“ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ เคยเสนอตัดค่าอาหาร สส. แต่ถูกกองเชียร์ “หมอวรงค์” ด่า
.
.
“ไอซ์ รักชนก” โวยกองเชียร์ “หมอวรงค์” ด่าพรรคประชาชน ว่าไร้ค่า ไร้ประโยชน์ ทั้งที่เคยเสนอเรื่องตัดค่าอาหาร สส. มาตั้งตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล
วันที่ 16 มี.ค. 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความถึงกรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอตัดค่าอาหารของสส. กลางที่ประชุมสภาฯ ว่า
.
เรื่องที่งงมากๆ ในเวลานี้คือ นพ.วรงค์ เสนอตัดค่าอาหาร สส. แต่คนที่เชียร์ นพ.วรงค์ จำนวนมาก ด่าพรรคปชน. ว่าไร้ค่า ไร้ประโยชน์ ต่างๆ ทั้งๆที่เราเสนอมาตลอดตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน แล้วก็ตัดสำเร็จไปหลายปี ไม่ได้เสนอตัดแค่ค่าข้าว และเสนอตัดงบดูงานและอื่นๆอีกด้วย เราทำอะไรผิดกันนะ ทั้งๆที่เสนอตัดทุกปีแล้วบางทีตัดสำเร็จด้วย โดนด่าเฉย
.
.
.
KKP ประมาณการณ์ GDP โต 1.8% แต่เตือนไทยเสี่ยงถดถอยเชิงเทคนิค หากน้ำมันพุ่งแตะ $120 เกิน 6 เดือน https://www.matichon.co.th/economy/news_5635790
.
KKP ประมาณการณ์ GDP โต 1.8% แต่เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ $120 เกิน 6 เดือน
.
วันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า KKP Research ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
.
ราคาน้ำมันพุ่ง: ความเสี่ยงสำคัญที่กระทบไทยมากกว่าใครในภูมิภาค
.
ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ (1) ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง (2) ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน และ (3) ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า
.
ในกรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น “การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว” และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเย้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น
.
KKP Research ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้
เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจาก 3 ปัจจัยสำคัญ
.
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา (ก่อนเกิดสงคราม) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก
.
ปัจจัยแรก คือ ภาคการท่องเที่ยว หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลงอย่างมากในปี 2568 จากความกังวลด้านความปลอดภัย สถานการณ์เริ่มดีขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหันมาเลือกไทยแทนญี่ปุ่น หลังความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้น KKP Research จึงปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ในกรณีฐาน ขึ้นเป็น 35.1 ล้านคน และที่น่าสนใจคือการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่นักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวอาเซียน ยุโรป อินเดีย และรัสเซียอีกด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
.
ปัจจัยที่สอง คือ การส่งออกและการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในการขับเคลื่อนภาคการผลิต เนื่องจาก HDD มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าการเติบโตของการส่งออกส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเส้นทางซัพพลายเชน คือการนำสินค้าจากประเทศอื่นผ่านไทยเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ จึงไม่ได้หนุนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่นัก
.
ปัจจัยที่สาม คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงมากขึ้น จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งลดความเสี่ยงจากความวุ่นวายทางการเมืองที่เคยกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ค้างคาอยู่นาน ทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับผลิตภาพ และการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
.
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกนำเข้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคในประเทศ และภาวะสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังตึงตัว ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก
.
ความท้าทายระยะสั้น: กองทุนน้ำมันและพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด
.
ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน
.
นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน “พื้นที่ทางนโยบาย” ที่มีอยู่อย่างจำกัด
.
แนวโน้มดอกเบี้ย: ธปท. ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น
.
หลังการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) KKP Research สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในท่าทีการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยปรับจุดยืนให้สมดุลมากขึ้น หันมาให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมากกว่าเดิม แทนแนวคิดเดิมที่เน้น “
รักษาพื้นที่นโยบาย” แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเงินบาทแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยแถลงการณ์ล่าสุดระบุว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน “รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอแล้ว” หากไม่มีผลกระทบเชิงลบเพิ่มเติม
.
