เรารู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่มีอนาคตไม่มีเป้าหมายในชีวิตมันแย่มากมั้ยที่รู้สึกแบบนั้น

เรื่องการวางแผนอนาคตการไม่มีเป้าหมายในชีวิต รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เอาอะไรเลยแล้วมาตายเอาดาบหน้า แต่ตัวเองเป็นคนที่วางแผนในอนาคตและมีแผนสำรองตลอดว่า หงุดหงิดทุกครั้งที่ถามอีกฝ่ายว่าอยากเป้นอะไรอยากทำอะไรแต่อีกฝ่ายตอบไม่รู้ เหนื่อยที่จะถาม เคยพยายามทำเนื้อหาให้อ่านสรุปก่อนสอบแต่อีกฝ่ายบอกอ่านผ่านๆจนเฟลเพราะจริงๆแล้วตนเองมั่นใจในวิชานั้นจนไม่ต้องอ่านเลยก็ได้แต่ต้องมาอดหลับอดนอนเพื่อดันในอีกคนได้ดี จนรู้สึกเหนื่อยที่ต้องมาสอนให้ทำแบบนี้หรือหาแนวทางชีวิตให้ตลอดเวลา ถึงแม้เขาจะไม่ได้ขอแต่เราก็อยากทำให้อยากให้เขามีอนาคตที่ดีจนเรากลับมานั่งเครียดเอง ถ้าไม่แนะนำก็ไม่รู้จักทำใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย แล้วยิ่งพอใกล้เส้นตายอีกฝ่ายก็เอาแต่กดดันตัวเองแล้วพูดบ่อยๆว่ากลัวตัวเองทำไม่ได้ ซึ่งเราเข้าใจ แต่มันหงุดหงิดตรงที่ว่าแล้วมีเวลาเตรียมตัวตั้งนานแล้วแต่กลับไม่เคยใส่ใจซึ่งผิดกับตนเองที่ตั้งใจเรียนจนติดมหาลัยได้หลายที่ มันก็ความรู้สึกที่ว่าต่างกันเกินไป จนบางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่าเขาฉุดรั้งอนาคตเราอยู่เพราะเราไม่อยากปล่อยมือจากเขา เราเลยรู้สึกว่ามองไม่เห็นภาพว่าคุณจะฝากชีวิตหรือก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับคนที่ไม่คิดจะสร้างแผนที่ชีวิตของตัวเองได้ยังไง เรามองว่าชีวิตมหาลัยมันสั้นแปปเดียวก็จบ ถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะเริ่มตอนไหน มันคือการตัดสินใจที่จะไปต่อในวันข้างหน้าเป็นแผนการใช้ชีวิตที่เราต้องทำแบบนั้นจนกว่าเราจะตาย แค่1ปีข้างหน้าเรายังมองไม่เห็นเลยว่าอนาคตเรากับเขามันจะเป็นในทางที่ดีหรือเปล่า ต่างฝ่ายจะได้ทำตามความคาดหวังของปีนั้นๆได้มั้ย จนมาถึงช่วงนี้มันอึดอัดมากๆกับความรู้สึกนี้ เราหงุดหงิดที่อีกฝ่ายชอบทำตัวเป็น Loser หรือดูถูกตัวเอง แต่กลับไม่ยอมพยายามในช่วงที่มีเวลา จนพอถึงเส้นตายก็มากดดันตัวเอง ซึ่งเราไม่เข้าใจในจุดนี้เลย ถ้าเขาตั้งใจทำมันตั้งแต่ตอนที่มีเวลาเรารู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องมาด้อยค่าตัวเองเลย จนเราคิดว่าเห้ยรู้สึกท้อมันก็แค่ใช้เวลาพักแล้วกลับมาสู้ใหม่เท่านั้นเอง มันไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ไปมากกว่าเดิมจนกดดันเลยนี่ ตัวเราเองก็ไม่ชอบที่ให้เขากดดันตัวเองเหมือนกัน เราก็ไม่อยากเห็นเขาเครียดจนนอนไม่หลับ ก็เป็นห่วงบ้างในบางครั้ง  ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกตั้งแต่ช่วงแรกที่คบกันจนถึงปัจจุบัน6-8เดือน จนความรู้สึกอึดอัด หงุดหงิด ที่มีมันมากกว่าความเข้าใจเลยทำตัวเหินห่างจากอีกฝ่ายจนได้คุยกันแล้วแต่ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจการวางแผนชีวิตจนตอนนี้เรายังทำตัวห่างเหินเหมือนเดิม เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่การรักกันไปเรื่อยๆแล้วมันจะอยู่รอด แต่ถ้าไม่มีการวางแผนอนาคตมันก็ไปต่อกันได้ยาก เราแค่เหนื่อยกับการต้องบอกต้องสอนต้องคอยเป็นผู้นำตลอดเวลา เลยเริ่มรู้สึกว่าตัวเรากับเขาอยู่ "คนละสังคม" หรือมีวิธีคิดที่ต่างกันเกินไป จนบางครั้งแอบคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่คือการบังคับเขามากไปไหม หรือจริงๆ แล้วเป็นเราที่แค่ เห็นแก่ตัวมากเกินไปหรือเปล่าที่อยากให้เขาปรับหรือดันตัวเองขึ้นมาให้ทันเรา แต่จริงๆเขาก็เป็นคนที่ดีแหละ ดูแลเอาใจใส่ดีเลย เขาก็พยายามอยู่นะเป็นการพยายามแบบตายเอาดาบหน้าอะ แบบมาพยายามเอาตอนสุดท้าย เราเข้าใจว่าบางคนอาจจะไม่มีความฝันที่อยากจะทำอะไรเป็นพิเศษหรืออาชีพที่อยากทำที่เป็นความฝัน แต่เราแค่รู้สึกว่าถ้ารู้อย่างนั้นแล้วควรจะวางแผนสำรองไว้รึเปล่า เพราะเราก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตไปวันๆแล้วจะรอดได้ แต่เราก็ยังต้องทำงานหาเงิน ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงการเลี้ยงดูคนอื่นเลยก็ได้แต่เลี้ยงดูตัวเองให้ได้ดีก็พอแล้ว แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเรามาก อาจจะเป็นเพราะว่ามันอยู่ช่วงรอยต่อระหว่างม.ปลายและมหาลัย ซึ่งจุดประสงค์มันก็ต่างกันอยู่แล้ว อีกอันเรียนรู้เพื่อหาแนวทางชีวิตส่วนอีกอันเรียนรู้เพื่อที่จะต่อยอดชีวิต และเรายังอยากอยู่ในกรอบที่เราขีดไว้ อยากมีอนาคตที่ดีไปกับอีกฝ่ายอยากเดินไปด้วยกัน เรามีครอบครัวที่ต้องดูแลอีกในอนาคตเลยไม่อยากที่จะลำบาก ทุกคนว่าเรารู้สึกแบบนี้เราแย่เราเห็นแก่ตัวมากเกินไปมั้ย แล้วตอนนี้เราควรจัดการกับความรู้สึกนี่ยังไงดี หรือทุกคนคิดว่าการที่เรามองโลกในความเป็นจริงมากเกินไปมันเป็นสิ่งที่ดีมั้ย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่