ทุเรียน อาจเจอราคาตก ต่อจากมะพร้าว ? /โดย ลงทุนแมน
สินค้าเกษตรชนิดใดมีราคาดี เกษตรกรจะชอบแห่ปลูกตาม ๆ กัน จนสินค้าล้นตลาด และทำราคาตก เป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยมานาน
- ยางพาราปรับตัวสูงขึ้น ตามความต้องการของตลาด เกษตรกรก็นิยมแห่กันปลูก จนยางล้นตลาด
- มะพร้าวน้ำหอม เมื่อมะพร้าวแพงขึ้น มีตลาดใหญ่อย่างจีนรองรับ ก็นิยมแห่กันปลูก จนมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด
ผลสุดท้ายคือ ราคาสินค้าเกษตรทั้ง 2 ชนิดนี้ ก็ต้องดิ่งลงตามกลไกตลาด
“ทุเรียน” ในตอนนี้ พื้นที่ปลูกก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ราคาทุเรียนหน้าสวนก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี
แต่ในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีแรกที่ทุเรียนราคาตกลงจากปี 2567
คำถามที่น่าคิดต่อคือ แล้ว ทุเรียนราคาต่ำ จะเป็นภาพซ้ำรอยเหมือนกับยางพารา หรือมะพร้าวน้ำหอมหรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ทุเรียนสมัยก่อนถือเป็นผลไม้ราคาถูก และคนไทยไม่ค่อยนิยมปลูกกัน โดยราคาทุเรียนหน้าสวน ตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-25 บาท ในช่วงปี 2540-2550
โดยช่วงเวลาที่ทุเรียน เริ่มกลายมาเป็นราชาผลไม้ ก็คือช่วงปี 2555 เหตุผลสำคัญก็มาจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีน ที่มาเที่ยวในไทยแล้วได้มาลิ้มลองทุเรียน
ประกอบกับในช่วงเวลานี้ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ของจีน อย่าง Alibaba และ JD .com ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาทำตลาดในต่างประเทศ แถมได้เริ่มพัฒนาระบบ Cold Chain สำหรับจัดเก็บสินค้าสด
จึงทำให้ทุเรียน กลายเป็นผลไม้เรือธงของไทยที่ได้รับความนิยม โดยเริ่มมีล้งทุเรียนหรือพ่อค้าคนกลาง เอาทุเรียนไปขายผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce เหล่านี้
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ในช่วงปี 2555 เป็นช่วงที่ยางพาราของไทยเริ่มตกลง จากราคายางพารากิโลกรัมละ 100 กว่าบาท ก่อนที่จะดิ่งเหลือ 50 บาท ในช่วงปี 2557-2558
นั่นจึงทำให้เกษตรกรชาวสวน ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก เริ่มหันมาโค่นยางพารา
และปลูกทุเรียนกัน เพราะมองว่าทุเรียนให้ผลผลิตต่อไร่ได้ดีกว่า และราคาดีกว่า
ถ้าเราลองเปรียบเทียบผลผลิต ระหว่างยางพารากับทุเรียนแล้ว
สวนยางพารา 1 ไร่ ให้ผลผลิตยางพาราแผ่น 220-250 กิโลกรัม
ส่วนสวนทุเรียน 1 ไร่ ให้ผลผลิตทุเรียนอยู่ที่ 1,500-2,200 กิโลกรัม
ดังนั้น ถ้ายางพารากับทุเรียน ขายที่เรตราคาต่อกิโลกรัมเท่ากัน
การปลูกทุเรียนก็มีแนวโน้มที่จะทำรายได้สูงกว่า
แต่ก็ต้องบอกว่า การปลูกทุเรียนต้องใช้เงินลงทุนในการปลูกที่สูง และทุเรียนเป็นพืชที่ต้องได้รับการดูแลอย่างละเอียดอ่อน มิเช่นนั้นทุเรียนก็จะไม่เกิดดอกออกผล
ซึ่งเกษตรกรที่อยากหันมาปลูกทุเรียน ก็อาจเจอต้นทุนในการปลูกต่อไร่ ที่สูงกว่ายางพาราถึง 7 เท่า
และทุเรียนเศรษฐกิจอย่างทุเรียนหมอนทอง และทุเรียนชะนี จะต้องใช้เวลาในการเพาะปลูก 4-5 ปี
ถึงจะเติบโตและเก็บเกี่ยวไปขายให้กับล้งได้
สำหรับพื้นที่ปลูกทุเรียน ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย อย่างจังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง
และพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย อย่างจังหวัดชุมพร หรือสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกทุเรียนที่สุด
เนื่องด้วยสภาพดินที่เป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี ประกอบกับสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง มีฝนตกบ่อย แต่ก็มีช่วงแล้งที่สั้นพอ ที่จะให้ผลผลิตได้เป็นจำนวนมาก
ในเวลาต่อมา ทุเรียนก็ถูกมองว่าเป็นสินค้า Hero Product ที่ไทยสามารถส่งออกและทำเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก
ตั้งแต่ปี 2561 ตลาดทุเรียนในประเทศจีน ก็ฟีเวอร์ขึ้นจากปีก่อน ๆ มาก ขนาดมีข่าวว่าทุเรียนไทย ได้สร้างสถิติในวงการ โดยสามารถขายทุเรียนหมอนทองผ่านแพลตฟอร์ม Alibaba ได้ 80,000 ลูกใน 1 นาที
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ทำให้ทุเรียนหมอนทอง จากเดิมที่เคยเป็นผลไม้ราคาถูก จากราคาหน้าสวนตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-25 บาท ในช่วงปี 2540-2550 กลายเป็นราคามากกว่า 70 บาท ในปี 2560
และในเวลาต่อมา ทุเรียนหมอนทองสำหรับเกรดที่ส่งออกไปยังตลาดหลัก อย่างประเทศจีน ก็มีราคาแพงขึ้นทุกปี
ถ้าเราลองไปดูราคาทุเรียนที่จีนนำเข้าต่อกิโลกรัม เราก็จะเห็นว่า
ปี 2560 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 45 บาท
ปี 2561 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 61 บาท
ปี 2562 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 69 บาท
ปี 2563 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 106 บาท
ปี 2564 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 125 บาท
ปี 2565 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 133 บาท
ปี 2566 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 142 บาท
ปี 2567 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 157 บาท
จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปี 2560-2567 ราคาทุเรียนหน้าสวนจะแพงขึ้นทุกปี นั่นก็เพราะว่าตลาดประเทศจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว
ซึ่งในช่วงนั้น ทุเรียนไทยก็ถือเป็นผลไม้ยอดนิยมที่มีคูเมืองที่แน่นหนา เพราะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่า 50% ในแทบทุกมณฑลของประเทศจีน
นั่นจึงทำให้เกษตรกร ที่เริ่มต้นปลูกทุเรียนตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา กลายเป็นกลุ่ม “ลงทุนได้ถูกที่ ลงแรงได้ถูกเวลา แถมยังคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว”
เพราะถ้าเกษตรกร ลงทุนปลูกทุเรียนหมอนทองตั้งแต่ช่วงเวลานี้ ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันที ในปี 2560-2567 ซึ่งเป็นยุคที่ราคาทุเรียนนั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ติดต่อกันหลายปี
จึงไม่แปลกที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จังหวัดที่ส่งออกผลผลิตทุเรียนมาก อย่างจันทบุรีและชุมพร เป็นจังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ทั้งที่จังหวัดนั้นไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของการท่องเที่ยว และเรื่องอุตสาหกรรมมากนัก
แต่ในทางกลับกัน ปี 2568 ก็ถือเป็นปีแรกที่ทุเรียนราคาตก โดยราคาที่ส่งออกไปขายในประเทศจีน ตกลงเหลือกิโลกรัมละ 128 บาท ซึ่งถือว่าราคาร่วงลงจากปี 2567 ถึง 18.2%
และคาดว่าในปี 2569 นี้ ราคาส่งออกทุเรียนต่อกิโลกรัม ก็มีแนวโน้มลดลงมากขึ้นไปอีก