KKP Research คงประมาณการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% สำหรับปี 2569 และ 2570 และปรับการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก จากปี 2570 เป็นปี 2571 เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่เห็นได้ชัดของ กนง. และคาดว่า กนง. อาจปรับดอกเบี้ยลงต่ำกว่าที่ประเมินไว้ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลงมากกว่าคาด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อกว่าที่ประเมิน
.
.
‘ตลาดชัยนาท’ อั้นไม่อยู่ไข่ไก่เบอร์ 0-1 ราคาพุ่งอีกแผงละ 16 บาท ปัจจัย ‘อากาศร้อน-สงคราม’
https://www.dailynews.co.th/news/5690910/
.
พ่อค้าแม่ค้าตลาดสดภาษีซุง เขตเทศบาลเมืองชัยนาท อั้นไม่ไหว ปรับราคาไข่ไก่แผงละ 16 บาท แนวโน้มบางเบอร์อาจขาดตลาด เหตุปัจจัย "อากาศร้อน" และ "ภาวะสงคราม"
.
เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลทำให้สินค้าหลายชนิดเริ่มปรับราคาขึ้น โดยเฉพาะไข่ไก่ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ไปสำรวจยังตลาดสดภาษีซุง ภายในเขตเทศบาลเมืองชัยนาท แหล่งการค้าขนาดใหญ่ของจังหวัด พบว่าปัจจุบันราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มปรับขึ้นมาถึงแผงละ 16 บาท ปัจจัยเกิดจากราคาของการขนส่ง ประกอบกับช่วงนี้หน้าร้อนทำให้ไก่นั้นไม่ค่อยออกไข่
.
จากการสอบถาม นาง
มยุรี ปานพรหม เจ้าของร้านมยุรีขายไข่ เปิดเผยว่า ตอนนี้ราคาไข่ไก่ขยับราคาแพงขึ้นทุกวัน เนื่องจากอากาศร้อนทำให้ไก่ไม่ออกไข่ ประกอบกับเรื่องของราคาภาคขนส่ง เรื่องน้ำมัน ปัจจุบันไข่ไก่เบอร์ 0 และเบอร์ 1 ปรับราคาขึ้นมาแผงละ 16 บาท เบอร์ 2-3 ปรับขึ้นมาแผงละ 6 บาท ตอนนี้ทางร้านได้ปรับขึ้นราคาขายหน้าร้าน อย่างเบอร์ เบอร์ 0 ปรับขึ้นมาขายแผงละ 125 บาท เบอร์ 1 ปรับขึ้นมาขายแผงละ 115 บาท เบอร์ 2 ปรับขึ้นมาขายแผงละ 110 และเบอร์ 3 ปรับขึ้นมาขายแผงละ 105 บาท และทางหน้าฟาร์มได้แจ้งมาว่ายังคงมีแนวโน้มที่จะปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก ส่วนไข่ไก่นั้นถามว่าจะขาดตลาดหรือไม่ก็คาดว่าอาจจะขาดเป็นบางเบอร์ อย่างเบอร์ 0 และ เบอร์ 1 แต่รับรองว่ามีไข่บริโภคแน่นอน.
.
.
บุคลากรแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ คัดค้าน "เวร 12 ชั่วโมง" ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10172673
.
บุคลากรแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ออกมารวมตัวกันแสดงจุดยืน คัดค้าน หลังมีการปรับผลัดเวรจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์
.
วันที่ 16 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กชื่อ เชียงราย108 โพสต์ระบุว่า ด่วนบุคลากรแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ รวมพลังคัดค้าน “เวร 12 ชั่วโมง” ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ เช้าวันนี้ (16 มีนาคม 2569) บริเวณลานหน้าเสาธง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า
.
ออกมารวมตัวกันแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน พร้อมชูป้ายข้อความเพื่อคัดค้านนโยบายการปรับตารางการทำงานเป็นผลัดละ 12 ชั่วโมง
.
บรรยากาศการรวมตัวเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีป้ายข้อความที่สื่อถึงความอัดอั้นและภาระที่หนักอึ้ง เช่น
“คืนคุณภาพชีวิตให้พยาบาล บุคลากรหน้างานจะไม่ทน”, “12 ชม. ไม่ได้ลด burnout แต่เพิ่มภาระ”, “โปรดช่วยรับฟังความคิดเห็นของ ‘ผู้ปฏิบัติงาน'”, “เวร 12 ชม. มีผลต่อครอบครัว” และประโยคที่สะท้อนความรู้สึกได้ชัดเจนที่สุดคือ “ลด Burnout คนไม่ใช่หุ่นยนต์”
.
การออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอส่วนกลางในการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้วยการปรับผลัดเวรจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะมีการชี้แจงก่อนหน้านี้ว่าเป็นเพียงทางเลือก แต่กลุ่มบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานด่านหน้า
.
เผชิญความตึงเครียดและต้องดูแลชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากมองว่า การทำงานติดต่อกันยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ซ้ำยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนทำงาน และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย
JJNY : “ไอซ์”ถามทำอะไรผิด│KKP ประมาณการณ์│‘ตลาดชัยนาท’อั้นไม่อยู่ไข่ไก่ราคาพุ่ง│คัดค้าน"เวร 12 ชม."│หุ้นเอเชียระมัดระวัง
.
KKP ประมาณการณ์ GDP โต 1.8% แต่เตือนไทยเสี่ยงถดถอยเชิงเทคนิค หากน้ำมันพุ่งแตะ $120 เกิน 6 เดือน https://www.matichon.co.th/economy/news_5635790
.
KKP ประมาณการณ์ GDP โต 1.8% แต่เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ $120 เกิน 6 เดือน
.
วันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า KKP Research ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
.
ราคาน้ำมันพุ่ง: ความเสี่ยงสำคัญที่กระทบไทยมากกว่าใครในภูมิภาค
.
ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ (1) ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง (2) ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน และ (3) ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า
.
ในกรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น “การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว” และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเย้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น
.
KKP Research ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้
เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจาก 3 ปัจจัยสำคัญ
.
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา (ก่อนเกิดสงคราม) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก
.
ปัจจัยแรก คือ ภาคการท่องเที่ยว หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลงอย่างมากในปี 2568 จากความกังวลด้านความปลอดภัย สถานการณ์เริ่มดีขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหันมาเลือกไทยแทนญี่ปุ่น หลังความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้น KKP Research จึงปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ในกรณีฐาน ขึ้นเป็น 35.1 ล้านคน และที่น่าสนใจคือการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่นักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวอาเซียน ยุโรป อินเดีย และรัสเซียอีกด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
.
ปัจจัยที่สอง คือ การส่งออกและการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในการขับเคลื่อนภาคการผลิต เนื่องจาก HDD มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าการเติบโตของการส่งออกส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเส้นทางซัพพลายเชน คือการนำสินค้าจากประเทศอื่นผ่านไทยเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ จึงไม่ได้หนุนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่นัก
.
ปัจจัยที่สาม คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงมากขึ้น จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งลดความเสี่ยงจากความวุ่นวายทางการเมืองที่เคยกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ค้างคาอยู่นาน ทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับผลิตภาพ และการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
.
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกนำเข้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคในประเทศ และภาวะสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังตึงตัว ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก
.
ความท้าทายระยะสั้น: กองทุนน้ำมันและพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด
.
ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน
.
นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน “พื้นที่ทางนโยบาย” ที่มีอยู่อย่างจำกัด
.
แนวโน้มดอกเบี้ย: ธปท. ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น
.
หลังการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) KKP Research สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในท่าทีการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยปรับจุดยืนให้สมดุลมากขึ้น หันมาให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมากกว่าเดิม แทนแนวคิดเดิมที่เน้น “รักษาพื้นที่นโยบาย” แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเงินบาทแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยแถลงการณ์ล่าสุดระบุว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน “รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอแล้ว” หากไม่มีผลกระทบเชิงลบเพิ่มเติม
.
KKP Research คงประมาณการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% สำหรับปี 2569 และ 2570 และปรับการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก จากปี 2570 เป็นปี 2571 เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่เห็นได้ชัดของ กนง. และคาดว่า กนง. อาจปรับดอกเบี้ยลงต่ำกว่าที่ประเมินไว้ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลงมากกว่าคาด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อกว่าที่ประเมิน
.
.
‘ตลาดชัยนาท’ อั้นไม่อยู่ไข่ไก่เบอร์ 0-1 ราคาพุ่งอีกแผงละ 16 บาท ปัจจัย ‘อากาศร้อน-สงคราม’
https://www.dailynews.co.th/news/5690910/
.
