีอายุจำกัด และสามารถพังทลายได้เมื่อมันหมดอายุลง
กลับมาที่ Coca-Cola
ลองคิดดูว่า ถ้า Coca-Cola เลือกที่จะนำสูตรโค้กไปจดสิทธิบัตร ตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้น
ทันทีที่สิทธิบัตรหมดอายุลง บรรดาคู่แข่งก็จะสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีรสชาติเหมือนโค้กแบบ 100% ได้ทันที โดยที่ไม่ผิดกฎหมายใด ๆ เลย
ซึ่งสิ่งที่เราจะได้เห็นในวันนี้ ก็คือสงครามราคา ที่เกิดจากผู้ผลิตเครื่องดื่มต่าง ๆ สามารถผลิตโค้กได้อย่างเสรีนั่นเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Coca-Cola ถึงเลือกที่จะไม่จดสิทธิบัตรสูตรโค้ก แต่เลือกที่จะใช้วิธีเก็บเป็นความลับแทน
โดยยอมเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
แลกกับการที่สูตรลับที่ว่านี้ จะเป็นความลับของบริษัทไปตลอดกาล..
นอกจากนี้ การเก็บสูตรโค้กไว้เป็นความลับ ยังเป็นอีกจุดขายที่สำคัญที่สุดของ Coca-Cola ด้วย
เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา Coca-Cola ได้นำเอาความลับของสูตรโค้กนี้ มาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดและการสร้างแบรนด์อยู่บ่อยครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสตอรีว่ามีคนเพียง 2 คนบนโลกเท่านั้น ที่รู้สูตรโค้กในช่วงเวลาเดียวกัน และกฎที่ว่าทั้ง 2 คนนี้ ห้ามโดยสารเครื่องบินลำเดียวกันเด็ดขาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากเกิดอุบัติเหตุ
หรือแม้แต่การเปิดให้คนทั่วไป เข้าชมตู้นิรภัยขนาดยักษ์ ที่ใช้เก็บรักษาสูตรโค้ก
ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการสร้าง Branding ชั้นดี ที่ทำให้โลโกของ Coca-Cola ยังคงมีมนตร์ขลังมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมานับร้อยปีแล้วก็ตาม
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในบางครั้ง การใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตร เพื่อให้คุ้มครองการประกอบธุรกิจนั้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป
เพราะนอกจากสิทธิบัตรเหล่านี้จะมีวันหมดอายุแล้ว เรายังต้องเปิดเผยสูตรลับต่าง ๆ ที่ใช้ทั้งเงินและเวลามหาศาล กว่าจะคิดค้นขึ้นมาได้
ขณะที่ Coca-Cola เลือกที่จะเก็บความลับไว้เอง และยังใช้ความลับนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์
ซึ่งทำให้แบรนด์ Coca-Cola นั้น จะไม่มีวันหมดอายุเลย
และแน่นอนว่า แม้คู่แข่งจะสามารถทำเครื่องดื่มที่มีรสชาติใกล้เคียงกันได้ในวันนี้ แต่ก็ไม่สามารถเลียนแบบในเรื่องของแบรนด์ หรือสตอรีของ Coca-Cola ได้ง่าย ๆ..
—-------------------------
ทำไม Coca-Cola ไม่จดสิทธิบัตรสูตรโค้ก แต่เลือกเก็บไว้ในตู้เซฟแทน /โดย ลงทุนแมน
แต่กลับเก็บสูตรลับที่ว่านี้ไว้ ในตู้เซฟที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ในพิพิธภัณฑ์ World of Coca-Cola เมืองแอตแลนตา
ถ้าจุดประสงค์ คือการป้องกันไม่ให้คู่แข่งมาเลียนแบบ
ทำไม Coca-Cola ถึงไม่เลือกวิธีที่ดูปลอดภัยกว่า อย่างการไปจดสิทธิบัตรให้จบ ๆ ไป
เบื้องหลังการตัดสินใจ ที่อาจดูไม่สมเหตุสมผลนี้
ไม่ใช่แค่เรื่องของการเก็บความลับ
แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่ปกป้องอาณาจักร Coca-Cola มานานนับร้อยปี
ทำไม Coca-Cola ไม่จดสิทธิบัตร เพื่อป้องกันการเลียนแบบ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1N3BGqPdXL/?mibextid=wwXIfr
ในโลกธุรกิจนั้น การจดสิทธิบัตร คือเครื่องมือทางกฎหมาย ที่ใช้ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้ใครมาลอกเลียนแบบ หรือขโมยไอเดียเราไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือบริษัทที่ทำธุรกิจยา
เพราะเมื่อคิดค้นยารักษาโรคชนิดใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ เจ้าของสูตรก็จะรีบนำสูตรยาใหม่นั้น ไปจดสิทธิบัตรทันที