เนื่องจากผลผลิตทุเรียนในไทย ที่เพิ่มมากขึ้น และไม่สามารถระบายสต๊อกได้ทัน
ซึ่งปัญหาเรื่องทุเรียนราคาตก ก็เกิดจากสาเหตุสำคัญอยู่ 2 อย่างด้วยกัน นั่นคือ
- ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนามและมาเลเซีย แย่งตลาดทุเรียนจากไทยไป
โดยทั้ง 2 ประเทศนี้ ต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถเอาชนะไทยได้
อย่างเวียดนาม ที่มีส่วนแบ่งการตลาดของทุเรียนในประเทศจีน มากเป็นอันดับ 2 รองจากไทย
ซึ่งสิ่งที่ทำให้เวียดนามได้เปรียบกว่าไทย ก็คือเรื่องระยะเวลาในการขนส่ง
เพราะเวียดนามมีพรมแดนที่ติดกับจีน ทำให้การขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ สามารถทำได้ง่ายกว่า และประหยัดต้นทุนมากกว่า
เมื่อต้นทุนค่าขนส่งมีน้อยกว่า ก็ทำให้ทุเรียนจากเวียดนาม มีโอกาสขายส่งให้จีนได้ในราคาถูกกว่า และเข้ามาตัดราคาแข่งกับทุเรียนไทยมากขึ้น
ปัจจุบัน มีอย่างน้อย 4 มณฑลในประเทศจีน ที่ไทยต้องเสียส่วนแบ่งการตลาดไปให้เวียดนาม อย่าง มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเสฉวน และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง
โดยเฉพาะมณฑลเจ้อเจียง ที่ตั้งของเมืองหางโจว ซึ่งเป็นฐานทัพของสำนักงานใหญ่ E-Commerce อย่าง Alibaba ที่ไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับเวียดนามมากที่สุด จาก 63.8% ในปี 2567 เหลือเพียง 32.9% ในปี 2568
ส่วนมาเลเซีย ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่อยู่ไกลตลาดหลักอย่างประเทศจีน แต่ไม่ได้เน้นส่งออกทุเรียนปริมาณมาก ๆ เพื่อแข่งกับไทยและเวียดนาม
แต่ทุเรียนมาเลเซีย จะเน้นความพรีเมียม และเจาะกลุ่มตลาดไฮเอนด์ ด้วยทุเรียนมูซานคิง (Musang King) และทุเรียนหนามดำ
ซึ่งมีกรรมวิธีในการปลูก และเก็บเกี่ยวที่ประณีตกว่าทุเรียนไทย ทำให้ทุเรียนมาเลเซีย สามารถเพิ่มมูลค่าจนมีราคาที่สูงกว่าทุเรียนไทยถึง 3 เท่า และสร้างอัตรากำไรให้กับเกษตรกรมาเลเซีย ได้มากกว่าไทยหลายเท่า
ซึ่งทุเรียนมูซานคิง และทุเรียนหนามดำนี้ ก็จะไปเจาะตลาดลักชัวรี ทั้งในไทยและจีนด้วยนั่นเอง
- ปัญหาต่อมาคือ การขยายอิทธิพลของกลุ่มคนจีน ที่เข้ามาครอบงำ ห่วงโซ่อุปทานทุเรียนไทยแบบเบ็ดเสร็จ ผ่านนอมินี
โดยรุกคืบตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการกว้านซื้อหรือทำสัญญาเช่าสวนทุเรียนระยะยาวในพื้นที่จังหวัดปลูกทุเรียนที่สำคัญ เพื่อควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิต
รวมถึงการควบคุมและสร้างเครือข่ายล้งสมัยใหม่ ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อประเทศจีนโดยตรง
การสร้างระบบนิเวศการค้าแบบปิดแบบนี้ ทำให้เกษตรกรไทยถูกตัดขาดจากกลไกราคาตลาด สูญเสียอำนาจการต่อรอง
นอกจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สวนทุเรียนในไทย ก็มีแนวโน้มที่จะปลูกเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน
ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.16 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 0.83 ล้านไร่
ปี 2564 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.29 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 0.89 ล้านไร่
ปี 2565 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.43 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 0.98 ล้านไร่
