เปิดแถลงฉบับเต็ม กป.อพช. รับมือรวมศูนย์อำนาจรัฐ ทุนผูกขาด ต้านฟ้องปิดปาก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5629352
.

.
เปิดแถลงฉบับเต็ม กป.อพช. รับมือรวมศูนย์อำนาจรัฐ ทุนผูกขาด ต้านฟ้องปิดปาก
วันที่ 11 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือกป.อพช. ได้จัดแถลงข้อเท็จจร่ิงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน จากขบวนการประชาชนทั่วประเทศ
.
โดยเนื้อหาระบุว่า
.
แถลงการณ์ของ กป.อพช. และขบวนประชาชน 6 มีนาคม 2569
.
เครือข่าย กป.อพช. และขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาคของประเทศ ได้ร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ร่วมอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการรวมศูนย์อำนาจรัฐ การขยายตัวอย่างสุดทางของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ และการหวนกลับของความคิดและการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมที่กำลังผสานตัวเข้ากับกลไกรัฐ พร้อมกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
.
จากเสียงสะท้อนของชุมชนและขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาค เวทีจึงได้สรุป ประเด็นเร่งด่วนและแนวรบสำคัญของการต่อสู้ของประชาชน เพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ ดังต่อไปนี้
.
ข้อ 1 เรียกร้องความโปร่งใสต่อกระบวนการเลือกตั้ง และจับตาการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งกำลังจะกำหนดทิศทางนโยบายที่ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของประชาชน
.
เครือข่ายขบวนประชาชนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย และต่อความหมายที่แท้จริงของเสียงประชาชน
.
ขณะเดียวกัน เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจากทั่วประเทศกำลังจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลที่กำลังก่อร่างอยู่นี้ ไม่ใช่เพียงการจัดสรรเก้าอี้ทางการเมือง หากแต่เป็นการรวมศูนย์อำนาจระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดกับกลไกรัฐแบบอนุรักษ์นิยม ที่กำลังผสานตัวกันอย่างแนบแน่น ภายใต้ถ้อยคำที่ดูสวยงามอย่าง “เสถียรภาพ” และ “การพัฒนา”
.
แต่ในความเป็นจริง ประชาชนคนธรรมดาคือผู้ที่ต้องจ่ายราคาให้กับการจัดระเบียบอำนาจครั้งนี้ ราคาทางการเมือง ราคาของสิทธิ และราคาของเสรีภาพ
เครือข่ายจึงแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าการกำหนดนโยบายของรัฐภายใต้โครงสร้างอำนาจเช่นนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
.
สิทธิชุมชนและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
.
สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศ
.
หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน
.
2) เตือนภัย “ทุนผูกขาด–ทุนจีน–ทุนสีเทา” ที่เร่งโครงการพัฒนาและผลักภาระให้ชุมชน
.
เสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศบ่งชี้ตรงกันว่า โครงการพัฒนาอุตสาหกรรม เหมืองแร่ พลังงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเชื่อมโยงของ ทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ทุนต่างชาติ และทุนสีเทา ซึ่งกำลังผสานตัวกับกลไกรัฐเพื่อเร่งผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยที่ต้นทุนของ “การพัฒนา” เหล่านั้นกลับถูกผลักไปให้ชุมชนต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียที่ดิน การทำลายสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพ และการสั่นคลอนของวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่ จนก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคของประเทศ
.
ตัวอย่างสถานการณ์จากพื้นที่ที่ถูกสะท้อนจากเวที ได้แก่
.
จังหวัดปราจีนบุรีและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ชุมชนกำลังเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
.
เหมืองหินในจังหวัดชัยภูมิ และเหมืองโปแตซในด่านขุนทด ซึ่งกำลังสร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรในพื้นที่
.
โครงการกังหันลมในป่าภูยูง จังหวัดมุกดาหาร ที่กระทบต่อแหล่งอาหาร ระบบนิเวศ และต้นน้ำของชุมชน
.
โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของผู้คนทั้งภูมิภาค
.
การต่อสู้ของชุมชนในการปกป้องสายน้ำแหล่งชีวิตจากผลกระทบของโครงการพัฒนา เช่น กรณีเขื่อนปากมูลและสายน้ำปาตานี
.
สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การพัฒนา” ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศกำลังถูกกำหนดโดยโครงสร้างอำนาจของรัฐและทุนขนาดใหญ่ มากกว่าจะเกิดจากความต้องการและการมีส่วนร่วมของประชาชน
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงยืนยันอย่างชัดเจนว่า “สิทธิในการพัฒนา” ต้องเป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่การพัฒนาที่ถูกกำหนดจากเบื้องบนโดยรัฐและทุน โดยที่ชุมชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับไม่มีที่ยืนในกระบวนการตัดสินใจ
.
