เชื่อว่าหลายคนพอได้ยินชื่อ "มะระ" ปุ๊บ สิ่งแรกที่ลอยมาเลยคือความขมจนต้องส่ายหน้าใช่ไหมคะ? แต่รู้ไหมว่าภายใต้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์นั้น มะระคือ "ซูเปอร์ฟู้ด" ตัวจริงที่ธรรมชาติประทานมาให้ โดยเฉพาะในยุคที่เราต้องดูแลสุขภาพกันอย่างเข้มงวดแบบนี้ มาดูกันค่ะว่าทำไมเราถึงควรมีมะระติดจานข้าวไว้บ้าง
1. ตัวช่วยคุมน้ำตาลในเลือดชั้นยอด
นี่คือเหตุผลอันดับต้นๆ ที่หมอและผู้เชี่ยวชาญแนะนำเลยค่ะ ในมะระมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใครที่กังวลเรื่องระดับน้ำตาล หรืออยากดูแลสุขภาพในระยะยาว มะระคือมิตรแท้ที่ดีที่สุดในบรรดาผักสวนครัวเลยค่ะ
2. ดีท็อกซ์ตับและฟอกเลือด
ความขมของมะระมาจากสาร "คันติน" และ "โมโมดิซิน"มซึ่งมีสรรพคุณช่วยบำรุงตับ กระตุ้นการหลั่งน้ำดี และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย การทานมะระจึงเปรียบเสมือนการช่วยให้ระบบภายในสะอาดขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณดูสดใสไม่หมองคล้ำด้วยนะคะ
3. เสริมภูมิคุ้มกัน สู้ไวรัส
มะระอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายได้ง่าย แถมยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เราไม่ป่วยง่าย หรือถ้าเป็นหวัดก็จะหายเร็วขึ้นค่ะ
4. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานลื่นไหล
สำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก มะระช่วยคุณได้ค่ะ เพราะมีไฟเบอร์สูงและมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้การขับถ่ายเป็นระบบและถ่ายคล่องขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
5. แคลอรีต่ำ กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกผิด
มะระ 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ประมาณ 17-20 แคลอรีเท่านั้นเองค่ะ เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะทานแล้วอิ่มท้องแต่ให้พลังงานน้อย แถมยังช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันได้อีกทางหนึ่งด้วย
เคล็ดลับกินมะระให้ "ขมน้อยลง"
ถ้าใครยังทำใจกับความขมไม่ได้ ลองใช้วิธีเหล่านี้นะคะ:
ล้างด้วยเกลือ : หั่นมะระเป็นชิ้นแล้วคลุกเกลือทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก จะช่วยดึงความขมออกมาได้เยอะเลยค่ะ
ต้มน้ำทิ้ง : ก่อนจะนำไปผัดหรือต้มจืด ให้ลวกในน้ำเดือดที่ใส่เกลือเล็กน้อยก่อน 1 รอบ
เลือกมะระที่แก่พอดี : เลือกลูกที่มีหนามใหญ่ๆ ห่างๆ และสีเขียวอ่อน จะขมน้อยกว่าลูกสีเขียวเข้มหนามถี่ค่ะ
สรุป
ถึงมะระจะ "ขมเป็นยา" แต่ถ้าเราลองเปิดใจและรู้วิธีปรุงที่ถูกต้อง รสชาติขมปลายลิ้นนั้นจะกลายเป็นความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพที่ดีเยี่ยม มาเริ่มเติมเมนูมะระลงในมื้ออาหารสัปดาห์ละครั้งดูนะคะ แล้วคุณจะหลงรักผลลัพธ์ที่ได้แน่นอนค่ะ
"มะระ" ความขมที่มาพร้อมความคุ้ม: ทำไมเราถึงควรเปิดใจให้ผักชนิดนี้?
1. ตัวช่วยคุมน้ำตาลในเลือดชั้นยอด
นี่คือเหตุผลอันดับต้นๆ ที่หมอและผู้เชี่ยวชาญแนะนำเลยค่ะ ในมะระมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใครที่กังวลเรื่องระดับน้ำตาล หรืออยากดูแลสุขภาพในระยะยาว มะระคือมิตรแท้ที่ดีที่สุดในบรรดาผักสวนครัวเลยค่ะ
2. ดีท็อกซ์ตับและฟอกเลือด
ความขมของมะระมาจากสาร "คันติน" และ "โมโมดิซิน"มซึ่งมีสรรพคุณช่วยบำรุงตับ กระตุ้นการหลั่งน้ำดี และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย การทานมะระจึงเปรียบเสมือนการช่วยให้ระบบภายในสะอาดขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณดูสดใสไม่หมองคล้ำด้วยนะคะ
3. เสริมภูมิคุ้มกัน สู้ไวรัส
มะระอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายได้ง่าย แถมยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เราไม่ป่วยง่าย หรือถ้าเป็นหวัดก็จะหายเร็วขึ้นค่ะ
4. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานลื่นไหล
สำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก มะระช่วยคุณได้ค่ะ เพราะมีไฟเบอร์สูงและมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้การขับถ่ายเป็นระบบและถ่ายคล่องขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
5. แคลอรีต่ำ กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกผิด
มะระ 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ประมาณ 17-20 แคลอรีเท่านั้นเองค่ะ เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะทานแล้วอิ่มท้องแต่ให้พลังงานน้อย แถมยังช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันได้อีกทางหนึ่งด้วย
เคล็ดลับกินมะระให้ "ขมน้อยลง"
ถ้าใครยังทำใจกับความขมไม่ได้ ลองใช้วิธีเหล่านี้นะคะ:
ล้างด้วยเกลือ : หั่นมะระเป็นชิ้นแล้วคลุกเกลือทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก จะช่วยดึงความขมออกมาได้เยอะเลยค่ะ
ต้มน้ำทิ้ง : ก่อนจะนำไปผัดหรือต้มจืด ให้ลวกในน้ำเดือดที่ใส่เกลือเล็กน้อยก่อน 1 รอบ
เลือกมะระที่แก่พอดี : เลือกลูกที่มีหนามใหญ่ๆ ห่างๆ และสีเขียวอ่อน จะขมน้อยกว่าลูกสีเขียวเข้มหนามถี่ค่ะ
สรุป
ถึงมะระจะ "ขมเป็นยา" แต่ถ้าเราลองเปิดใจและรู้วิธีปรุงที่ถูกต้อง รสชาติขมปลายลิ้นนั้นจะกลายเป็นความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพที่ดีเยี่ยม มาเริ่มเติมเมนูมะระลงในมื้ออาหารสัปดาห์ละครั้งดูนะคะ แล้วคุณจะหลงรักผลลัพธ์ที่ได้แน่นอนค่ะ