ปี 2566 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.58 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 1.06 ล้านไร่
ปี 2567 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.75 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 1.14 ล้านไร่
จะเห็นว่า แนวโน้มพื้นที่ปลูกทั้งหมดพุ่งสูงขึ้นถึง 50.8% จาก 1.16 เป็น 1.75 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ให้ผลผลิตเติบโตตามไม่ทัน ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างพื้นที่ปลูกทั้งหมดและพื้นที่ให้ผลผลิตแต่ละปี ห่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 0.33 ล้านไร่ เป็น 0.61 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
สอดคล้องกับที่มีการคาดการณ์แนวโน้มว่าพื้นที่ที่ให้ผลผลิตในอีก 4-5 ปีต่อจากนี้ ก็จะแตะ 1.75 ล้านไร่ ซึ่งถือว่ามากกว่าพื้นที่ที่ให้ผลผลิตในปัจจุบันถึง 54% เลยทีเดียว
แถมยังต้องไปแข่งขัน หรือแย่งตลาดกับทุเรียนที่ปลูกในประเทศอื่น อย่างเวียดนาม และมาเลเซียอีกด้วย
และถ้าตลาดทุเรียนไม่ใหญ่พอ หรือตลาดบริโภคในประเทศจีนเติบโตขึ้นช้า ผลผลิตทุเรียนที่มากขึ้นนี้ ก็อาจจะส่งผลให้ราคาทุเรียนต่อกิโลกรัมนั้นลดลง เพราะระบายสต๊อกได้ไม่ทัน
และอาจจะเป็นไปได้ที่เกษตรกร ที่เพิ่งจะปลูกทุเรียนใหม่ ๆ ในช่วงหลังจากปี 2563 ต้องประสบภาวะขาดทุน หรือคืนทุนช้า
นั่นจึงเป็นความท้าทายของภาครัฐ ว่าจะทำอย่างไร ให้ทุเรียนไทยยังคงเป็นราชาผลไม้ที่ขึ้นชื่อ
เพื่อไม่ซ้ำรอย กับสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่เคยราคาตกจนเกษตรกรไม่สามารถอยู่ได้ อย่าง ยางพาราในอดีต หรือมะพร้าวน้ำหอมนั่นเอง..
https://www.facebook.com/share/p/1DQ1sDWMqu/
🥥 ทุเรียน อาจเจอราคาตก ต่อจากมะพร้าว ? /โดย ลงทุนแมน
สินค้าเกษตรชนิดใดมีราคาดี เกษตรกรจะชอบแห่ปลูกตาม ๆ กัน จนสินค้าล้นตลาด และทำราคาตก เป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยมานาน
- ยางพาราปรับตัวสูงขึ้น ตามความต้องการของตลาด เกษตรกรก็นิยมแห่กันปลูก จนยางล้นตลาด
- มะพร้าวน้ำหอม เมื่อมะพร้าวแพงขึ้น มีตลาดใหญ่อย่างจีนรองรับ ก็นิยมแห่กันปลูก จนมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด
ผลสุดท้ายคือ ราคาสินค้าเกษตรทั้ง 2 ชนิดนี้ ก็ต้องดิ่งลงตามกลไกตลาด
“ทุเรียน” ในตอนนี้ พื้นที่ปลูกก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ราคาทุเรียนหน้าสวนก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี
แต่ในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีแรกที่ทุเรียนราคาตกลงจากปี 2567
คำถามที่น่าคิดต่อคือ แล้ว ทุเรียนราคาต่ำ จะเป็นภาพซ้ำรอยเหมือนกับยางพารา หรือมะพร้าวน้ำหอมหรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ทุเรียนสมัยก่อนถือเป็นผลไม้ราคาถูก และคนไทยไม่ค่อยนิยมปลูกกัน โดยราคาทุเรียนหน้าสวน ตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-25 บาท ในช่วงปี 2540-2550
โดยช่วงเวลาที่ทุเรียน เริ่มกลายมาเป็นราชาผลไม้ ก็คือช่วงปี 2555 เหตุผลสำคัญก็มาจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีน ที่มาเที่ยวในไทยแล้วได้มาลิ้มลองทุเรียน
ประกอบกับในช่วงเวลานี้ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ของจีน อย่าง Alibaba และ JD .com ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาทำตลาดในต่างประเทศ แถมได้เริ่มพัฒนาระบบ Cold Chain สำหรับจัดเก็บสินค้าสด
