"...เรื่องธรรมชั้นสูงขององค์หลวงปู่มั่น ที่องค์ท่านยืนยันว่า "ไม่ว่าธรรมะส่วนใด ถ้าสำคัญตนว่าเสวย ก็เป็นอันผิดทั้งนั้น"
ถ้าผู้ชอบแย้งก็จะมีข้อแย้งว่า เพราะมีในปฐมสมโพธิและในพุทธประวัติว่าพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว ก็ทรงเสวยวิมุตติสุขแห่งละ ๗ วัน รวมเป็น ๔๙ วัน เพราะนางสุชาดาถวายอาหาร คือข้าวมธุปายาสทั้งถาดนั้น แบ่งออกได้เป็น ๔๙ คำ คงไปได้วันละคำ ก็กล่าวคำว่า เสวยวิมุตติสุข โต้งๆ
แต่ผู้เขียนเพื่อแบ่งเบาหลวงปู่มั่นว่า ชะรอยเกจิอาจารย์ผูกสมมุติขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังรู้จักความหมายว่าพระองค์เสวยวิมุตติสุข คำว่า “เสวยวิมุตติสุข” นั้น ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์โดยแท้ หรือหากว่าเกจิอาจารย์ผูกสมมุติเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจก็อาจเป็นไปได้ ผู้เขียนเข้าใจว่า พระองค์สำคัญตัวว่าอยู่ในที่ไหนยังไงก็ไม่ทราบได้ เพราะรสจิตใจและธรรมะของพระองค์ไม่เป็นฐานะของสาวกจะรู้ได้ทุกแง่ทุกมุม
เช่น พระอนุรุทธตามพระองค์ได้ในเวลาเข้านิโรธสมาบัติ ก็คงตามได้เป็นบางครั้งบางคราว จะให้เท่าเทียมถึงพระองค์ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วสาวกก็ต้องตีเสมอเหมือนพระองค์ได้ทั้งนั้น เช่น ทรงสรรเสริญพระมหาสารีบุตรทรงมีพระปัญญามากก็ตาม แต่คงไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์เลย แม้พระสิวลีมีลาภมาก ก็คงไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์อีกด้วย
อีกประการหนึ่งที่น่าควรคิดเช่น นางธรรมทินนาภิกษุณี เข้านิโรธสมาบัติแล้ว วิสาขคฤหบดีไปทรงเรียนถามนางธรรมทินนาว่า.."ในขณะที่เข้านิโรธสมบัติอยู่นั้น ได้สำคัญตัวว่าอยู่ที่ไหนหรือไม่”
นางก็ตอบว่า “มิได้สำคัญตัวว่าอยู่ในนิโรธสมาบัติ และไม่สำคัญว่า ตัวอยู่นอกนิโรธสมาบัติ หรืออาการใดๆ ทั้งสิ้น” เหล่านี้เป็นต้น
เมื่อเป็นดังนี้ ก็ตรงกับคำของหลวงปู่มั่นที่ว่า ไม่ว่าธรรมส่วนใด ถ้าสำคัญตนว่าเสวย เป็นสำคัญผิดทั้งนั้น นี้เป็นธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนา ถ้าจะอาจเอื้อมแซงคำเทศน์ของหลวงปู่มั่นในขณะนี้ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบดังกล่าวมาแล้วนั้น..."
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
ธรรมะหลวงปู่มั่นปฏิบัติง่ายเช่นถ้าสำคัญตัวเองว่าสวยคือผิดธรรมะ
ถ้าผู้ชอบแย้งก็จะมีข้อแย้งว่า เพราะมีในปฐมสมโพธิและในพุทธประวัติว่าพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว ก็ทรงเสวยวิมุตติสุขแห่งละ ๗ วัน รวมเป็น ๔๙ วัน เพราะนางสุชาดาถวายอาหาร คือข้าวมธุปายาสทั้งถาดนั้น แบ่งออกได้เป็น ๔๙ คำ คงไปได้วันละคำ ก็กล่าวคำว่า เสวยวิมุตติสุข โต้งๆ
แต่ผู้เขียนเพื่อแบ่งเบาหลวงปู่มั่นว่า ชะรอยเกจิอาจารย์ผูกสมมุติขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังรู้จักความหมายว่าพระองค์เสวยวิมุตติสุข คำว่า “เสวยวิมุตติสุข” นั้น ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์โดยแท้ หรือหากว่าเกจิอาจารย์ผูกสมมุติเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจก็อาจเป็นไปได้ ผู้เขียนเข้าใจว่า พระองค์สำคัญตัวว่าอยู่ในที่ไหนยังไงก็ไม่ทราบได้ เพราะรสจิตใจและธรรมะของพระองค์ไม่เป็นฐานะของสาวกจะรู้ได้ทุกแง่ทุกมุม
เช่น พระอนุรุทธตามพระองค์ได้ในเวลาเข้านิโรธสมาบัติ ก็คงตามได้เป็นบางครั้งบางคราว จะให้เท่าเทียมถึงพระองค์ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วสาวกก็ต้องตีเสมอเหมือนพระองค์ได้ทั้งนั้น เช่น ทรงสรรเสริญพระมหาสารีบุตรทรงมีพระปัญญามากก็ตาม แต่คงไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์เลย แม้พระสิวลีมีลาภมาก ก็คงไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์อีกด้วย
อีกประการหนึ่งที่น่าควรคิดเช่น นางธรรมทินนาภิกษุณี เข้านิโรธสมาบัติแล้ว วิสาขคฤหบดีไปทรงเรียนถามนางธรรมทินนาว่า.."ในขณะที่เข้านิโรธสมบัติอยู่นั้น ได้สำคัญตัวว่าอยู่ที่ไหนหรือไม่”
นางก็ตอบว่า “มิได้สำคัญตัวว่าอยู่ในนิโรธสมาบัติ และไม่สำคัญว่า ตัวอยู่นอกนิโรธสมาบัติ หรืออาการใดๆ ทั้งสิ้น” เหล่านี้เป็นต้น
เมื่อเป็นดังนี้ ก็ตรงกับคำของหลวงปู่มั่นที่ว่า ไม่ว่าธรรมส่วนใด ถ้าสำคัญตนว่าเสวย เป็นสำคัญผิดทั้งนั้น นี้เป็นธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนา ถ้าจะอาจเอื้อมแซงคำเทศน์ของหลวงปู่มั่นในขณะนี้ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบดังกล่าวมาแล้วนั้น..."
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต