สรุปวงจรซ้ำซาก สินค้าเกษตรไทย จากยุคหอมหวาน สู่ราคาตกต่ำ /โดย ลงทุนแมน

จากเรื่องมะพร้าวน้ำหอม ที่เคยเป็นสินค้าเกษตรยอดฮิตของชาวจังหวัดราชบุรี ที่เคยขายได้ถึงลูกละ 40 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกมะพร้าวเป็นจำนวนมาก

https://www.facebook.com/share/p/1GsSS8PZ6n/?mibextid=wwXIfr


มาวันนี้ ล้งหลายแห่งในจังหวัดราชบุรี ประกาศรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรไทย เพียงลูกละ 2-3 บาทเท่านั้น

ซึ่งมะพร้าวน้ำหอม ก็ไม่ใช่สินค้าเกษตรไทยตัวแรก ที่เจอเรื่องราวแบบนี้
โดยตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน พืชเศรษฐกิจไทย ที่เคยมีวัฏจักรซ้ำรอยคล้าย ๆ กับมะพร้าวน้ำหอม ก็คือ “ยางพารา”

ตั้งแต่เมื่อปี 2547 รัฐบาลได้สนับสนุนให้ปลูกยางพาราในพื้นที่ต่าง ๆ

โดยในตอนนั้นก็ไม่ได้มีการวางแผนการผลิตยางพารา ให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดแต่อย่างใด

ตอนนั้น ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารามากที่สุดในโลก
แต่ก็ยังโชคดี ที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเยอะขึ้นมาก ทำให้ยางพาราในช่วงนั้น มีแนวโน้มที่ราคาสูงขึ้นทุกปี

เมื่อสินค้าเกษตรอย่างยางพารามีราคาสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกษตรกรชาวสวน แห่กันมาปลูกยางพารามากขึ้นเรื่อย ๆ

จุดที่พีกที่สุดของอุตสาหกรรมยางพารา ก็คือในช่วงปี 2554
เนื่องจากตลาดที่ต่างประเทศอย่างจีน มีความต้องการยางพาราดิบเป็นอย่างมาก
สำหรับนำมาใช้รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ของประเทศจีนที่กำลังเติบโต

ในปี 2554 ยางพาราแผ่นดิบได้ขึ้นไปเฉลี่ยกิโลกรัมละ 124 บาท และมีราคาพีกสุดถึงกิโลกรัมละ 171 บาท

ด้วยราคายางพาราที่แพงมากขนาดนี้ กลุ่มชาวสวนเกษตรกรที่โชคดีมากที่สุด
ก็คือกลุ่มชาวสวนที่เริ่มต้นปลูกยางพาราในปี 2547

เพราะกว่าที่ยางพาราจะเติบโตและกรีดน้ำยางได้ ก็ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี
มาจนถึงปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่ยางพาราเติบโต จนสามารถกรีดน้ำยาง หรือแปรรูปเป็นยางแผ่นไปขายได้ในราคาสูง

แต่ถ้าชาวสวน ปลูกยางพาราช้ากว่านี้สัก 4 ปี หรือในช่วงปี 2551
เมื่อต้นยางพาราโต ชาวสวนกลุ่มนี้ก็จะเจอกับวิกฤติราคายางพาราที่ตกต่ำ จนแทบจะขาดทุน..

โดยในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่ต้นยางพาราโตเต็มวัย จนสามารถกรีดน้ำยางได้ และผลจากที่ชาวสวนแข่งกันปลูก ก็ทำให้ในปีนั้น ประเทศไทยเริ่มมีผลผลิตจากยางพาราเยอะขึ้นมาก โดยมีผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 25% เมื่อเทียบกับปี 2554

เมื่อผลผลิตยางพาราในตลาดเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ราคายางพารา ตกลงอย่างรวดเร็ว จากราคายางพาราแผ่นโดยเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 124 บาทในปี 2554 ก็เหลือเพียงกิโลกรัมละ 49 บาทในปี 2558

ซึ่งเหตุผลที่ราคายางพาราลดลงในช่วงนั้น นอกจากเรื่องปริมาณผลผลิตยางพาราในประเทศไทย
ที่มากขึ้น จนไม่สามารถระบายสต๊อกได้ทันแล้ว
ความต้องการนำเข้ายางพาราในประเทศจีน ก็ลดลงเช่นกัน

เพราะประเทศไทย ก็ยังต้องเจอกับคู่แข่งที่มีลักษณะภูมิประเทศ สภาพดิน และสภาพอากาศ ที่สามารถปลูกยางพาราได้เหมือนกัน ทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