จึงทำให้ทุเรียน กลายเป็นผลไม้เรือธงของไทยที่ได้รับความนิยม โดยเริ่มมีล้งทุเรียนหรือพ่อค้าคนกลาง เอาทุเรียนไปขายผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce เหล่านี้
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ในช่วงปี 2555 เป็นช่วงที่ยางพาราของไทยเริ่มตกลง จากราคายางพารากิโลกรัมละ 100 กว่าบาท ก่อนที่จะดิ่งเหลือ 50 บาท ในช่วงปี 2557-2558
นั่นจึงทำให้เกษตรกรชาวสวน ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก เริ่มหันมาโค่นยางพารา
และปลูกทุเรียนกัน เพราะมองว่าทุเรียนให้ผลผลิตต่อไร่ได้ดีกว่า และราคาดีกว่า
ถ้าเราลองเปรียบเทียบผลผลิต ระหว่างยางพารากับทุเรียนแล้ว
สวนยางพารา 1 ไร่ ให้ผลผลิตยางพาราแผ่น 220-250 กิโลกรัม
ส่วนสวนทุเรียน 1 ไร่ ให้ผลผลิตทุเรียนอยู่ที่ 1,500-2,200 กิโลกรัม
ดังนั้น ถ้ายางพารากับทุเรียน ขายที่เรตราคาต่อกิโลกรัมเท่ากัน
การปลูกทุเรียนก็มีแนวโน้มที่จะทำรายได้สูงกว่า
แต่ก็ต้องบอกว่า การปลูกทุเรียนต้องใช้เงินลงทุนในการปลูกที่สูง และทุเรียนเป็นพืชที่ต้องได้รับการดูแลอย่างละเอียดอ่อน มิเช่นนั้นทุเรียนก็จะไม่เกิดดอกออกผล
ซึ่งเกษตรกรที่อยากหันมาปลูกทุเรียน ก็อาจเจอต้นทุนในการปลูกต่อไร่ ที่สูงกว่ายางพาราถึง 7 เท่า
และทุเรียนเศรษฐกิจอย่างทุเรียนหมอนทอง และทุเรียนชะนี จะต้องใช้เวลาในการเพาะปลูก 4-5 ปี
ถึงจะเติบโตและเก็บเกี่ยวไปขายให้กับล้งได้
สำหรับพื้นที่ปลูกทุเรียน ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย อย่างจังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง
และพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย อย่างจังหวัดชุมพร หรือสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกทุเรียนที่สุด
เนื่องด้วยสภาพดินที่เป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี ประกอบกับสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง มีฝนตกบ่อย แต่ก็มีช่วงแล้งที่สั้นพอ ที่จะให้ผลผลิตได้เป็นจำนวนมาก
ในเวลาต่อมา ทุเรียนก็ถูกมองว่าเป็นสินค้า Hero Product ที่ไทยสามารถส่งออกและทำเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก
ตั้งแต่ปี 2561 ตลาดทุเรียนในประเทศจีน ก็ฟีเวอร์ขึ้นจากปีก่อน ๆ มาก ขนาดมีข่าวว่าทุเรียนไทย ได้สร้างสถิติในวงการ โดยสามารถขายทุเรียนหมอนทองผ่านแพลตฟอร์ม Alibaba ได้ 80,000 ลูกใน 1 นาที
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ทำให้ทุเรียนหมอนทอง จากเดิมที่เคยเป็นผลไม้ราคาถูก จากราคาหน้าสวนตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-25 บาท ในช่วงปี 2540-2550 กลายเป็นราคามากกว่า 70 บาท ในปี 2560
และในเวลาต่อมา ทุเรียนหมอนทองสำหรับเกรดที่ส่งออกไปยังตลาดหลัก อย่างประเทศจีน ก็มีราคาแพงขึ้นทุกปี
ถ้าเราลองไปดูราคาทุเรียนที่จีนนำเข้าต่อกิโลกรัม เราก็จะเห็นว่า
ปี 2560 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 45 บาท
ปี 2561 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 61 บาท
ปี 2562 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 69 บาท
ปี 2563 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 106 บาท
ปี 2564 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 125 บาท
ปี 2565 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 133 บาท
