JJNY : มีมติส่งศาลรธน.วินิจฉัยปมบาร์โค้ด│ปกรณ์วุฒิข้องใจป.ป.ช.│ยางรัดชัยนาทขึ้นราคา│วิกฤตพลังงานซ้ำเติมวิน│29 จว.เตือนฝน

ด่วน! ผู้ตรวจการฯ มีมติส่งศาลรธน.วินิจฉัยปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ขัดรธน.
.
.
ด่วน! ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งศาลรธน. วินิจฉัยปมบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพปชช. สอบต่อปมบัตรแบ่งเขต-บัตรบัญชีรายชื่อไม่เท่ากันและการละเมิดกม. PDPA
.
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้แจงกรณีได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเลือกตั้งมีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตน ผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ มีลักษณะเป็นการกระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จำนวน 21 คำร้องเรียน
.
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ปรึกษาหารือร่วมกัน โดยได้พิจารณาข้อมูลจากการแสวงหาข้อเท็จจริงและประกอบกับข้อกฎหมายแล้วเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นความลับ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 85 อันมีลักษณะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของ
.
ผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และในวันนี้ (วันที่13 มีนาคม ).
จึงมีมติเห็นชอบวินิจฉัยให้ยื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
.
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ได้แก่ กรณีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129
.
วรรคสอง ที่กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้ง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 และมาตรา 96 กรณีจำนวนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่เท่ากัน และกรณีบัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน.
.

.
ปกรณ์วุฒิ ข้องใจมาตรฐาน ป.ป.ช. ยกเคสศักดิ์สยาม เทียบคดี 44 ส.ส.ก้าวไกล
.
ปกรณ์วุฒิ ข้องใจมาตรฐาน ป.ป.ช. ยกเคสศักดิ์สยาม เทียบคดี 44 ส.ส.ก้าวไกล
.
วันที่ 13 มีนาคม นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ป.ป.ช. ได้ยกคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ยื่นไปตั้งแต่ปี 2565 กรณีกล่าวหา คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ข้อหาจงใจปกปิดทรัพย์สินและแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. ซึ่งข้อหานี้เป็นกรณีเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไปแล้วเมื่อปี 2567 ว่าคุณศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นอย่างแท้จริง เป็นผลให้คุณศักดิ์สยามมีความผิดและทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงต้องห้ามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 2 ปีนับตั้งแต่ศาลมีคำวินิจฉัย
.
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร” ซึ่งในความเห็นของผมและนักกฎหมายหลายๆ ท่าน สิ่งที่ “ผูกพัน” ตามความหมายของประโยคนี้หมายถึง “ผลของคำวินิจฉัย” เท่านั้น เช่น การพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม การถูกตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 10 ปีของ คุณพิธา การสิ้นสภาพของพรรคก้าวไกล เหล่านี้คือ “ผลของคำวินิจฉัย” ซึ่งย่อมผูกพันทุกองค์กร
 .
ส่วนคำอรรถาธิบาย ไม่ว่าจะกี่สิบหน้ากี่ร้อยหน้าของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มิได้ผูกพันทุกองค์กรไปทุกตัวอักษร ดังที่เราเคยเห็นมาแล้วในกรณีการถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. ว่าศาลยุติธรรม ก็ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสิ่งที่ผูกพันทุกองค์กรคือ “ผลของคำวินิจฉัย” ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ “คำอรรถาธิบาย” ของศาลรัฐธรรมนูญ
.
นอกจากนี้ผมเห็นว่าการตัดสินหรือพิพากษาขององค์กรใดๆ ก็ต้องว่าไปตามพยานหลักฐานที่มี ไม่ใช่ยึดถือว่าทุกตัวอักษรที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยเขียนขึ้นมา จะต้องนิยามสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป
.
ในกรณีคุณศักดิ์สยาม เอกสารหลักฐานที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อปี 2565 นั้น เป็นหลักฐานชุดเดียวกับที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ​จนมีคำวินิจฉัยออกมาในปี 2567 ไม่ว่าจะเป็น
.
– เงินที่ ผู้ถือหุ้นคนใหม่ ใช้ซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ 119.5 ล้านบาท นั้น มีต้นทางเงินที่แท้จริง ที่โอนจาก นายศักดิ์สยาม โดยโอนผ่าน บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด และ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
.
– หลังจาก คุณศักดิ์สยาม โอนขายหุ้นไปแล้ว ยังคงมีการเบิกบิลน้ำมันรถส่วนตัวของ คุณศักดิ์สยาม 2 คัน ซึ่งเป็นรถตามที่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. โดยปรากฎในใบเสร็จค่าน้ำมัน เขียนไว้ว่า “ติดตามนาย”
.
