ประวัติความเป็นมาของตระกูลตะพัง
ในผืนแผ่นดินลุ่มน้ำของตำบลพังตรุ แห่งอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ยังคงมีเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเกี่ยวกับบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ซึ่งชาวบ้านรู้จักกันในนาม “ขุนตะพังพินิจการ” หรือ “นายอูย ตะพัง” กำนันคนแรกของตำบลพังตรุ และเป็นต้นสายตระกูล “ตะพัง” อันมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน
ตามตำนานท้องถิ่นเล่าว่า นายอูยเป็นบุตรของขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์ว่า “พระยาพินิจการ” ขุนนางในราชสำนักสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตรวจตราและพิจารณากิจการของแผ่นดิน อันสันนิษฐานว่าอยู่ในสังกัดฝ่ายมหาดไทยซึ่งดูแลหัวเมืองต่าง ๆ
เชื่อกันว่า ตระกูลของพระยาพินิจการมีเชื้อสายสืบมาจากชาวเปอร์เซีย โดยมีบรรพบุรุษชื่อ “มะหะมัด ลุกมาน” ผู้เดินทางมาจากเมือง ชีราซ แห่งดินแดนเปอร์เซียหรืออิหร่าน เข้ามาค้าขายและตั้งรกรากในสยามตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา ก่อนที่ลูกหลานจะค่อย ๆ กลมกลืนเข้ากับสังคมไทย และเข้ารับราชการสืบต่อกันมา และมีการเปลี่ยนศาสนาจากอิสลามชีอะห์ เป็นพุทธศาสนา
ต่อมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาพินิจการได้รับพระบรมราชโองการให้ส่งบุตรชายออกไปช่วยดูแลกิจการบ้านเมืองในหัวเมืองชายแดนทางตะวันตก ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้แนวชายแดนพม่าและชุมชนมอญ
พื้นที่ซึ่งบุตรชายของท่านเข้ามาดูแล คือบริเวณ “ตระพังตรุ” ดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติ คำว่า “ตะพัง” ซึ่งมีรากศัพท์จากภาษาเขมรโบราณ หมายถึงแอ่งน้ำหรือบ่อน้ำ สะท้อนลักษณะภูมิประเทศที่มีลำน้ำและแหล่งน้ำกระจายอยู่ทั่วไป
ตำนานท้องถิ่นยังกล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ว่าเมื่อครั้ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพผ่านดินแดนแถบนี้ ได้ทรงเลือกพื้นที่บริเวณตระพังตรุเป็นที่พักกองทัพ เนื่องจากมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การตั้งค่ายและเลี้ยงช้างม้า จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญในฐานะเส้นทางยุทธศาสตร์มาตั้งแต่อดีตกาล
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์เสด็จประพาสตรวจราชการหัวเมืองทางภาคตะวันตก ได้ทรงเรียกชายผู้ดูแลพื้นที่แห่งนี้เข้าเฝ้า ชายผู้นั้นคือ “นายอูย” ผู้เป็นผู้นำชุมชนและเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน
เมื่อทรงทราบถึงประวัติ ความสามารถ และความทุ่มเทในการดูแลบ้านเมือง พระองค์จึงทรงพอพระราชหฤทัย และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกำนัน พร้อมพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า
“ขุนตะพังพินิจการ”
บรรดาศักดิ์นี้สะท้อนถึงบทบาทของผู้ทำหน้าที่พินิจพิจารณาและดูแลกิจการในเขตพื้นที่ตะพัง อันเป็นศูนย์กลางของชุมชนลุ่มน้ำแห่งนี้
ภายหลังในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์เสด็จตรวจราชการหัวเมืองชายแดนพร้อมกองเสือป่า ขุนตะพังพินิจการได้เข้าเฝ้าอีกครั้ง ด้วยความจงรักภักดีและคุณูปการที่มีต่อท้องถิ่น พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลว่า “ตะพัง”
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ลูกหลานของขุนตะพังพินิจการจึงใช้นามสกุล “ตะพัง” สืบทอดต่อกันมา และยังคงเป็นตระกูลที่มีบทบาทสำคัญต่อชุมชนในตำบลพังตรุและพื้นที่ใกล้เคียงมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องราวของ “นายอูย” หรือ “ขุนตะพังพินิจการ” จึงมิได้เป็นเพียงประวัติของบุคคลผู้หนึ่ง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่ผสานทั้งข้อเท็จจริง ตำนาน และความทรงจำของผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของตระกูล “ตะพัง” ที่ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อมาจนทุกวันนี้
