รู้จัก 'ไข้กาฬหลังแอ่น' (Meningococcal Disease) โรคติดเชื้อรุนแรงที่ตายได้ใน 24 ชั่วโมง

เนื่องจากมีข่าวจากต่างประเทศว่ามีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต (UK) จึงขอรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นมาให้เพื่อนๆอ่าน จะได้ไม่ตื่นตระหนกกับข่าวครับ
 

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "โรคไข้กาฬหลังแอ่น" (Meningococcal Disease) แต่อาจไม่ทราบว่านี่คือหนึ่งในโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ แม้ในปัจจุบันปี 2569 เทคโนโลยีการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก แต่โรคนี้ยังคงพบประปรายและสร้างความกังวลใจ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กและคนวัยทำงานที่อยู่กันอย่างแออัด
 

 
 

ที่มาของชื่อภาษาไทย
 
          --ไข้กาฬ: คำว่า "กาฬ" แปลว่า สีดำ หมายถึงอาการที่ผู้ป่วยจะมีไข้สูงและมี ผื่นจ้ำเลือดสีม่วงคล้ำหรือดำ กระจายตามผิวหนังเนื่องจากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
          --หลังแอ่น: มาจากอาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่ทำให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อคอและหลังอย่างรุนแรง จนผู้ป่วยมีลักษณะ คอแข็งและหลังแอ่น (Opisthotonus)
 ----------------------------------------------
1. สถานการณ์ข่าวล่าสุด (2568 - 2569)
ในประเทศไทย โรคนี้ไม่ถือเป็นโรคระบาดใหญ่แต่พบได้ตลอดทั้งปี:
          -ในประเทศไทย: ยังคงมีรายงานผู้ป่วยประปราย (Sporadic cases) ประมาณ 20-30 รายต่อปี โดยสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในไทยคือ สายพันธุ์ B ซึ่งมีความรุนแรงสูง ข่าวล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 พบการเฝ้าระวังในกลุ่มเด็กเล็ก (0-4 ปี) และนักเรียนในบางจังหวัด เช่น เชียงราย แต่ยังไม่มีรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่
          -สถานการณ์ต่างประเทศ: มีรายงานการเฝ้าระวังกลุ่มผู้เดินทางไปแสวงบุญ (Umrah/Haj) ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งพบการติดเชื้อสายพันธุ์ W ในผู้แสวงบุญที่ไม่ได้รับวัคซีน ทำให้ทางการไทยและสธ. เน้นย้ำให้ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศในกลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนป้องกัน
 
2. ต้นตอและสาเหตุของโรค
          -เชื้อต้นเหตุ: เกิดจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria meningitidis (หรือ Meningococcus) มีลักษณะเป็นเชื้อรูปถั่วอยู่เป็นคู่ๆ
          -แหล่งที่อยู่: เชื้อนี้อาศัยอยู่ใน ลำคอและโพรงจมูกของมนุษย์ โดยปกติจะมีคนประมาณ 5-10% ในประชากรทั่วไปที่เป็น "พาหะ" (Carrier) คือมีเชื้ออยู่แต่ไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
          -การแพร่เชื้อ: ติดต่อผ่าน ละอองฝอย (Respiratory Secretions) เช่น การไอ จาม การจูบ หรือการใช้แก้วน้ำและภาชนะร่วมกัน โดยต้องเป็นการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน
 
3. อาการของโรค
อาการมักเกิดขึ้นฉับพลันภายใน 2-10 วันหลังรับเชื้อ:
          3.1. ระยะแรก: ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน
          3.2. ระยะลุกลาม: คอแข็ง (ก้มไม่ได้) ซึมลง สับสน หรือชัก
          3.3. สัญญาณอันตราย: มีผื่นแดงจุดเล็กๆ ที่จะกลายเป็นจ้ำเลือดสีม่วงคล้ำอย่างรวดเร็ว หากถึงขั้นนี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที
 
ภาพอาการของโรค อาจน่ากลัวสำหรับบางท่าน จึงขอซ่อนไว้ก่อนครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

4. ความน่ากลัวและอาการที่ต้องระวัง
          -สถิติ: พบคนทั่วไปเป็นพาหะโดยไม่มีอาการประมาณ 5-10% (ในสภาวะปกติ) และอาจพุ่งสูงถึง 25% ในพื้นที่แออัด
          -ทำไมถึงไม่ป่วย: เพราะคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันที่สามารถยับยั้งไม่ให้เชื้อบุกรุกเข้าสู่กระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองได้ เชื้อจึงเพียงแค่ "อาศัย" อยู่ที่เยื่อบุโพรงจมูกและลำคอเท่านั้น แต่ยังสามารถแพร่สู่ผู้อื่นผ่านการไอ จาม หรือใช้ภาชนะร่วมกันได้
 
5. การป้องกันและรักษา
          *วิธีป้องกัน:
                    --วัคซีน: เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด (ป้องกันสายพันธุ์ A, C, W, Y และ B)
                    --สุขอนามัย: หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ หลอด หรือช้อนร่วมกับผู้อื่น และล้างมือสม่ำเสมอ
          *วิธีรักษา:
                    --ยาปฏิชีวนะ: ต้องได้รับยาทางหลอดเลือดดำ (เช่น Ceftriaxone หรือ Penicillin) โดยเร็วที่สุด
                    --ยาป้องกัน: สำหรับคนใกล้ชิดผู้ป่วย แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะแบบกินเพื่อฆ่าเชื้อที่อาจได้รับมา
 
6. ราคาวัคซีน (อัปเดต 2569)
ราคาจะขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนและสถานที่ให้บริการ:
          -กลุ่ม 4 สายพันธุ์ (A,C,W,Y): ประมาณ 2,500 - 3,500 บาท (ฉีดเข็มเดียว)
          -กลุ่มสายพันธุ์ B: ประมาณ 3,100 - 4,500 บาทต่อเข็ม (ต้องฉีด 2 เข็ม)
          -พิกัดแนะนำ: สถานเสาวภา สภากาชาดไทย มักจะมีราคาประหยัดที่สุด
 
 ----------------------------------------------
แม้จะเป็นโรคที่ฟังดูน่ากลัว แต่การรักษาสุขอนามัยพื้นฐานและการพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศหรืออาศัยในที่ที่มีคนหนาแน่น จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก "กันไว้ดีกว่าแก้" ยังคงใช้ได้เสมอสำหรับโรคนี้ครับ
 ----------------------------------------------


ที่มาข้อมูล
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2569)
สถานเสาวภา สภากาชาดไทย
Centers for Disease Control and Prevention (CDC)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่