ตอนนี้เราอายุ 26 คบกับแฟนมา 2 ปีกว่า แฟนอายุ 37 มีลูกติด 1 คน อายุ 9 ขวบค่ะ
ช่วงแรกที่คบกัน น้องยังไม่ได้มาอยู่ด้วย อยู่กับฝั่งแม่น้องและยาย แต่ทางเรารับผิดชอบค่าใช้จ่ายของน้องทั้งหมด 100% มาโดยตลอดค่ะ โดยตกลงกันไว้ว่าน้องจะย้ายกลับมาอยู่กับพ่อ (แฟนเรา) ตอนจบ ป.6 และเราจะไปรับน้องมาอยู่ด้วยทุกสุดสัปดาห์และวันหยุด ปิดเทอม เพื่อชดเชยเวลา
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับน้องดีมาก เค้าเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมากๆค่ะ เป็นเด็กเรียบร้อย น่ารัก ติดเรามากๆ และเราก็รักเขาเหมือนกัน จริงๆมีอะไรน้องแทบจะบอกเราเป็นคนแรกเลยค่ะ
แต่ปัญหาคือฝั่งแม่และยายของน้องค่ะ มีเรื่องดราม่าและปัญหาสะสมมาตลอด ทั้งเรื่องเงิน เรื่องการเลี้ยงดู หรือแม้แต่เวลาที่เราทำอะไรดีๆ ให้น้อง ก็มักจะโดนตำหนิกลับมาเสมอ จนบางทีลงที่เราไม่ได้ ก็จะไปลงที่น้องแทน แทบทุกเรื่องถ้าทางเราทำอะไรที่มีช่องให้ติ ทางนั้นจะดราม่าทันที
ในขณะที่เรื่องความเป็นอยู่ของน้องจริงๆ กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร เช่น เป็นเหา โดนแตนต่อยหน้า ล้มจนเอ็นข้อเท้าพลิกเจ็บ บวม เจ็บป่วยแต่ไม่รีบบอก จนต้องหนักถึงขั้นน้องไม่ไหวแล้วต้องไป รพ ก็ไม่ยอมพาไปกลัวจะเสียเงิน ทั้งๆที่ทางเราออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างค่ะ จนต้องให้แฟนยืนคำขาดว่าจะพาลูกไป รพ เขาถึงยอม ที่ผ่านมาน้องเจ็บป่วย หรือเป็นอะไร เราเป็นคนดูแลทุกอย่างค่ะ
เราคุยกับแฟนเรื่องนี้หลายครั้งแล้วค่ะ ว่าอยากให้เขาจัดการปัญหาและปกป้องลูกให้มากกว่านี้ รวมถึงควรพาลูกกลับมาอยู่ด้วยตั้งนานแล้ว
แต่แฟนเราเป็นคนไม่ค่อยสู้ เวลามีปัญหาจากฝั่งนั้น เขาเลือกเงียบตลอด
สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า เราต้องรับแรงจากฝั่งนั้นอยู่คนเดียว ทั้งที่เราก็ดูแลทุกอย่าง ทั้งๆ ที่บางเรื่องมันชัดมาก เช่น ทางนั้นเอาเงินส่วนสำหรับให้ไปรรลูกไปใช้แต่เขาก็ยังไม่กล้าจัดการ บอกว่าถ้าพูดไปกลัวอีกฝ่ายจะความฉุนเฉียวไปลงที่ลูก น้องจะโดนกดดัน
แต่ในมุมเรา มันเลยยิ่งรู้สึกว่า แล้วใครกันแน่ที่กำลังปกป้องลูกอยู่?