พ่อค้าแม่ค้าตลาดสดภาษีซุง เขตเทศบาลเมืองชัยนาท อั้นไม่ไหว ปรับราคาไข่ไก่แผงละ 16 บาท แนวโน้มบางเบอร์อาจขาดตลาด เหตุปัจจัย "อากาศร้อน" และ "ภาวะสงคราม"
.
เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลทำให้สินค้าหลายชนิดเริ่มปรับราคาขึ้น โดยเฉพาะไข่ไก่ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ไปสำรวจยังตลาดสดภาษีซุง ภายในเขตเทศบาลเมืองชัยนาท แหล่งการค้าขนาดใหญ่ของจังหวัด พบว่าปัจจุบันราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มปรับขึ้นมาถึงแผงละ 16 บาท ปัจจัยเกิดจากราคาของการขนส่ง ประกอบกับช่วงนี้หน้าร้อนทำให้ไก่นั้นไม่ค่อยออกไข่
.
จากการสอบถาม นางมยุรี ปานพรหม เจ้าของร้านมยุรีขายไข่ เปิดเผยว่า ตอนนี้ราคาไข่ไก่ขยับราคาแพงขึ้นทุกวัน เนื่องจากอากาศร้อนทำให้ไก่ไม่ออกไข่ ประกอบกับเรื่องของราคาภาคขนส่ง เรื่องน้ำมัน ปัจจุบันไข่ไก่เบอร์ 0 และเบอร์ 1 ปรับราคาขึ้นมาแผงละ 16 บาท เบอร์ 2-3 ปรับขึ้นมาแผงละ 6 บาท ตอนนี้ทางร้านได้ปรับขึ้นราคาขายหน้าร้าน อย่างเบอร์ เบอร์ 0 ปรับขึ้นมาขายแผงละ 125 บาท เบอร์ 1 ปรับขึ้นมาขายแผงละ 115 บาท เบอร์ 2 ปรับขึ้นมาขายแผงละ 110 และเบอร์ 3 ปรับขึ้นมาขายแผงละ 105 บาท และทางหน้าฟาร์มได้แจ้งมาว่ายังคงมีแนวโน้มที่จะปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก ส่วนไข่ไก่นั้นถามว่าจะขาดตลาดหรือไม่ก็คาดว่าอาจจะขาดเป็นบางเบอร์ อย่างเบอร์ 0 และ เบอร์ 1 แต่รับรองว่ามีไข่บริโภคแน่นอน.
.
.
บุคลากรแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ คัดค้าน "เวร 12 ชั่วโมง" ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10172673
.
บุคลากรแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ออกมารวมตัวกันแสดงจุดยืน คัดค้าน หลังมีการปรับผลัดเวรจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์
.
วันที่ 16 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กชื่อ เชียงราย108 โพสต์ระบุว่า ด่วนบุคลากรแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ รวมพลังคัดค้าน “เวร 12 ชั่วโมง” ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ เช้าวันนี้ (16 มีนาคม 2569) บริเวณลานหน้าเสาธง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า
.
ออกมารวมตัวกันแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน พร้อมชูป้ายข้อความเพื่อคัดค้านนโยบายการปรับตารางการทำงานเป็นผลัดละ 12 ชั่วโมง
.
บรรยากาศการรวมตัวเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีป้ายข้อความที่สื่อถึงความอัดอั้นและภาระที่หนักอึ้ง เช่น “คืนคุณภาพชีวิตให้พยาบาล บุคลากรหน้างานจะไม่ทน”, “12 ชม. ไม่ได้ลด burnout แต่เพิ่มภาระ”, “โปรดช่วยรับฟังความคิดเห็นของ ‘ผู้ปฏิบัติงาน'”, “เวร 12 ชม. มีผลต่อครอบครัว” และประโยคที่สะท้อนความรู้สึกได้ชัดเจนที่สุดคือ “ลด Burnout คนไม่ใช่หุ่นยนต์”
.
การออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอส่วนกลางในการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้วยการปรับผลัดเวรจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะมีการชี้แจงก่อนหน้านี้ว่าเป็นเพียงทางเลือก แต่กลุ่มบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานด่านหน้า
.
เผชิญความตึงเครียดและต้องดูแลชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากมองว่า การทำงานติดต่อกันยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ซ้ำยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนทำงาน และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย