สุราษฎร์ธานี หลายคนอาจรู้จักเพียงแค่การเป็น “เมืองทางผ่าน” เพื่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก อย่าง เกาะสมุย เกาะพะงัน หรือเกาะเต่า
https://www.facebook.com/share/p/1aEtPmDqRz/?mibextid=wwXIfr
แต่จริง ๆ แล้ว ถ้ากลับจากเกาะ มายังแผ่นดินใหญ่
ก็จะเห็นว่า สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ จังหวัดหนึ่ง
ด้วยความที่สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดหนึ่งของภาคใต้ตอนบน ดังนั้นสภาพภูมิอากาศภายในจังหวัดจึงเป็นแบบ “ฝนแปด แดดสี่” หรือมีฝนตกชุกเกือบตลอดปี
แถมยังมีดินเป็นดินตะกอนลุ่มแม่น้ำ ที่มีการพัดพาเอาแร่ธาตุ และอินทรียวัตถุจากเทือกเขาทางภาคใต้ อย่างเทือกเขาตะนาวศรี และเทือกเขาภูเก็ตมาทับถมกันเป็นเวลานาน
ทำให้ดินมีความร่วนซุยและมีธาตุอาหารสูง ส่งผลให้จังหวัดนี้เหมาะสำหรับทำการเพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน หรือมังคุด
จากสถิติปี 2567 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า สุราษฎร์ธานี มีผลผลิตน้ำยางพารา 443,679 ตัน และมีผลผลิตปาล์มน้ำมันอยู่ที่ 4,541,860 ตัน
ซึ่งถือว่า เป็นจังหวัดที่มีผลผลิตยางพารา และปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย
โดยมีพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด 1,851,490 ไร่
และมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 1,213,170 ไร่
แถมยังเป็นแหล่งปลูกผลไม้เศรษฐกิจอื่น ๆ อีก เช่น มะพร้าว มังคุด และทุเรียน ซึ่งรวมกันมากกว่า 300,000 ไร่
เมื่อรวมพื้นที่เพาะปลูกแล้ว ก็จะเห็นว่า สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจรวมกันกว่า 3,400,000 ไร่ ซึ่งคิดเป็น 42% ของพื้นที่ทั้งจังหวัดเลยทีเดียว
ด้วยพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่มากขนาดนี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด ที่มาจากภาคเกษตรกรรม สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากถึง 51,611 ล้านบาท
ซึ่งถือว่ามีมูลค่ามากเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย
รองจากนครศรีธรรมราช ชุมพร และจันทบุรี
ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ ก็มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจากภาคเกษตรกรรมสูงมาก จากการปลูกทุเรียนขาย
ด้วยความที่สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ในด้านการเกษตร และสามารถปลูกพืชได้หลากหลาย
ทำให้จังหวัดนี้กลายเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมทางการเกษตรที่สำคัญ
โดยในตอนนี้ มีโรงงานที่จดทะเบียนอยู่ทั้งหมด 1,155 แห่ง ด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 86,795 ล้านบาท และมีการจ้างงานรวมกันกว่า 44,000 ตำแหน่ง
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว หรือทุเรียน โดยนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
ซึ่งภาคอุตสาหกรรมในจังหวัด ก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 32,210 ล้านบาท
นอกจากสุราษฎร์ธานีจะมีจุดเด่นในด้านความอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังอยู่ในทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมอีกด้วย
โดยตัวจังหวัด ตั้งอยู่ในจุดที่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภาคใต้ตอนบน มีถนนทางหลวงหลายสาย ที่มุ่งหน้าไปจังหวัดเศรษฐกิจหลายจังหวัด อย่างเช่น นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ชุมพร หรือภูเก็ต
โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงที่จะเดินทางไปจังหวัดเหล่านี้
นอกจากการเดินทางด้วยรถยนต์แล้ว ก็ยังมีการคมนาคมในรูปแบบอื่น ทั้ง
- การเดินทางด้วยเครื่องบิน โดยมีสนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี ที่ถือเป็นสนามบินขนาดใหญ่ โดยมีจำนวนเที่ยวบินเข้าออกต่อวันมากถึง 15-20 เที่ยว
และสนามบินนานาชาติสมุย ที่รับกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากต่างประเทศ ถือเป็นสนามบินเอกชน ที่มีจำนวนเที่ยวบินเข้าออกต่อวันมากถึง 15-20 เที่ยว