หลายเรื่องที่ผ่านมา ถ้าเราไม่พูด ไม่ผลักดัน เขาก็จะไม่ลุกขึ้นมาแก้เองเลยค่ะ
มันเลยทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมาก เหมือนต้องแบกทุกอย่างอยู่คนเดียว
จนสุดท้ายมีเหตุการณ์ที่ทำให้น้องต้องย้ายมาอยู่กับเราก่อนกำหนด
และก่อนหน้านี้เราคุยกับแฟนไว้ชัดเจนว่า “หน้าที่หลักในการเลี้ยงดูควรเป็นของพ่อ” เพราะเราไม่ใช่แม่ของเค้า ถึงจะรักและดูแลแค่ไหนก็ยังมีเส้นบางๆ อยู่ และเราก็กลัวในระยะยาวว่าจะมีปัญหาเรื่องสิทธิหรือบทบาทค่ะ
และนี่คือจุดที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เราเป็นคนที่คอยดูแล ทำหน้าที่แทนแม่เค้า แต่ตอนนี้เรากลายเป็นคนที่น้องพึ่งพามากที่สุด ต้องดูแลเค้าเต็มตัว ด้วยความที่เราสนิทกับน้องมากและเราก็รู้ว่าน้องก็รักเรา แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีอึดอัดและกดดันมากเหมือนกันค่ะ
เพราะความจริงคือเราไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิดของเขา
และลึกๆ เราเองก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า “เราพร้อมจะเป็นแม่หรือเปล่า”
สิ่งที่เราสอน สิ่งที่เราดูแลไป มันถูกต้องไหม เขาจะโตไปเป็นแบบไหน เราให้ความรักและความอบอุ่นเขาในทางที่ถูกต้องมั้ย
คำถามพวกนี้ เราถามตัวเองซ้ำๆ หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีคำตอบเลยค่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น เรารู้สึกว่าแฟนเริ่มโยนบทบาทการดูแลลูกมาให้เรามากขึ้นตั้งแต่ก่อนน้องจะย้ายมาแล้ว เวลาน้องต้องการอะไร หรือขออะไร เขาจะให้มาถามเราตลอด อันนี้เราพอเข้าใจความหวังดีของแฟนค่ะ ที่อยากให้เรากับน้องสนิทกัน แต่ลึกๆเราก็รู้สึกว่าแฟนผลักทุกอย่างมาให้เรา และพอน้องย้ายมาอยู่จริงๆ มันหนักขึ้นกว่าเดิมชัดเจน
ปกติเราเป็นคนหวงพื้นที่ตัวเองมาก ถ้าไม่ใช่คนสนิทจริงๆ จะไม่ค่อยให้เข้ามาในชีวิตส่วนนี้เลยแต่พอน้องมาอยู่ด้วย ก็จะมีเรื่องเพื่อนของน้อง อยากมาบ้าน อยากมานอนเล่นช่วงวันหยุด เราก็สงสารเค้า จะไม่ให้มาเค้าก็คงอยากเล่นกับเพื่อน ก็เลยกลายเป็นว่า คนที่ต้องดูแลทุกอย่างตรงนี้ ก็คือเรา ทำให้เราแทบไม่มีพื้นที่ของตัวเองเหลืออยู่เลย ทั้งเรากับแฟนก็ทำงานหนักกันทั้งคู่ บางสัปดาห์แฟนไม่ได้หยุด ส่วนเราหยุดเสาร์อาทิตย์ พอถึงวันหยุดจริงๆ ถ้าน้องอยากไปเล่น หรือมีกิจกรรมอะไร เราก็ต้องไปกับเค้าแค่สองคนเพราะแฟนไม่ว่าง
วันหยุดของเราก็เหมือนไม่ได้เป็นวันพักอีกต่อไป มันเลยทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากๆ ทั้งร่างกายและความรู้สึกค่ะ
แฟนเราเป็นคนดีนะคะ ทำงานหนัก ดูแลค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เป็นคนใจเย็นมากๆ ดูแลเราและลูกอย่างดี รักเรากับลูกมากๆ ทำงานทุกวันนี้ก็เพื่อครอบครัวค่ะ
แต่ในเรื่องการเลี้ยงดูเรากลับรู้สึกว่าเรากำลังแบกอยู่ฝ่ายเดียว เราต้องวางแผนทุกอย่างให้เค้าทั้งหมด ทั้งตามเรื่องย้ายโรงเรียน การบอก การสอน การใช้ชีวิตประจำวัน การอบรม การฝึกให้เค้าดูแลตัวเอง