3) ยุติการใช้กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ และคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ ผ่านกระบวนการยุติธรรม
.
เวทีประชุมสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กฎหมายจำนวนมากถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 รวมถึงการดำเนินคดีในลักษณะ การฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ต่อประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
.
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า กระบวนการยุติธรรมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาระทางกฎหมาย ค่าใช้จ่าย และความหวาดกลัว จนการใช้สิทธิเสรีภาพกลายเป็นสิ่งที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง
.
หลายกรณีทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรม และต้องแบกรับภาระทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจ เพียงเพราะพวกเขาออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้
.
ยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตย
.
ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพ และปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
.
พร้อมกันนี้ เครือข่ายยังยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านที่ดิน ป่าไม้ ชาติพันธุ์ และสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานของความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย ได้แก่
.
พ.ร.บ.สิทธิชุมชน, พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และ พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อนำไปสู่การคุ้มครองรับรองสิทธิชุมชน
.
รวมถึงการ ทบทวนกฎหมายที่ดินและกฎหมายป่าไม้ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และกลายเป็นกลไกในการผลักชุมชนออกจากพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยและดูแลมาอย่างยาวนาน
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนยืนยันว่า กฎหมายต้องเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือในการควบคุมและทำให้ประชาชนเงียบเสียง
.
4) จัดตั้งกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และรับประกันสิทธิเสรีภาพทางการเมืองตามบรรทัดฐานสากล
.
เวทีประชุมสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ในหลายกรณี ชุมชนที่ออกมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ทั้งที่การปกป้องสิทธิและทรัพยากรเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ขณะเดียวกัน ในแทบจะทุกกรณีกลับพบว่าผู้ที่ออกมาใช้สิทธิกลับต้องเผชิญกับการคุกคาม การดำเนินคดี หรือแรงกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน
.
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างสำคัญในระบบการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และเสรีภาพของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิได้อย่างแท้จริง
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งและพัฒนากลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงได้จริงสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่
.
ยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชน และยุติการดำเนินคดีเชิงกลั่นแกล้งต่อชุมชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรม
.
พร้อมกันนี้ เครือข่ายขอยืนยันหลักการสำคัญเรื่อง สิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ปาตานี/สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาชนควรได้รับการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ได้แก่
.
สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครองและการจัดการตนเองให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และบริบททางสังคมของพื้นที่
.
สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเสรี
.
สิทธิของคนพื้นเมือง คนดั้งเดิม และกลุ่มชาติพันธุ์ ในฐานะประชาคมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และความสัมพันธ์กับพื้นที่และทรัพยากร
นอกจากนี้ รัฐต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนในการแสวงหาทางออกต่อความขัดแย้งด้วยวิธีการทางสันติ ผ่าน กระบวนการสันติภาพ (Peace Process) ที่ตั้งอยู่บนการมีส่วนร่วมของประชาชน และสอดคล้องกับ บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน (International human rights norms)
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนยืนยันว่า สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องรับประกันความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยปราศจากความหวาดกลัว
.
5) ความขัดแย้งด้านทรัพยากรและการพัฒนาปะทุเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง พร้อมมาตรการป้องกันผลกระทบก่อนเดินหน้าโครงการต่าง ๆ
.
หลายพื้นที่ทั่วประเทศรายงานตรงกันว่า ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเหมืองหินที่ชัยภูมิและการใช้ระเบิดในพื้นที่เหมืองแร่โปรแตซที่ด่านขุนทด โครงการกังหันลมในพื้นที่ป่าภูยูง เขื่อนกรงปีนัง ปัญหาช้างป่าและผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ส่งผลต่อสวัสดิภาพและความมั่นคงในชีวิตของประชาชน
.
สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนความจริงพื้นฐานประการหนึ่งว่า สิทธิในที่ดิน สิทธิในแม่น้ำ และสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี คือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
เราต่อสู้เพื่อยืนยันว่า ที่ดินคือรากของชีวิต และสายน้ำก็สอนเราว่า ชีวิตไม่รู้จักพรมแดน
.
แม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงผู้คนหลายล้านชีวิต แต่วันนี้เขื่อนพูงอย (Phou Ngoy) กำลังจะขวางสายน้ำ โดยยังไม่มีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างครบถ้วน ราวกับว่าสายน้ำจะหยุดไหลตามเส้นแบ่งบนแผนที่
.
เราจึงต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ไฟฟ้านั้นส่องสว่างให้ใคร เมื่อชุมชนริมฝั่งต้องแบกรับความเสี่ยง ขณะที่ผลประโยชน์ไหลไปสู่อุตสาหกรรมและกำไรที่ห่างไกลจากผู้คน
JJNY : เปิดแถลงฉบับเต็ม กป.อพช.│“ผศ.สิตางศุ์” ฉงนข้อมูลหน่วยงานรัฐ│อิหร่านเตือนปชช.│เรือสินค้าถูกยิงกลางข่องแคบฮอร์มุซ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5629352
.