ปี 2566 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 142 บาท
ปี 2567 จีนนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 157 บาท
จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปี 2560-2567 ราคาทุเรียนหน้าสวนจะแพงขึ้นทุกปี นั่นก็เพราะว่าตลาดประเทศจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว
ซึ่งในช่วงนั้น ทุเรียนไทยก็ถือเป็นผลไม้ยอดนิยมที่มีคูเมืองที่แน่นหนา เพราะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่า 50% ในแทบทุกมณฑลของประเทศจีน
นั่นจึงทำให้เกษตรกร ที่เริ่มต้นปลูกทุเรียนตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา กลายเป็นกลุ่ม “ลงทุนได้ถูกที่ ลงแรงได้ถูกเวลา แถมยังคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว”
เพราะถ้าเกษตรกร ลงทุนปลูกทุเรียนหมอนทองตั้งแต่ช่วงเวลานี้ ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันที ในปี 2560-2567 ซึ่งเป็นยุคที่ราคาทุเรียนนั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ติดต่อกันหลายปี
จึงไม่แปลกที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จังหวัดที่ส่งออกผลผลิตทุเรียนมาก อย่างจันทบุรีและชุมพร เป็นจังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ทั้งที่จังหวัดนั้นไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของการท่องเที่ยว และเรื่องอุตสาหกรรมมากนัก
แต่ในทางกลับกัน ปี 2568 ก็ถือเป็นปีแรกที่ทุเรียนราคาตก โดยราคาที่ส่งออกไปขายในประเทศจีน ตกลงเหลือกิโลกรัมละ 128 บาท ซึ่งถือว่าราคาร่วงลงจากปี 2567 ถึง 18.2%
และคาดว่าในปี 2569 นี้ ราคาส่งออกทุเรียนต่อกิโลกรัม ก็มีแนวโน้มลดลงมากขึ้นไปอีก
เนื่องจากผลผลิตทุเรียนในไทย ที่เพิ่มมากขึ้น และไม่สามารถระบายสต๊อกได้ทัน
ซึ่งปัญหาเรื่องทุเรียนราคาตก ก็เกิดจากสาเหตุสำคัญอยู่ 2 อย่างด้วยกัน นั่นคือ
- ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนามและมาเลเซีย แย่งตลาดทุเรียนจากไทยไป
โดยทั้ง 2 ประเทศนี้ ต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถเอาชนะไทยได้
อย่างเวียดนาม ที่มีส่วนแบ่งการตลาดของทุเรียนในประเทศจีน มากเป็นอันดับ 2 รองจากไทย
ซึ่งสิ่งที่ทำให้เวียดนามได้เปรียบกว่าไทย ก็คือเรื่องระยะเวลาในการขนส่ง
เพราะเวียดนามมีพรมแดนที่ติดกับจีน ทำให้การขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ สามารถทำได้ง่ายกว่า และประหยัดต้นทุนมากกว่า
เมื่อต้นทุนค่าขนส่งมีน้อยกว่า ก็ทำให้ทุเรียนจากเวียดนาม มีโอกาสขายส่งให้จีนได้ในราคาถูกกว่า และเข้ามาตัดราคาแข่งกับทุเรียนไทยมากขึ้น
ปัจจุบัน มีอย่างน้อย 4 มณฑลในประเทศจีน ที่ไทยต้องเสียส่วนแบ่งการตลาดไปให้เวียดนาม อย่าง มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเสฉวน และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง
โดยเฉพาะมณฑลเจ้อเจียง ที่ตั้งของเมืองหางโจว ซึ่งเป็นฐานทัพของสำนักงานใหญ่ E-Commerce อย่าง Alibaba ที่ไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับเวียดนามมากที่สุด จาก 63.8% ในปี 2567 เหลือเพียง 32.9% ในปี 2568
ส่วนมาเลเซีย ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่อยู่ไกลตลาดหลักอย่างประเทศจีน แต่ไม่ได้เน้นส่งออกทุเรียนปริมาณมาก ๆ เพื่อแข่งกับไทยและเวียดนาม
แต่ทุเรียนมาเลเซีย จะเน้นความพรีเมียม และเจาะกลุ่มตลาดไฮเอนด์ ด้วยทุเรียนมูซานคิง (Musang King) และทุเรียนหนามดำ
