นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานสู่ระดับแนวรับ 1,350 จุดในไตรมาส 2 ปี 2569 หลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันพุ่งสูง สร้างความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลก โดยสมมุติฐานดังกล่าวขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสงคราม หากยังไม่คลี่คลายอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่คาด และเริ่มกระทบเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real sector) รุนแรงมากขึ้น
ในกรณีราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่บริเวณ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินบาทอาจอ่อนค่า 8% จากไตรมาส 1 ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ การส่งออกลดลง 18% อาจส่งผลต่อกำไรของหุ้นกลุ่มที่ไม่ใช่พลังงาน คาดลดลง 5% จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพีในปี 2569 ชะลอตัวที่ 1.4% จากเดิม 1.7% กระทบกรอบล่างดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลงมาที่ระดับ 1,200-1,300 จุด
ส่วนในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมันอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป เงินบาทอาจอ่อนค่า 15% จากไตรมาส 1 แตะ 36 บาทต่อดอลลาร์ การส่งออกลดลง 22% อาจส่งผลต่อกำไรของหุ้นกลุ่มที่ไม่ใช่พลังงานคาดลดลง 7-8% การเติบโตจีดีพีจะเหลือเพียง 1% และตลาดหุ้นไทยอาจย่อลงมาได้ถึง 1,000-1,100 จุด
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางด้านภาษีการค้า จากการที่สหรัฐเริ่มมีการใช้มาตรการทางภาษีและมาตรา 301 (Section 301) เพื่อตอบโต้การเอาเปรียบทางการค้า ผ่านการตรวจสอบของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่อาจได้รับผลกระทบ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการลงทุนต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ในระยะสั้นให้ระมัดระวังแรงขายในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ แนะนำถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ จากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยของเฟด
โดยในฉากทัศน์ที่1หากมองว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐ-อิหร่านจะเป็นไปด้วยดี ความขัดแย้งสิ้นสุดภายใน 1-4 สัปดาห์ ราคาสินทรัพย์เสี่ยงที่ถูกเทขายก่อนหน้านี้จะมีแรงซื้อรีบาวนด์กลับขึ้นมา แนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรในกลุ่ม สายการบิน โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก และกลุ่มท่องเที่ยว หรือกลุ่มที่ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานลดน้อยลงอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์
สำหรับฉากทัศน์ที่ 2 กรณีความขัดแย้งยาวนาน 3-6 เดือน ราคาน้ำมันมีโอกาสคงตัวในระดับสูงที่ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อผังตัว เน้นหุ้นกลุ่มที่มีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำและเงินเฟ้อในระดับสูง อย่างกลุ่มสื่อสาร การแพทย์ และพาณิชย์ เนื่องจากสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคหรือปรับราคาขายได้เร็ว เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นซึ่งมีคู่แข่งน้อยราย
ขณะที่ฉากทัศน์ที่ 3 ภาวะสงครามยืดเยื้อยาวนาน ผลักดันราคาน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนะนำซื้อลงทุนกลุ่มพลังงานทางเลือกที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ และอุปสงค์ของภาคเอกชนที่ต้องการลดความผูกพันกับพลังงานฟอสซิล เช่น GULF, GPSC, BGRIM, และ GUNKULรวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า เช่น WHA และ AMATA
อย่างไรก็ตาม เป้าดัชนีสิ้นปี 2569 ณ ปัจจุบัน ยังคาดการณ์ที่ 1,500-1,530 จุด ซึ่งจากข้อมูลทางสถิติพบว่าตลาดหุ้นมักจะทำจุดต่ำสุดภายใน 1-2 เดือนหลังเกิดสงคราม เมื่อผ่านพ้นไตรมาส 2-3 ไปแล้ว อาจมองเห็นภาพของการฟื้นตัวในไตรมาส 4 เด่นชัด สอดคล้องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ รวมถึงการผ่อนคลายสภาพคล่องสินเชื่อเข้ามาช่วยเหลือประคองเศรษฐกิจมากขึ้น
นอกจากนี้ หุ้นไทยยังมีราคาที่ไม่แพง อาจถึงดูดฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาได้ โดยเฉพาะกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA ที่ยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากยอดขายบริษัทแม่ในไต้หวันออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนห่วงโซ่อุปทาน AI ยังมีโอกาสเติบโตสูง ด้านกลุ่มสื่อสาร ท่องเที่ยว และอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นกลุ่มหลักที่หนุนดัชนี จากฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มูลค่าเหมาะสม และมีแนวโน้มทำกำไรสูง
‘อินโนเวสท์ เอกซ์’ เปิด 3 ฉากทัศน์ หุ้นไทยเสี่ยงปรับฐานลึก 1,100 จุด