ช่วงหลังเรารู้สึกเหนื่อยมาก จนบางวันไม่อยากคุยกับแฟน และเผลอไม่อยากคุยกับน้อง ทั้งที่รู้ว่าน้องไม่ผิดเลย เรารู้สึกผิดกับตัวเองมาก
แต่ก็ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกนี้ยังไงจริงๆ
ตอนนี้ในหัวมีคำถามเยอะแยะและสับสนค่ะเลยค่ะ
เราควร “พยายามต่อ” หรือ “พอแค่นี้” ดี
ใครเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หรือมีมุมมองอะไร แนะนำเราหน่อยนะคะ
ตอนนี้เราสับสนและเหนื่อยมากจริงๆ
ปล.เราสองคนยังไม่ได้แต่งงานกันค่ะ มีแพลนคุยๆว่าจะแต่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่เราเริ่มไม่แน่ใจแล้วค่ะ
ใครเคยคบผู้ชายมีลูกติด และต้องดูแลลูกของเค้าบ้างคะ ขอคำปรึกษาค่ะ
ช่วงแรกที่คบกัน น้องยังไม่ได้มาอยู่ด้วย อยู่กับฝั่งแม่น้องและยาย แต่ทางเรารับผิดชอบค่าใช้จ่ายของน้องทั้งหมด 100% มาโดยตลอดค่ะ โดยตกลงกันไว้ว่าน้องจะย้ายกลับมาอยู่กับพ่อ (แฟนเรา) ตอนจบ ป.6 และเราจะไปรับน้องมาอยู่ด้วยทุกสุดสัปดาห์และวันหยุด ปิดเทอม เพื่อชดเชยเวลา
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับน้องดีมาก เค้าเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมากๆค่ะ เป็นเด็กเรียบร้อย น่ารัก ติดเรามากๆ และเราก็รักเขาเหมือนกัน จริงๆมีอะไรน้องแทบจะบอกเราเป็นคนแรกเลยค่ะ
แต่ปัญหาคือฝั่งแม่และยายของน้องค่ะ มีเรื่องดราม่าและปัญหาสะสมมาตลอด ทั้งเรื่องเงิน เรื่องการเลี้ยงดู หรือแม้แต่เวลาที่เราทำอะไรดีๆ ให้น้อง ก็มักจะโดนตำหนิกลับมาเสมอ จนบางทีลงที่เราไม่ได้ ก็จะไปลงที่น้องแทน แทบทุกเรื่องถ้าทางเราทำอะไรที่มีช่องให้ติ ทางนั้นจะดราม่าทันที
ในขณะที่เรื่องความเป็นอยู่ของน้องจริงๆ กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร เช่น เป็นเหา โดนแตนต่อยหน้า ล้มจนเอ็นข้อเท้าพลิกเจ็บ บวม เจ็บป่วยแต่ไม่รีบบอก จนต้องหนักถึงขั้นน้องไม่ไหวแล้วต้องไป รพ ก็ไม่ยอมพาไปกลัวจะเสียเงิน ทั้งๆที่ทางเราออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างค่ะ จนต้องให้แฟนยืนคำขาดว่าจะพาลูกไป รพ เขาถึงยอม ที่ผ่านมาน้องเจ็บป่วย หรือเป็นอะไร เราเป็นคนดูแลทุกอย่างค่ะ
เราคุยกับแฟนเรื่องนี้หลายครั้งแล้วค่ะ ว่าอยากให้เขาจัดการปัญหาและปกป้องลูกให้มากกว่านี้ รวมถึงควรพาลูกกลับมาอยู่ด้วยตั้งนานแล้ว
แต่แฟนเราเป็นคนไม่ค่อยสู้ เวลามีปัญหาจากฝั่งนั้น เขาเลือกเงียบตลอด
สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า เราต้องรับแรงจากฝั่งนั้นอยู่คนเดียว ทั้งที่เราก็ดูแลทุกอย่าง ทั้งๆ ที่บางเรื่องมันชัดมาก เช่น ทางนั้นเอาเงินส่วนสำหรับให้ไปรรลูกไปใช้แต่เขาก็ยังไม่กล้าจัดการ บอกว่าถ้าพูดไปกลัวอีกฝ่ายจะความฉุนเฉียวไปลงที่ลูก น้องจะโดนกดดัน
แต่ในมุมเรา มันเลยยิ่งรู้สึกว่า แล้วใครกันแน่ที่กำลังปกป้องลูกอยู่?