ซึ่งมีกรรมวิธีในการปลูก และเก็บเกี่ยวที่ประณีตกว่าทุเรียนไทย ทำให้ทุเรียนมาเลเซีย สามารถเพิ่มมูลค่าจนมีราคาที่สูงกว่าทุเรียนไทยถึง 3 เท่า และสร้างอัตรากำไรให้กับเกษตรกรมาเลเซีย ได้มากกว่าไทยหลายเท่า
ซึ่งทุเรียนมูซานคิง และทุเรียนหนามดำนี้ ก็จะไปเจาะตลาดลักชัวรี ทั้งในไทยและจีนด้วยนั่นเอง
- ปัญหาต่อมาคือ การขยายอิทธิพลของกลุ่มคนจีน ที่เข้ามาครอบงำ ห่วงโซ่อุปทานทุเรียนไทยแบบเบ็ดเสร็จ ผ่านนอมินี
โดยรุกคืบตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการกว้านซื้อหรือทำสัญญาเช่าสวนทุเรียนระยะยาวในพื้นที่จังหวัดปลูกทุเรียนที่สำคัญ เพื่อควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิต
รวมถึงการควบคุมและสร้างเครือข่ายล้งสมัยใหม่ ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อประเทศจีนโดยตรง
การสร้างระบบนิเวศการค้าแบบปิดแบบนี้ ทำให้เกษตรกรไทยถูกตัดขาดจากกลไกราคาตลาด สูญเสียอำนาจการต่อรอง
นอกจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สวนทุเรียนในไทย ก็มีแนวโน้มที่จะปลูกเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน
ปี 2563 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.16 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 0.83 ล้านไร่
ปี 2564 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.29 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 0.89 ล้านไร่
ปี 2565 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.43 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 0.98 ล้านไร่
ปี 2566 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.58 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 1.06 ล้านไร่
ปี 2567 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1.75 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 1.14 ล้านไร่
จะเห็นว่า แนวโน้มพื้นที่ปลูกทั้งหมดพุ่งสูงขึ้นถึง 50.8% จาก 1.16 เป็น 1.75 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ให้ผลผลิตเติบโตตามไม่ทัน ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างพื้นที่ปลูกทั้งหมดและพื้นที่ให้ผลผลิตแต่ละปี ห่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 0.33 ล้านไร่ เป็น 0.61 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
สอดคล้องกับที่มีการคาดการณ์แนวโน้มว่าพื้นที่ที่ให้ผลผลิตในอีก 4-5 ปีต่อจากนี้ ก็จะแตะ 1.75 ล้านไร่ ซึ่งถือว่ามากกว่าพื้นที่ที่ให้ผลผลิตในปัจจุบันถึง 54% เลยทีเดียว
แถมยังต้องไปแข่งขัน หรือแย่งตลาดกับทุเรียนที่ปลูกในประเทศอื่น อย่างเวียดนาม และมาเลเซียอีกด้วย
และถ้าตลาดทุเรียนไม่ใหญ่พอ หรือตลาดบริโภคในประเทศจีนเติบโตขึ้นช้า ผลผลิตทุเรียนที่มากขึ้นนี้ ก็อาจจะส่งผลให้ราคาทุเรียนต่อกิโลกรัมนั้นลดลง เพราะระบายสต๊อกได้ไม่ทัน
และอาจจะเป็นไปได้ที่เกษตรกร ที่เพิ่งจะปลูกทุเรียนใหม่ ๆ ในช่วงหลังจากปี 2563 ต้องประสบภาวะขาดทุน หรือคืนทุนช้า
นั่นจึงเป็นความท้าทายของภาครัฐ ว่าจะทำอย่างไร ให้ทุเรียนไทยยังคงเป็นราชาผลไม้ที่ขึ้นชื่อ
เพื่อไม่ซ้ำรอย กับสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่เคยราคาตกจนเกษตรกรไม่สามารถอยู่ได้ อย่าง ยางพาราในอดีต หรือมะพร้าวน้ำหอมนั่นเอง..
https://www.facebook.com/share/p/1DQ1sDWMqu/