
9 หุ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯ บวก 5 สัปดาห์ติด ราคาน้ำมันพุ่ง หลังกลุ่มฮูตีร่วมวง หวั่นสงครามอิหร่านอาจขยายวงกว้าง
.
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 30 มี.ค.2569 เวลา 10.05 น.หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กอดคอบวกต่อสัปดาห์ที่ 5 นำโดย
.
หุ้น IVL บวก 7.39% เพิ่มขึ้น 1.70 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 24.70 บาท
หุ้น PTTGC บวก 6.06% เพิ่มขึ้น 2.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 35.00 บาท
หุ้น TOP บวก 4.64% เพิ่มขึ้น 2.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 50.75 บาท
หุ้น SPRC บวก 4.32% เพิ่มขึ้น 0.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 7.25 บาท
หุ้น BCP บวก 3.16% เพิ่มขึ้น 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 40.75 บาท
หุ้น IRPC บวก 3.13% เพิ่มขึ้น 0.06 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.98 บาท
หุ้น PTTEP บวก 2.19% เพิ่มขึ้น 3.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 163.00 บาท
หุ้น SCC บวก 1.48% เพิ่มขึ้น 3.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 206.00 บาท
หุ้น PTT บวก 1.45% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 35.00 บาท
.
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ยังคงผันผวนตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มยกระดับมากขึ้น
.
ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในระยะสั้น โดยมีแรงหนุนหลักจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่กลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีอิสราเอล ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงกว้าง หลังสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5
.
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงของแหล่งผลิตพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น แหล่งผลิต ท่อส่ง หรือโรงกลั่น ได้รับความเสียหาย อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทาน และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงานและสินค้าในตลาดโลก
.
"เดิมทีตลาดมองว่ากลุ่มปิโตรเคมียังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานล้นตลาด และสเปรดผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ล่าสุดได้เปลี่ยนมุมมองของตลาดไปสู่ความกังวลอุปทานตึงตัว หรือแม้แต่ภาวะขาดแคลนในระยะสั้น"
.
ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้เริ่มเห็นแรงเก็งกำไรไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม มองว่า การปรับตัวขึ้นในรอบนี้ยังคงอยู่ในลักษณะ Trading หรือการซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น มากกว่าการลงทุนระยะยาว เนื่องจากทิศทางยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามเป็นหลัก
.
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นที่มีโครงสร้างธุรกิจชัดเจน ไม่ซับซ้อน และสามารถสะท้อนผลกระทบจากราคาพลังงานได้โดยตรง เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและประเมินสถานการณ์ โดยแบ่งเป็นรายกลุ่มดังนี้
.
กลุ่มต้นน้ำ แนะนำ PTTEP ซึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยตรง ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น
.
กลุ่มปิโตรเคมี แนะนำ IVL โดยเฉพาะธุรกิจ PTA ที่มีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางอุปทาน
กลุ่มโรงกลั่น แนะนำ SPRC ซึ่งเป็นโรงกลั่นล้วน ทำให้มีความชัดเจนในการวิเคราะห์มากกว่าบริษัทที่มีธุรกิจปิโตรเคมีผสม
.
นอกจากนี้ ปัจจัยชี้นำสำคัญในระยะต่อไปยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งยกระดับหรือขยายวง อาจหนุนราคาน้ำมันและหุ้นพลังงานต่อเนื่อง แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ก็มีโอกาสที่แรงเก็งกำไรจะลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยง และใช้กลยุทธ์ลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่ยังคงผันผวนสูงในช่วงนี้
9 หุ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯ บวก 5 สัปดาห์ติด
9 หุ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯ บวก 5 สัปดาห์ติด ราคาน้ำมันพุ่ง หลังกลุ่มฮูตีร่วมวง หวั่นสงครามอิหร่านอาจขยายวงกว้าง
.
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 30 มี.ค.2569 เวลา 10.05 น.หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กอดคอบวกต่อสัปดาห์ที่ 5 นำโดย
.
หุ้น IVL บวก 7.39% เพิ่มขึ้น 1.70 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 24.70 บาท
หุ้น PTTGC บวก 6.06% เพิ่มขึ้น 2.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 35.00 บาท
หุ้น TOP บวก 4.64% เพิ่มขึ้น 2.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 50.75 บาท
หุ้น SPRC บวก 4.32% เพิ่มขึ้น 0.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 7.25 บาท
หุ้น BCP บวก 3.16% เพิ่มขึ้น 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 40.75 บาท
หุ้น IRPC บวก 3.13% เพิ่มขึ้น 0.06 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.98 บาท
หุ้น PTTEP บวก 2.19% เพิ่มขึ้น 3.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 163.00 บาท
หุ้น SCC บวก 1.48% เพิ่มขึ้น 3.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 206.00 บาท
หุ้น PTT บวก 1.45% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 35.00 บาท
.
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ยังคงผันผวนตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มยกระดับมากขึ้น
.
ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในระยะสั้น โดยมีแรงหนุนหลักจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่กลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีอิสราเอล ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงกว้าง หลังสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5
.
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงของแหล่งผลิตพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น แหล่งผลิต ท่อส่ง หรือโรงกลั่น ได้รับความเสียหาย อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทาน และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงานและสินค้าในตลาดโลก
.
"เดิมทีตลาดมองว่ากลุ่มปิโตรเคมียังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานล้นตลาด และสเปรดผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ล่าสุดได้เปลี่ยนมุมมองของตลาดไปสู่ความกังวลอุปทานตึงตัว หรือแม้แต่ภาวะขาดแคลนในระยะสั้น"
.
ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้เริ่มเห็นแรงเก็งกำไรไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม มองว่า การปรับตัวขึ้นในรอบนี้ยังคงอยู่ในลักษณะ Trading หรือการซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น มากกว่าการลงทุนระยะยาว เนื่องจากทิศทางยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามเป็นหลัก
.
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นที่มีโครงสร้างธุรกิจชัดเจน ไม่ซับซ้อน และสามารถสะท้อนผลกระทบจากราคาพลังงานได้โดยตรง เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและประเมินสถานการณ์ โดยแบ่งเป็นรายกลุ่มดังนี้
.
กลุ่มต้นน้ำ แนะนำ PTTEP ซึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยตรง ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น
.
กลุ่มปิโตรเคมี แนะนำ IVL โดยเฉพาะธุรกิจ PTA ที่มีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางอุปทาน
กลุ่มโรงกลั่น แนะนำ SPRC ซึ่งเป็นโรงกลั่นล้วน ทำให้มีความชัดเจนในการวิเคราะห์มากกว่าบริษัทที่มีธุรกิจปิโตรเคมีผสม
.
นอกจากนี้ ปัจจัยชี้นำสำคัญในระยะต่อไปยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งยกระดับหรือขยายวง อาจหนุนราคาน้ำมันและหุ้นพลังงานต่อเนื่อง แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ก็มีโอกาสที่แรงเก็งกำไรจะลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยง และใช้กลยุทธ์ลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่ยังคงผันผวนสูงในช่วงนี้