– รวมถึง เอกสารหลักฐาน และเส้นทางการเงินอีกหลายรายการที่ชี้ให้เห็นถึงข้อพิรุธ ว่าเป็นการใช้นอมินี มาถือหุ้นแทน และยังนำ หจก. นี้ มารับงานภาครัฐอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์”
.
แต่สุดท้าย ป.ป.ช. ในปี 2568 กลับมีมติยกคำร้องดังกล่าว ซึ่งหากอ้างอิงจากข่าว ทาง ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่า “เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้มีการสรุปสำนวนไปแล้วว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย โดยฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ไม่จงใจปกปิด”
.
กรณีนี้จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า ป.ป.ช. ก็ใช้หลักเกณฑ์ตามที่ผมกล่าวไปข้างต้นว่า “คำอรรถาธิบายทุกหน้ากระดาษของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเพียง ‘เหตุผลประกอบ’ ไปสู่คำวินิจฉัยนั้น มิได้ผูกพันทุกองค์กร”
.
แต่เมื่อเราลองเปรียบเทียบกับคดีของ 44 ส.ส. พรรคก้าวไกล ที่ถูกร้องว่า ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง นั้น ทางเราไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายประการในกระบวนการการพิจารณา เช่น ถูกปฏิเสธการออกหมายเรียกพยานบุคคล และเอกสารหลักฐาน ตามที่ผู้ถูกร้องร้องขอ, ถูกปฏิเสธการขอเข้าชี้แจงด้วยวาจาของผู้ถูกร้อง, ถูกปฏิเสธคำร้องที่โต้แย้งชื่อคณะกรรมการไต่สวนที่มี Conflict กับผู้ร้อง, เมื่อร้องขอให้เปิดเผย ว่ากรรมการที่มี conflict กับผู้ถูกร้องนั้น มีความเกี่ยวข้องในกระบวนการมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้รับการเปิดเผย
.
ยังไม่รวมถึงว่า ในการพิจารณาความผิดจริยธรรมนี้ พยานหลักฐานต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็น พฤติการณ์แวดล้อม และอาศัยการตีความทั้งสิ้น ต่างจากกรณีคุณศักดิ์สยาม ที่เป็นเอกสารหลักฐานทางการที่สามารถชี้ชัดถึงเจตนาได้
แต่ ป.ป.ช. กลับบอกว่า กำลังแก้ไขเพิ่มเติมสำนวนฟ้อง 44 ส.ส. เพื่อให้เชื่อมโยงตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ราวกับว่าทุกตัวอักษรในทุกหน้ากระดาษของศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องผูกพันทุกองค์กร ทั้งๆที่ เมื่อช่วงแรกๆของกระบวนการ ทาง ป.ป.ช. ก็เคยออกมาบอกเองว่า ลำพังการลงชื่อแก้กฎหมาย ไม่สามารถเป็นความผิดได้ ต้องดูพฤติการณ์อื่นๆ เป็นรายบุคคลไป
.
แต่ท้ายที่สุด ป.ป.ช. กลับชี้มูลทั้ง 44 ส.ส. แบบเหมาเข่ง โดยพยายามอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ราวกับว่าคำวินิจฉัยนี้ เป็นหลังพิงเพียงสิ่งเดียว ที่ ป.ป.ช. จะสามารถชี้มูล 44 ส.ส. ได้ ซึ่งขัดแย้งกันเองกับมาตรฐาน ที่ ป.ป.ช. ใช้กับคดีของคุณศักดิ์สยาม โดยสิ้นเชิง
.
นอกจากเรื่องมาตรฐานการอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กลับไปกลับมา หาความแน่นอนไม่ได้ เรื่อง
ระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณาก็น่าสนใจ ขณะที่การไต่สวนผู้ถูกร้อง 44 คน ที่มีพฤติการณ์แวดล้อมแตกต่างกันทั้งหมด ป.ป.ช. ใช้เวลาไต่สวนทั้งสิ้น 2 ปี
แต่การไต่สวนผู้ถูกร้องคนเดียว คือคุณศักดิ์สยาม กับกรณีการซื้อขายหุ้น หจก. เดียว ป.ป.ช. กลับใช้เวลาไปถึงประมาณ 3 ปีครึ่ง
.
ผมคงต้องให้สังคม ตั้งคำถามดังๆกับองค์กรนี้ว่า ค่านิยมหลักของ ป.ป.ช. ที่ว่า “ ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ” นั้น ยังเหลือข้อใดให้ประชาชนเชื่อถือได้อีกหรือไม่ และ  ใครจะสามารถตรวจสอบ “จริยธรรม” ของผู้ที่มาตัดสินคนอื่นว่าผิดจริยธรรมได้บ้าง?
.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่