หลายเรื่องที่ผ่านมา ถ้าเราไม่พูด ไม่ผลักดัน เขาก็จะไม่ลุกขึ้นมาแก้เองเลยค่ะ
มันเลยทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมาก เหมือนต้องแบกทุกอย่างอยู่คนเดียว
จนสุดท้ายมีเหตุการณ์ที่ทำให้น้องต้องย้ายมาอยู่กับเราก่อนกำหนด
และก่อนหน้านี้เราคุยกับแฟนไว้ชัดเจนว่า “หน้าที่หลักในการเลี้ยงดูควรเป็นของพ่อ” เพราะเราไม่ใช่แม่ของเค้า ถึงจะรักและดูแลแค่ไหนก็ยังมีเส้นบางๆ อยู่ และเราก็กลัวในระยะยาวว่าจะมีปัญหาเรื่องสิทธิหรือบทบาทค่ะ
และนี่คือจุดที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เราเป็นคนที่คอยดูแล ทำหน้าที่แทนแม่เค้า แต่ตอนนี้เรากลายเป็นคนที่น้องพึ่งพามากที่สุด ต้องดูแลเค้าเต็มตัว ด้วยความที่เราสนิทกับน้องมากและเราก็รู้ว่าน้องก็รักเรา แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีอึดอัดและกดดันมากเหมือนกันค่ะ
เพราะความจริงคือเราไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิดของเขา
และลึกๆ เราเองก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า “เราพร้อมจะเป็นแม่หรือเปล่า”
สิ่งที่เราสอน สิ่งที่เราดูแลไป มันถูกต้องไหม เขาจะโตไปเป็นแบบไหน เราให้ความรักและความอบอุ่นเขาในทางที่ถูกต้องมั้ย
คำถามพวกนี้ เราถามตัวเองซ้ำๆ หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีคำตอบเลยค่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น เรารู้สึกว่าแฟนเริ่มโยนบทบาทการดูแลลูกมาให้เรามากขึ้นตั้งแต่ก่อนน้องจะย้ายมาแล้ว เวลาน้องต้องการอะไร หรือขออะไร เขาจะให้มาถามเราตลอด อันนี้เราพอเข้าใจความหวังดีของแฟนค่ะ ที่อยากให้เรากับน้องสนิทกัน แต่ลึกๆเราก็รู้สึกว่าแฟนผลักทุกอย่างมาให้เรา และพอน้องย้ายมาอยู่จริงๆ มันหนักขึ้นกว่าเดิมชัดเจน
ปกติเราเป็นคนหวงพื้นที่ตัวเองมาก ถ้าไม่ใช่คนสนิทจริงๆ จะไม่ค่อยให้เข้ามาในชีวิตส่วนนี้เลยแต่พอน้องมาอยู่ด้วย ก็จะมีเรื่องเพื่อนของน้อง อยากมาบ้าน อยากมานอนเล่นช่วงวันหยุด เราก็สงสารเค้า จะไม่ให้มาเค้าก็คงอยากเล่นกับเพื่อน ก็เลยกลายเป็นว่า คนที่ต้องดูแลทุกอย่างตรงนี้ ก็คือเรา ทำให้เราแทบไม่มีพื้นที่ของตัวเองเหลืออยู่เลย ทั้งเรากับแฟนก็ทำงานหนักกันทั้งคู่ บางสัปดาห์แฟนไม่ได้หยุด ส่วนเราหยุดเสาร์อาทิตย์ พอถึงวันหยุดจริงๆ ถ้าน้องอยากไปเล่น หรือมีกิจกรรมอะไร เราก็ต้องไปกับเค้าแค่สองคนเพราะแฟนไม่ว่าง
วันหยุดของเราก็เหมือนไม่ได้เป็นวันพักอีกต่อไป มันเลยทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากๆ ทั้งร่างกายและความรู้สึกค่ะ
แฟนเราเป็นคนดีนะคะ ทำงานหนัก ดูแลค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เป็นคนใจเย็นมากๆ ดูแลเราและลูกอย่างดี รักเรากับลูกมากๆ ทำงานทุกวันนี้ก็เพื่อครอบครัวค่ะ
แต่ในเรื่องการเลี้ยงดูเรากลับรู้สึกว่าเรากำลังแบกอยู่ฝ่ายเดียว เราต้องวางแผนทุกอย่างให้เค้าทั้งหมด ทั้งตามเรื่องย้ายโรงเรียน การบอก การสอน การใช้ชีวิตประจำวัน การอบรม การฝึกให้เค้าดูแลตัวเอง
ช่วงหลังเรารู้สึกเหนื่อยมาก จนบางวันไม่อยากคุยกับแฟน และเผลอไม่อยากคุยกับน้อง ทั้งที่รู้ว่าน้องไม่ผิดเลย เรารู้สึกผิดกับตัวเองมาก
แต่ก็ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกนี้ยังไงจริงๆ
ตอนนี้ในหัวมีคำถามเยอะแยะและสับสนค่ะเลยค่ะ
เราควร “พยายามต่อ” หรือ “พอแค่นี้” ดี
ใครเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หรือมีมุมมองอะไร แนะนำเราหน่อยนะคะ
ตอนนี้เราสับสนและเหนื่อยมากจริงๆ
ปล.เราสองคนยังไม่ได้แต่งงานกันค่ะ มีแพลนคุยๆว่าจะแต่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่เราเริ่มไม่แน่ใจแล้วค่ะ