สงครามจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลางและยังยืดเยื้อ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงานซึ่งตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว หลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพของอิหร่านส่งผลให้ตลาดกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงานในภูมิภาค โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบสำคัญของโลก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ความกังวลดังกล่าวผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและยืนอยู่เหนือระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันไม่ได้ส่งผลเฉพาะตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ยังสะเทือนเป็นลูกโซ่ไปยังห่วงโซ่อุตสาหกรรมจำนวนมาก เนื่องจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรม การขนส่ง ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคปลายทาง ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักจึงหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวได้ยาก โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับพลังงานและปิโตรเคมี
ในฝั่งต้นน้ำของอุตสาหกรรมพลังงาน บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันและก๊าซจำนวนมากอิงกับราคาตลาดโลก บริษัทอย่าง PTT Exploration and Production หรือ ปตท.สผ. จึงมีโอกาสเห็นรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานที่ปรับตัวสูง
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของตลาดพลังงานก็ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ หากสถานการณ์ความขัดแย้งทำให้ราคาน้ำมันเหวี่ยงตัวรุนแรงหรือเกิดการแทรกแซงตลาดจากประเทศผู้บริโภครายใหญ่
ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน อย่าง Thai Oil, Bangchak Corporation, IRPC และ Star Petroleum Refining ต้องเผชิญทั้งผลบวกและผลลบในเวลาเดียวกัน ในระยะสั้นโรงกลั่นมักได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ปรับขึ้นเร็วกว่าและแรงกว่าน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นมากเกินไป โรงกลั่นก็ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากมูลค่าสต็อกน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งอาจทำให้กำไรของธุรกิจแกว่งตัวสูงในช่วงวิกฤตพลังงาน
ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงกระแทกค่อนข้างหนักคือกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากวัตถุดิบหลักในการผลิตจำนวนมากมาจากน้ำมันดิบ โดยเฉพาะแนฟทาซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบของผู้ผลิตปิโตรเคมีก็เพิ่มขึ้นตามทันที บริษัทอย่าง PTT Global Chemical, IRPC และ SCG Chemicals (ที่ได้หยุดเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์บางแห่งชั่วคราว) จึงต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดโลกไม่ได้ปรับขึ้นเร็วเท่าต้นทุน ส่งผลให้ส่วนต่างราคาหรือสเปรดแคบลงและกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
ผลกระทบดังกล่าวยังส่งต่อมายังอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ธุรกิจพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้เม็ดพลาสติกอย่าง PE, PP และ PET เป็นวัตถุดิบหลัก เมื่อราคาปิโตรเคมีปรับขึ้น ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จำนวนมากจึงต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น และบางส่วนเริ่มทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อรักษาระดับกำไร การปรับขึ้นราคาบรรจุภัณฑ์ส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในภาคเกษตรกรรม ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมปุ๋ย เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรียและแอมโมเนีย ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจึงทำให้ต้นทุนการผลิตปุ๋ยเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และสร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรที่ต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และเริ่มมีการซื้อตุนสต็อกเพราะเกรงปุ๋ยจะขาดตลาด และราคาจะปรับตัวสูงขึ้นไปอีก และจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่งทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ สายการบินและผู้ให้บริการขนส่งหลายแห่งเริ่มปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันหรือเพิ่มค่าขนส่งสินค้า ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มักถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าในตลาด
ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ เซรามิก กระจก และอะลูมิเนียม ก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากกระบวนการผลิตต้องใช้พลังงานจำนวนมาก หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการบางรายอาจจำเป็นต้องปรับราคาสินค้า หรือชะลอการผลิตเพื่อลดภาระต้นทุน
เมื่อผลกระทบจากต้นทุนพลังงานกระจายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ สุดท้ายแรงกดดันย่อมส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันขายปลีก ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง หรือสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน หลายธุรกิจเริ่มใช้สถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นเหตุผลในการปรับราคาสินค้า ซึ่งในบางกรณีก็อาจมีการฉวยโอกาสปรับราคาเกินกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง
หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และรัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาพลังงานได้ ความเสี่ยงสำคัญคือการเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ซึ่งอาจกระทบกำลังซื้อของประชาชนและชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการค้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่าไทยจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นรัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาขายปลีก ขณะที่ระยะยาวควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
วิกฤตครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเปราะบางของตลาดพลังงานโลก แต่ยังตอกย้ำว่าความผันผวนของน้ำมันสามารถส่งแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างรวดเร็ว และอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไปหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
https://www.thansettakij.com/economy/energy/653916
สงครามสหรัฐ–อิหร่าน เขย่าค่าครองชีพคนไทย ต้นทุนอุตสาหกรรมพุ่งทั้งระบบ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
https://www.thansettakij.com/economy/energy/653916