ประวัติตระกูลตะพัง
ในผืนแผ่นดินลุ่มน้ำของตำบลพังตรุ แห่งอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ยังคงมีเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเกี่ยวกับบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ซึ่งชาวบ้านรู้จักกันในนาม “ขุนตะพังพินิจการ” หรือ “นายอูย ตะพัง” กำนันคนแรกของตำบลพังตรุ และเป็นต้นสายตระกูล “ตะพัง” อันมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน
ตามตำนานท้องถิ่นเล่าว่า นายอูยเป็นบุตรของขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์ว่า “พระยาพินิจการ” ขุนนางในราชสำนักสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตรวจตราและพิจารณากิจการของแผ่นดิน อันสันนิษฐานว่าอยู่ในสังกัดฝ่ายมหาดไทยซึ่งดูแลหัวเมืองต่าง ๆ
เชื่อกันว่า ตระกูลของพระยาพินิจการมีเชื้อสายสืบมาจากชาวเปอร์เซีย โดยมีบรรพบุรุษชื่อ “มะหะมัด ลุกมาน” ผู้เดินทางมาจากเมือง ชีราซ แห่งดินแดนเปอร์เซียหรืออิหร่าน เข้ามาค้าขายและตั้งรกรากในสยามตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา ก่อนที่ลูกหลานจะค่อย ๆ กลมกลืนเข้ากับสังคมไทย และเข้ารับราชการสืบต่อกันมา และมีการเปลี่ยนศาสนาจากอิสลามชีอะห์ เป็นพุทธศาสนา
ต่อมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาพินิจการได้รับพระบรมราชโองการให้ส่งบุตรชายออกไปช่วยดูแลกิจการบ้านเมืองในหัวเมืองชายแดนทางตะวันตก ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้แนวชายแดนพม่าและชุมชนมอญ
พื้นที่ซึ่งบุตรชายของท่านเข้ามาดูแล คือบริเวณ “ตระพังตรุ” ดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติ คำว่า “ตะพัง” ซึ่งมีรากศัพท์จากภาษาเขมรโบราณ หมายถึงแอ่งน้ำหรือบ่อน้ำ สะท้อนลักษณะภูมิประเทศที่มีลำน้ำและแหล่งน้ำกระจายอยู่ทั่วไป
ตำนานท้องถิ่นยังกล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ว่าเมื่อครั้ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพผ่านดินแดนแถบนี้ ได้ทรงเลือกพื้นที่บริเวณตระพังตรุเป็นที่พักกองทัพ เนื่องจากมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การตั้งค่ายและเลี้ยงช้างม้า จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญในฐานะเส้นทางยุทธศาสตร์มาตั้งแต่อดีตกาล
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์เสด็จประพาสตรวจราชการหัวเมืองทางภาคตะวันตก ได้ทรงเรียกชายผู้ดูแลพื้นที่แห่งนี้เข้าเฝ้า ชายผู้นั้นคือ “นายอูย” ผู้เป็นผู้นำชุมชนและเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน
เมื่อทรงทราบถึงประวัติ ความสามารถ และความทุ่มเทในการดูแลบ้านเมือง พระองค์จึงทรงพอพระราชหฤทัย และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกำนัน พร้อมพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า
“ขุนตะพังพินิจการ”
บรรดาศักดิ์นี้สะท้อนถึงบทบาทของผู้ทำหน้าที่พินิจพิจารณาและดูแลกิจการในเขตพื้นที่ตะพัง อันเป็นศูนย์กลางของชุมชนลุ่มน้ำแห่งนี้
ภายหลังในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์เสด็จตรวจราชการหัวเมืองชายแดนพร้อมกองเสือป่า ขุนตะพังพินิจการได้เข้าเฝ้าอีกครั้ง ด้วยความจงรักภักดีและคุณูปการที่มีต่อท้องถิ่น พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลว่า “ตะพัง”
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ลูกหลานของขุนตะพังพินิจการจึงใช้นามสกุล “ตะพัง” สืบทอดต่อกันมา และยังคงเป็นตระกูลที่มีบทบาทสำคัญต่อชุมชนในตำบลพังตรุและพื้นที่ใกล้เคียงมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องราวของ “นายอูย” หรือ “ขุนตะพังพินิจการ” จึงมิได้เป็นเพียงประวัติของบุคคลผู้หนึ่ง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่ผสานทั้งข้อเท็จจริง ตำนาน และความทรงจำของผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของตระกูล “ตะพัง” ที่ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อมาจนทุกวันนี้