ซึ่งก็มีไร่สวนยางพาราในประเทศเพื่อนบ้านจำนวนไม่น้อย ที่กลุ่มทุนจีนเข้ามาบุกเบิก ทำสวนยางพารามาแล้วก่อนหน้า

แล้วเลือกซื้อยางพารา จากสวนที่อยู่ในเครือข่ายของตัวเอง มาขายให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศจีนเอง ด้วยราคาที่ถูกกว่า

จากวิกฤติยางพาราในรอบนั้น ก็ไม่แตกต่างอะไรจากวิกฤติมะพร้าวน้ำหอมไทย

ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมไทย ถือเป็นสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และโตตามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออก
และแน่นอนว่า “จีน” คือตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมตลาดใหญ่ของไทย

แต่เดิมคนในพื้นที่ในจังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร ก็นิยมปลูกและขายในราคาขายส่งลูกละ 5-10 บาท โดยไม่ได้เน้นตลาดส่งออกมากนัก

ต่อมาเมื่อประเทศไทย เริ่มเติบโตจากการท่องเที่ยว
โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย

มะพร้าวน้ำหอม ก็ได้กลายเป็น Super Fruit และกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักให้ชาวจีนทันที

นอกจากมะพร้าวน้ำหอมจะฮิตในตลาดจีนแล้ว มะพร้าวน้ำหอมในช่วงหลัง ก็ยังเป็นที่นิยมในตลาดน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม ที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ

เมื่อมะพร้าวน้ำหอมมีราคาสูง และได้รับความนิยม ก็ทำให้เกษตรกร หรือชาวนา เปลี่ยนจากการปลูกข้าว แห่ไปปลูกมะพร้าวน้ำหอมตาม ๆ กันไป

ซึ่งก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มะพร้าวน้ำหอม มีราคาพุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุดเฉลี่ยลูกละ 40 บาท

และเมื่อผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมมีราคาสูง จนตลาดปลายทางโดยเฉพาะประเทศจีน ก็มองเห็นว่าราคามะพร้าวน้ำหอมต่อลูกจากไทยนั้น มีราคาสูงจนเกินไป

ทำให้จากเดิมกลุ่มนักธุรกิจจีนผู้คุมตลาด ที่เป็นเพียง “คนซื้อ” อยู่ปลายทาง
ก็เริ่มขยับเข้ามาเป็น “ผู้คุม” ซัปพลายเออร์ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันกลางน้ำ เพื่อกินรวบส่วนต่างกำไรทั้งหมด

เริ่มจากการบุกยึดกลางน้ำ โดยกลุ่มธุรกิจการเกษตรชาวจีนบางส่วน ก็เริ่มใช้นอมินี เข้ามาตั้งล้งของตัวเองในพื้นที่ยุทธศาสตร์ อย่างจังหวัดราชบุรี หรือจังหวัดนครปฐม
จึงทำให้เขาสามารถคัดเกรด บรรจุภัณฑ์ และจัดการโลจิสติกส์ ส่งตรงถึงโกดังในจีนได้ด้วยตัวเอง

ไปจนถึงการบุกยึดต้นน้ำ ผูกขาดการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอม จากสวนในเครือข่ายของคนจีนด้วยกัน

โดยในระดับต้นน้ำ กลุ่มนักธุรกิจจีนบางส่วน ก็เลือกใช้นอมินีคนไทยเป็นเจ้าของสวนแทนกลุ่มคนจีน ไปจนถึงการใช้ล้งในเครือข่ายของตัวเอง กดราคามะพร้าวน้ำหอมกับเกษตรกรที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่าย จนเกษตรกรเริ่มมีรายได้ที่สู้ต้นทุนไม่ไหว

และยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มนักธุรกิจจีนบางราย ก็จะเสนอสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว เพื่อจ้างเกษตรกรปลูกมะพร้าวป้อนให้กับล้งในเครือข่าย ด้วยราคาค่าจ้างปลูกตามที่ตกลงกัน
โดยนักธุรกิจจีนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการปลูก และเก็บเกี่ยวมะพร้าวให้

ซึ่งตั้งแต่วิธีการบริหารจัดการล้งผลไม้ และการบริหารจัดการสวนในเครือข่าย ก็ทำให้ต้นทุนของมะพร้าวน้ำหอม ที่ส่งออกไปในตลาดประเทศจีน มีราคาต่ำลง
จนมะพร้าวน้ำหอม มีราคาที่ถูกกดต่ำลงมา และเกิดปัญหามะพร้าวน้ำหอมราคาถูกมาก อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ตั้งแต่ยางพารา จนถึงมะพร้าวน้ำหอม เราพอจะมองเห็นจุดร่วมอะไร ในวัฏจักรของสินค้าเกษตร ?