.
เปิดแถลงฉบับเต็ม กป.อพช. รับมือรวมศูนย์อำนาจรัฐ ทุนผูกขาด ต้านฟ้องปิดปาก
วันที่ 11 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือกป.อพช. ได้จัดแถลงข้อเท็จจร่ิงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน จากขบวนการประชาชนทั่วประเทศ
.
โดยเนื้อหาระบุว่า
.
แถลงการณ์ของ กป.อพช. และขบวนประชาชน 6 มีนาคม 2569
.
เครือข่าย กป.อพช. และขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาคของประเทศ ได้ร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ร่วมอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการรวมศูนย์อำนาจรัฐ การขยายตัวอย่างสุดทางของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ และการหวนกลับของความคิดและการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมที่กำลังผสานตัวเข้ากับกลไกรัฐ พร้อมกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
.
จากเสียงสะท้อนของชุมชนและขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาค เวทีจึงได้สรุป ประเด็นเร่งด่วนและแนวรบสำคัญของการต่อสู้ของประชาชน เพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ ดังต่อไปนี้
.
ข้อ 1 เรียกร้องความโปร่งใสต่อกระบวนการเลือกตั้ง และจับตาการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งกำลังจะกำหนดทิศทางนโยบายที่ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของประชาชน
.
เครือข่ายขบวนประชาชนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย และต่อความหมายที่แท้จริงของเสียงประชาชน
.
ขณะเดียวกัน เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจากทั่วประเทศกำลังจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลที่กำลังก่อร่างอยู่นี้ ไม่ใช่เพียงการจัดสรรเก้าอี้ทางการเมือง หากแต่เป็นการรวมศูนย์อำนาจระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดกับกลไกรัฐแบบอนุรักษ์นิยม ที่กำลังผสานตัวกันอย่างแนบแน่น ภายใต้ถ้อยคำที่ดูสวยงามอย่าง “เสถียรภาพ” และ “การพัฒนา”
.
แต่ในความเป็นจริง ประชาชนคนธรรมดาคือผู้ที่ต้องจ่ายราคาให้กับการจัดระเบียบอำนาจครั้งนี้ ราคาทางการเมือง ราคาของสิทธิ และราคาของเสรีภาพ
เครือข่ายจึงแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าการกำหนดนโยบายของรัฐภายใต้โครงสร้างอำนาจเช่นนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
.
สิทธิชุมชนและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
.
สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศ
.
หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน
.
2) เตือนภัย “ทุนผูกขาด–ทุนจีน–ทุนสีเทา” ที่เร่งโครงการพัฒนาและผลักภาระให้ชุมชน
.
เสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศบ่งชี้ตรงกันว่า โครงการพัฒนาอุตสาหกรรม เหมืองแร่ พลังงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเชื่อมโยงของ ทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ทุนต่างชาติ และทุนสีเทา ซึ่งกำลังผสานตัวกับกลไกรัฐเพื่อเร่งผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยที่ต้นทุนของ “การพัฒนา” เหล่านั้นกลับถูกผลักไปให้ชุมชนต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียที่ดิน การทำลายสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพ และการสั่นคลอนของวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่ จนก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคของประเทศ
.
ตัวอย่างสถานการณ์จากพื้นที่ที่ถูกสะท้อนจากเวที ได้แก่
.
จังหวัดปราจีนบุรีและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ชุมชนกำลังเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
.
เหมืองหินในจังหวัดชัยภูมิ และเหมืองโปแตซในด่านขุนทด ซึ่งกำลังสร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรในพื้นที่
.
โครงการกังหันลมในป่าภูยูง จังหวัดมุกดาหาร ที่กระทบต่อแหล่งอาหาร ระบบนิเวศ และต้นน้ำของชุมชน
.
โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของผู้คนทั้งภูมิภาค
.
การต่อสู้ของชุมชนในการปกป้องสายน้ำแหล่งชีวิตจากผลกระทบของโครงการพัฒนา เช่น กรณีเขื่อนปากมูลและสายน้ำปาตานี
.
สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การพัฒนา” ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศกำลังถูกกำหนดโดยโครงสร้างอำนาจของรัฐและทุนขนาดใหญ่ มากกว่าจะเกิดจากความต้องการและการมีส่วนร่วมของประชาชน
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงยืนยันอย่างชัดเจนว่า “สิทธิในการพัฒนา” ต้องเป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่การพัฒนาที่ถูกกำหนดจากเบื้องบนโดยรัฐและทุน โดยที่ชุมชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับไม่มีที่ยืนในกระบวนการตัดสินใจ
.
3) ยุติการใช้กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ และคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ ผ่านกระบวนการยุติธรรม
.
เวทีประชุมสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กฎหมายจำนวนมากถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 รวมถึงการดำเนินคดีในลักษณะ การฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ต่อประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
.
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า กระบวนการยุติธรรมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาระทางกฎหมาย ค่าใช้จ่าย และความหวาดกลัว จนการใช้สิทธิเสรีภาพกลายเป็นสิ่งที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง
.
หลายกรณีทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรม และต้องแบกรับภาระทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจ เพียงเพราะพวกเขาออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้
.
ยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตย
.
ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพ และปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
.
พร้อมกันนี้ เครือข่ายยังยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านที่ดิน ป่าไม้ ชาติพันธุ์ และสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานของความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย ได้แก่
.
พ.ร.บ.สิทธิชุมชน, พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และ พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อนำไปสู่การคุ้มครองรับรองสิทธิชุมชน
.
รวมถึงการ ทบทวนกฎหมายที่ดินและกฎหมายป่าไม้ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และกลายเป็นกลไกในการผลักชุมชนออกจากพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยและดูแลมาอย่างยาวนาน
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนยืนยันว่า กฎหมายต้องเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือในการควบคุมและทำให้ประชาชนเงียบเสียง
.
4) จัดตั้งกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และรับประกันสิทธิเสรีภาพทางการเมืองตามบรรทัดฐานสากล
.
เวทีประชุมสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ในหลายกรณี ชุมชนที่ออกมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ทั้งที่การปกป้องสิทธิและทรัพยากรเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ขณะเดียวกัน ในแทบจะทุกกรณีกลับพบว่าผู้ที่ออกมาใช้สิทธิกลับต้องเผชิญกับการคุกคาม การดำเนินคดี หรือแรงกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน
.
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างสำคัญในระบบการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และเสรีภาพของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิได้อย่างแท้จริง
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งและพัฒนากลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงได้จริงสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่
.
ยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชน และยุติการดำเนินคดีเชิงกลั่นแกล้งต่อชุมชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรม
.
พร้อมกันนี้ เครือข่ายขอยืนยันหลักการสำคัญเรื่อง สิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ปาตานี/สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาชนควรได้รับการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ได้แก่
.
สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครองและการจัดการตนเองให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และบริบททางสังคมของพื้นที่
.
สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเสรี
.
สิทธิของคนพื้นเมือง คนดั้งเดิม และกลุ่มชาติพันธุ์ ในฐานะประชาคมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และความสัมพันธ์กับพื้นที่และทรัพยากร
นอกจากนี้ รัฐต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนในการแสวงหาทางออกต่อความขัดแย้งด้วยวิธีการทางสันติ ผ่าน กระบวนการสันติภาพ (Peace Process) ที่ตั้งอยู่บนการมีส่วนร่วมของประชาชน และสอดคล้องกับ บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน (International human rights norms)
.
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนยืนยันว่า สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องรับประกันความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยปราศจากความหวาดกลัว
.
5) ความขัดแย้งด้านทรัพยากรและการพัฒนาปะทุเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง พร้อมมาตรการป้องกันผลกระทบก่อนเดินหน้าโครงการต่าง ๆ
.
หลายพื้นที่ทั่วประเทศรายงานตรงกันว่า ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเหมืองหินที่ชัยภูมิและการใช้ระเบิดในพื้นที่เหมืองแร่โปรแตซที่ด่านขุนทด โครงการกังหันลมในพื้นที่ป่าภูยูง เขื่อนกรงปีนัง ปัญหาช้างป่าและผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ส่งผลต่อสวัสดิภาพและความมั่นคงในชีวิตของประชาชน
.
สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนความจริงพื้นฐานประการหนึ่งว่า สิทธิในที่ดิน สิทธิในแม่น้ำ และสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี คือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
เราต่อสู้เพื่อยืนยันว่า ที่ดินคือรากของชีวิต และสายน้ำก็สอนเราว่า ชีวิตไม่รู้จักพรมแดน
.
แม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงผู้คนหลายล้านชีวิต แต่วันนี้เขื่อนพูงอย (Phou Ngoy) กำลังจะขวางสายน้ำ โดยยังไม่มีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างครบถ้วน ราวกับว่าสายน้ำจะหยุดไหลตามเส้นแบ่งบนแผนที่
.
เราจึงต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ไฟฟ้านั้นส่องสว่างให้ใคร เมื่อชุมชนริมฝั่งต้องแบกรับความเสี่ยง ขณะที่ผลประโยชน์ไหลไปสู่อุตสาหกรรมและกำไรที่ห่างไกลจากผู้คน