โดยสิ่งที่จะได้จากการจดสิทธิบัตร คือการได้สิทธิในการผูกขาด ทั้งการผลิตและตั้งราคาขายยาที่คิดขึ้นมาได้นั้นแต่เพียงผู้เดียว
ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงเวลาทอง ในการกอบโกยกำไรและถอนทุนคืนจากค่าวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มักเสียไปอย่างมหาศาล
แต่ข้อเสียของการจดสิทธิบัตรนั้นก็คือ มันมีวันหมดอายุ
เพราะโดยทั่วไปแล้ว สิทธิบัตรมักมีอายุอยู่ที่ประมาณ 20 ปีเท่านั้น
จุดสำคัญก็คือในขั้นตอนการจดสิทธิบัตร บริษัทจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยรายละเอียดต่าง ๆ ของทรัพย์สินที่ขอจดสิทธิบัตร
นั่นแปลว่าข้อมูลต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต หรือความลับอะไรก็ตาม ที่บริษัทซุ่มพัฒนามา ก็จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะนั่นเอง
และเมื่อการคุ้มครองหมดอายุลง บริษัทยาอื่น ๆ ก็จะสามารถผลิตยาที่มีส่วนผสมเหมือนกันเป๊ะ ออกมาขายได้เช่นกัน
สิทธิบัตร จึงถือเป็น Moat หรือคูเมืองทางเศรษฐกิจที่มีอายุจำกัด และสามารถพังทลายได้เมื่อมันหมดอายุลง
กลับมาที่ Coca-Cola
ลองคิดดูว่า ถ้า Coca-Cola เลือกที่จะนำสูตรโค้กไปจดสิทธิบัตร ตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้น
ทันทีที่สิทธิบัตรหมดอายุลง บรรดาคู่แข่งก็จะสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีรสชาติเหมือนโค้กแบบ 100% ได้ทันที โดยที่ไม่ผิดกฎหมายใด ๆ เลย
ซึ่งสิ่งที่เราจะได้เห็นในวันนี้ ก็คือสงครามราคา ที่เกิดจากผู้ผลิตเครื่องดื่มต่าง ๆ สามารถผลิตโค้กได้อย่างเสรีนั่นเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Coca-Cola ถึงเลือกที่จะไม่จดสิทธิบัตรสูตรโค้ก แต่เลือกที่จะใช้วิธีเก็บเป็นความลับแทน
โดยยอมเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
แลกกับการที่สูตรลับที่ว่านี้ จะเป็นความลับของบริษัทไปตลอดกาล..
นอกจากนี้ การเก็บสูตรโค้กไว้เป็นความลับ ยังเป็นอีกจุดขายที่สำคัญที่สุดของ Coca-Cola ด้วย
เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา Coca-Cola ได้นำเอาความลับของสูตรโค้กนี้ มาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดและการสร้างแบรนด์อยู่บ่อยครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสตอรีว่ามีคนเพียง 2 คนบนโลกเท่านั้น ที่รู้สูตรโค้กในช่วงเวลาเดียวกัน และกฎที่ว่าทั้ง 2 คนนี้ ห้ามโดยสารเครื่องบินลำเดียวกันเด็ดขาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากเกิดอุบัติเหตุ
หรือแม้แต่การเปิดให้คนทั่วไป เข้าชมตู้นิรภัยขนาดยักษ์ ที่ใช้เก็บรักษาสูตรโค้ก
ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการสร้าง Branding ชั้นดี ที่ทำให้โลโกของ Coca-Cola ยังคงมีมนตร์ขลังมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมานับร้อยปีแล้วก็ตาม
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในบางครั้ง การใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตร เพื่อให้คุ้มครองการประกอบธุรกิจนั้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป
เพราะนอกจากสิทธิบัตรเหล่านี้จะมีวันหมดอายุแล้ว เรายังต้องเปิดเผยสูตรลับต่าง ๆ ที่ใช้ทั้งเงินและเวลามหาศาล กว่าจะคิดค้นขึ้นมาได้
ขณะที่ Coca-Cola เลือกที่จะเก็บความลับไว้เอง และยังใช้ความลับนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์
ซึ่งทำให้แบรนด์ Coca-Cola นั้น จะไม่มีวันหมดอายุเลย
และแน่นอนว่า แม้คู่แข่งจะสามารถทำเครื่องดื่มที่มีรสชาติใกล้เคียงกันได้ในวันนี้ แต่ก็ไม่สามารถเลียนแบบในเรื่องของแบรนด์ หรือสตอรีของ Coca-Cola ได้ง่าย ๆ..
—-------------------------