จากจุดเริ่มต้น ที่ผลิตภัณฑ์การเกษตรเป็นสินค้ายอดฮิต และมีราคาแพงขึ้น
ชาวสวนทุกคนหันมาแย่งกันปลูก จนกระทั่งราคาสินค้าเกษตรตกลง เพราะตลาดผู้รับซื้อมีอำนาจในการควบคุมราคาสูง

เช่น ผู้รับซื้อรายใหญ่มาก อย่างบริษัทแปรรูป หรือกระจายสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศจีน
ที่รับซื้อสินค้าเกษตรจากไทยในปริมาณที่มาก

เมื่อจีนเป็นตลาดใหญ่ และสินค้าเกษตรไทยจำเป็นต้องพึ่งพาตลาดนี้เป็นหลัก ก็ทำให้ตลาดประเทศจีน มีอำนาจในการต่อรองที่สูงมาก

และถ้าขาดการบังคับใช้กฎหมาย หรือควบคุมดูแลเกี่ยวกับการค้าจากภาครัฐ

กลุ่มเครือข่ายธุรกิจการเกษตรของจีน ก็สามารถขยายธุรกิจ โดยเข้ามาเป็นผู้ค้าส่ง หรือ “เป็นเจ้าของล้งมะพร้าว” ด้วยตัวเอง

ไปจนถึงการเป็นผู้ผลิตและจัดหา หรือ “เป็นเจ้าของสวน” ได้ด้วยตัวเอง
จนสามารถกดราคาต้นทุนการสั่งซื้อมะพร้าว ซึ่งก็คือ “ราคามะพร้าวต่อลูก” ให้ต่ำลง

และผลสุดท้ายคือ เกษตรกรชาวไทย ที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายธุรกิจของตลาดใหญ่ ก็ต้องตกรถ เจอกับปัญหาผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ และประสบปัญหาขาดทุน

นี่ก็คือปัญหาที่สะท้อนความเจ็บปวดของเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่มีอำนาจต่อรองไม่มาก
ตั้งแต่ผลผลิตยางพารา ไปจนถึงมะพร้าวน้ำหอม

และหากต้องแก้ปัญหาสินค้าเกษตรไทยที่ติดหล่มเดิมซ้ำซาก สิ่งที่ต้องทำก็คือ

- การเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตร ให้แปรรูปไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

อย่างการนำมะพร้าวน้ำหอมไปสร้างแบรนด์ หรือปั้นเป็นสินค้า GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ประจำถิ่น เช่น เทียนหอม น้ำมันมะพร้าว ไวน์มะพร้าวน้ำหอม หรือเครื่องสำอางจากมะพร้าว
เพื่อไปตีตลาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ

และที่สำคัญคือ ต้องทำให้ผลิตภัณฑ์การเกษตร ไปเจาะตลาดหลาย ๆ ตลาด และลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงแค่ตลาดเดียว

- การสนับสนุนให้สินค้าเกษตร สามารถนำไปแปรรูปเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง

ให้เหมือนกับยางพารา ที่ปัจจุบันก็มีตลาดรองรับ เป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าจากยาง เช่น ถุงมือยาง สายยางน้ำเกลือ ยางรถยนต์ และชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ซึ่งช่วยพยุงไม่ให้ราคายางพาราในปัจจุบัน ตกต่ำเกินไป

- การบังคับใช้กฎหมายการค้าที่ไม่เป็นธรรมอย่างเด็ดขาด

อย่างการตรวจสอบเจ้าของล้ง ว่ามีชื่อคนไทยถือหุ้นอยู่ 51% หรือไม่ และคนไทยที่ถือหุ้นเป็นนอมินีหรือไม่

หรือการบังคับใช้กฎหมายกับล้งที่มีพฤติกรรมฮั้วราคา หรือกดราคาจนต่ำกว่าทุนอย่างผิดปกติ

- การเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับผู้ซื้อ
และสนับสนุนให้เกษตรกรซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตร อย่างปุ๋ย หรือเครื่องจักรต่าง ๆ ได้ในราคาที่ถูกลง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ยางพารา” ในอดีต และ “มะพร้าวน้ำหอม” ในปัจจุบัน เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่หยั่งรากลึกในภาคเกษตรกรรมไทย

หากเรายังปล่อยให้โมเดลการค้าเป็นแบบ “ฝากชีวิตไว้กับล้งต่างชาติ” ต่อไป

วันข้างหน้า สินค้าที่กำลังขึ้นชื่อว่าเป็นตัวท็อปของประเทศไทยอย่าง “ทุเรียน” หรือ “มังคุด” ก็อาจจะเดินเข้าสู่วงจรซ้ำซากนี้ เช่นเดียวกัน..
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่