"ปวดหัวข้างเดียว" หรือ "หัวจะระเบิดเพราะไข้" แยกให้ชัดก่อนกินยาผิด!

 
อาการปวดหัวเป็น "สัญญาณเตือน" ที่ร่างกายส่งออกมาบ่อยที่สุด แต่หลายคนมักเหมาเข่งว่าปวดตรงไหนก็แค่กินยาพาราฯ จนบางครั้งโรคลามปามหรือเกิดผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็น การเข้าใจความต่างระหว่างปวดหัวจากไวรัสไข้หวัด และปวดหัวจากระบบประสาทแบบไมเกรน คือก้าวแรกของการรักษาที่ถูกต้องครับ


สาเหตุของการปวดแต่ละแบบ
 
 
## ผลกระทบและอันตรายที่ต้องเจอ
          • เสียบุคลิกภาพและประสิทธิภาพ: ไมเกรนทำให้ทำงานไม่ได้ (Disability) และต้องการการพักผ่อนสูง
          • ภาวะดื้อยา: การซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดกินเองบ่อยเกินไป (Overuse) ทำให้ครั้งต่อไปยารักษาไม่อยู่
          • อันตรายจากยา: กินพาราเซตามอลเกินขนาดเสี่ยงตับอักเสบ หรือกินยาไมเกรนกลุ่ม Ergotamine ร่วมกับยาบางชนิดอาจทำให้หลอดเลือดส่วนปลายตีบจนนิ้วดำเขียว
 
## วิธีลดอาการปวดโดยธรรมชาติ
          • 1.Therapy ของเย็น: ประคบเย็นที่หน้าผากหรือต้นคอเพื่อลดการขยายตัวของหลอดเลือด
          • 2.มืดและเงียบ: ปิดไฟ นอนพักในห้องที่ไม่มีเสียงรบกวน 15-30 นาที
          • 3.กดจุดสะท้อน: กดนวดเบาๆ บริเวณขมับ หรือจุดง่ามมือ (จุดเหอกู) เพื่อบรรเทาปวด
          • 4.ดื่มน้ำขิง: ขิงมีสรรพคุณลดการอักเสบและช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ดีเท่ากับยาบางชนิด
 
## อาหารเสริมที่แนะนำ
          • Magnesium (แมกนีเซียม): ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและระบบประสาท นิยมใช้ป้องกันไมเกรน
          • Vitamin B2 (Riboflavin): ช่วยเรื่องการทำงานของเซลล์สมอง ลดความถี่ในการปวด
          • Coenzyme Q10: ช่วยเพิ่มพลังงานให้เซลล์และลดการอักเสบในระดับโมเลกุล
          • Fish Oil (น้ำมันปลา): มี Omega-3 ช่วยลดสารก่อการอักเสบในร่างกาย
 
## การดูแลตนเอง และการพบแพทย์
          • จดบันทึก: บันทึกว่าปวดตอนไหน กินอะไรไปก่อนปวด เพื่อหา "ตัวกระตุ้น" (Trigger)
          • นอนให้เป็นเวลา: การนอนน้อยหรือนอนมากเกินไปกระตุ้นไมเกรนได้ทั้งคู่
          • พบแพทย์เมื่อ: อาการปวดกระทบชีวิตประจำวันจนทำงานไม่ได้ หรือต้องกินยาแก้ปวดมากกว่า 2 วันต่อสัปดาห์
 
## อาการที่ต้องไปหาหมอทันที (ห้ามกินยาเอง)
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่หวัดหรือไมเกรน แต่อาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ:
          • 1.ปวดหัวรุนแรงที่สุดในชีวิต แบบเกิดขึ้นทันทีทันใด (Thunderclap headache)
          • 2.มีอาการ คอแข็ง (Stiff neck) ก้มหน้าไม่ได้ พร้อมไข้สูง
          • 3.มีอาการ แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด
          • 4.ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน
          • 5.ปวดหัวหลังได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ

 
การรู้เท่าทันความปวดจะช่วยให้คุณเลือกวิธีรักษาได้ตรงจุด ไม่ต้องสุ่มกินยาให้เสียสุขภาพครับ จำไว้ว่าร่างกายคือบ้านหลังเดียวที่เรามี ฟังเสียงเตือนของมันสักนิด แล้วคุณจะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสดใสครับ!
 
###############################
 
ที่มาข้อมูล:
สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย (Neurological Society of Thailand)
Mayo Clinic: Migraine vs. Tension Headache vs. Cold
Harvard Health Publishing: Understanding Migraines
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่