- การเดินทางด้วยรถไฟ โดยมีสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี เป็นจุดหมายปลายทางของทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ด้วยการเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ครบขนาดนี้
ทำให้สุราษฎร์ธานี กลายเป็นฮับทางด้านการคมนาคมที่สำคัญของภาคใต้ และเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่สำคัญระดับภูมิภาค ของบริษัทแบรนด์ดังหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น
- ศูนย์กระจายสินค้า 7-Eleven ของ CPALL ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กระจายสินค้าหลักของภาคใต้ตอนบน
- ศูนย์กระจายสินค้า ของเครือ Thai Beverage เจ้าของเบียร์ช้างและเครื่องดื่มโออิชิ โดยมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี
- ศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค ของเครือบุญรอด เจ้าของเบียร์สิงห์
- ศูนย์กระจายสินค้า Lotus’s ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ของศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่
- เป็นที่ตั้งของคลังน้ำมันหลายแห่ง
และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับจังหวัดได้มากที่สุด ก็ยังคงเป็นเรื่องของภาคบริการ และการท่องเที่ยว
โดยปีที่ผ่านมา เครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุด ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ ภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 123,734 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 58% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งจังหวัด
ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการบริการ มาจาก
- บริการการท่องเที่ยว ด้านที่พักและอาหาร และกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว มีมูลค่าราว 40,000 ล้านบาท ซึ่งโดยส่วนมากเม็ดเงินการท่องเที่ยว ก็มาจากนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า
- อุตสาหกรรมค้าส่งและค้าปลีก ที่มีมูลค่าราว 28,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้ ก็ได้มาจากทั้งกลุ่มคนพื้นที่ และกลุ่มนักท่องเที่ยว
- ด้านการขนส่งและการเงิน ก็มีมูลค่าราว 25,000 ล้านบาท จากการเป็นหนึ่งในเมืองท่าขนส่ง
โดยสุราษฎร์ธานี มีท่าเรือขนส่งหลักกระจายอยู่ 2 แห่ง นั่นคือ
กลุ่มท่าเรือดอนสัก เป็นท่าเรือเฟอร์รีและเรือเร็วที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ประกอบด้วยท่าเรือหลักอย่าง ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ และท่าเรือซีทรานเฟอร์รี่ ที่พานักท่องเที่ยว และขนส่งสินค้าไปยังเกาะสมุย หรือเกาะพะงัน
กลุ่มท่าเรือพาณิชย์ปากแม่น้ำตาปี ศูนย์กลางท่าเรือสำหรับกระจายสินค้าและขนส่งสินค้าของภาคใต้ตอนบน
ด้วยศักยภาพที่มีหลากหลายด้านของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้ในตอนนี้ ภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ก็มีโครงการเมกะโปรเจกต์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่จังหวัด อยู่หลายโครงการด้วยกัน อย่างเช่น
- โครงการรถไฟทางคู่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ซึ่งตอนนี้กำลังก่อสร้าง และจะเปิดให้บริการในปี 2572
- โครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงาน EIA
ทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องราวของสุราษฎร์ธานี จังหวัดที่ไม่ใช่เพียงแค่ทางผ่านไปเกาะสมุย แต่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง
จากการเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในทำเลที่อุดมสมบูรณ์
เป็นแหล่งปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันอันดับ 1 ของประเทศไทย
ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้ ก็สามารถนำไปต่อยอดเป็นสินค้าอุตสาหกรรม และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในจังหวัด ได้มากถึงหลายหมื่นล้านบาท..
จากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็ทำให้ในปี 2566 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GPP ของสุราษฎร์ธานีนั้นอยู่ที่ 220,374 ล้านบาท
และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 188,181 บาท หรือตกเฉลี่ยใน 1 คน จะมีเงินเข้ากระเป๋าเดือนละ 15,681 บาท
ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัด ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากเป็นอันดับที่ 20 จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย..
—-------------------------
สุราษฎร์ธานี แชมป์ผลิตยางพารา และปาล์มน้ำมัน มากที่สุดในไทย /โดย ลงทุนแมน
https://www.facebook.com/share/p/1aEtPmDqRz/?mibextid=wwXIfr
แต่จริง ๆ แล้ว ถ้ากลับจากเกาะ มายังแผ่นดินใหญ่
ก็จะเห็นว่า สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ จังหวัดหนึ่ง
ด้วยความที่สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดหนึ่งของภาคใต้ตอนบน ดังนั้นสภาพภูมิอากาศภายในจังหวัดจึงเป็นแบบ “ฝนแปด แดดสี่” หรือมีฝนตกชุกเกือบตลอดปี
แถมยังมีดินเป็นดินตะกอนลุ่มแม่น้ำ ที่มีการพัดพาเอาแร่ธาตุ และอินทรียวัตถุจากเทือกเขาทางภาคใต้ อย่างเทือกเขาตะนาวศรี และเทือกเขาภูเก็ตมาทับถมกันเป็นเวลานาน
ทำให้ดินมีความร่วนซุยและมีธาตุอาหารสูง ส่งผลให้จังหวัดนี้เหมาะสำหรับทำการเพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน หรือมังคุด
จากสถิติปี 2567 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า สุราษฎร์ธานี มีผลผลิตน้ำยางพารา 443,679 ตัน และมีผลผลิตปาล์มน้ำมันอยู่ที่ 4,541,860 ตัน
ซึ่งถือว่า เป็นจังหวัดที่มีผลผลิตยางพารา และปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย
โดยมีพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด 1,851,490 ไร่
และมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 1,213,170 ไร่
แถมยังเป็นแหล่งปลูกผลไม้เศรษฐกิจอื่น ๆ อีก เช่น มะพร้าว มังคุด และทุเรียน ซึ่งรวมกันมากกว่า 300,000 ไร่
เมื่อรวมพื้นที่เพาะปลูกแล้ว ก็จะเห็นว่า สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจรวมกันกว่า 3,400,000 ไร่ ซึ่งคิดเป็น 42% ของพื้นที่ทั้งจังหวัดเลยทีเดียว
ด้วยพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่มากขนาดนี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด ที่มาจากภาคเกษตรกรรม สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากถึง 51,611 ล้านบาท
ซึ่งถือว่ามีมูลค่ามากเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย
รองจากนครศรีธรรมราช ชุมพร และจันทบุรี
ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ ก็มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจากภาคเกษตรกรรมสูงมาก จากการปลูกทุเรียนขาย
ด้วยความที่สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ในด้านการเกษตร และสามารถปลูกพืชได้หลากหลาย
ทำให้จังหวัดนี้กลายเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมทางการเกษตรที่สำคัญ
โดยในตอนนี้ มีโรงงานที่จดทะเบียนอยู่ทั้งหมด 1,155 แห่ง ด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 86,795 ล้านบาท และมีการจ้างงานรวมกันกว่า 44,000 ตำแหน่ง
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว หรือทุเรียน โดยนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
ซึ่งภาคอุตสาหกรรมในจังหวัด ก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 32,210 ล้านบาท
นอกจากสุราษฎร์ธานีจะมีจุดเด่นในด้านความอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังอยู่ในทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมอีกด้วย
โดยตัวจังหวัด ตั้งอยู่ในจุดที่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภาคใต้ตอนบน มีถนนทางหลวงหลายสาย ที่มุ่งหน้าไปจังหวัดเศรษฐกิจหลายจังหวัด อย่างเช่น นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ชุมพร หรือภูเก็ต
โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงที่จะเดินทางไปจังหวัดเหล่านี้
นอกจากการเดินทางด้วยรถยนต์แล้ว ก็ยังมีการคมนาคมในรูปแบบอื่น ทั้ง
- การเดินทางด้วยเครื่องบิน โดยมีสนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี ที่ถือเป็นสนามบินขนาดใหญ่ โดยมีจำนวนเที่ยวบินเข้าออกต่อวันมากถึง 15-20 เที่ยว
และสนามบินนานาชาติสมุย ที่รับกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากต่างประเทศ ถือเป็นสนามบินเอกชน ที่มีจำนวนเที่ยวบินเข้าออกต่อวันมากถึง 15-20 เที่ยว
- การเดินทางด้วยรถไฟ โดยมีสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี เป็นจุดหมายปลายทางของทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ด้วยการเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ครบขนาดนี้
ทำให้สุราษฎร์ธานี กลายเป็นฮับทางด้านการคมนาคมที่สำคัญของภาคใต้ และเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่สำคัญระดับภูมิภาค ของบริษัทแบรนด์ดังหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น
- ศูนย์กระจายสินค้า 7-Eleven ของ CPALL ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กระจายสินค้าหลักของภาคใต้ตอนบน
- ศูนย์กระจายสินค้า ของเครือ Thai Beverage เจ้าของเบียร์ช้างและเครื่องดื่มโออิชิ โดยมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี
- ศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค ของเครือบุญรอด เจ้าของเบียร์สิงห์
- ศูนย์กระจายสินค้า Lotus’s ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ของศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่
- เป็นที่ตั้งของคลังน้ำมันหลายแห่ง
และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับจังหวัดได้มากที่สุด ก็ยังคงเป็นเรื่องของภาคบริการ และการท่องเที่ยว
โดยปีที่ผ่านมา เครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุด ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ ภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 123,734 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 58% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งจังหวัด
ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการบริการ มาจาก
- บริการการท่องเที่ยว ด้านที่พักและอาหาร และกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว มีมูลค่าราว 40,000 ล้านบาท ซึ่งโดยส่วนมากเม็ดเงินการท่องเที่ยว ก็มาจากนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า
- อุตสาหกรรมค้าส่งและค้าปลีก ที่มีมูลค่าราว 28,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้ ก็ได้มาจากทั้งกลุ่มคนพื้นที่ และกลุ่มนักท่องเที่ยว
- ด้านการขนส่งและการเงิน ก็มีมูลค่าราว 25,000 ล้านบาท จากการเป็นหนึ่งในเมืองท่าขนส่ง
โดยสุราษฎร์ธานี มีท่าเรือขนส่งหลักกระจายอยู่ 2 แห่ง นั่นคือ
กลุ่มท่าเรือดอนสัก เป็นท่าเรือเฟอร์รีและเรือเร็วที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ประกอบด้วยท่าเรือหลักอย่าง ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ และท่าเรือซีทรานเฟอร์รี่ ที่พานักท่องเที่ยว และขนส่งสินค้าไปยังเกาะสมุย หรือเกาะพะงัน
กลุ่มท่าเรือพาณิชย์ปากแม่น้ำตาปี ศูนย์กลางท่าเรือสำหรับกระจายสินค้าและขนส่งสินค้าของภาคใต้ตอนบน
ด้วยศักยภาพที่มีหลากหลายด้านของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้ในตอนนี้ ภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ก็มีโครงการเมกะโปรเจกต์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่จังหวัด อยู่หลายโครงการด้วยกัน อย่างเช่น
- โครงการรถไฟทางคู่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ซึ่งตอนนี้กำลังก่อสร้าง และจะเปิดให้บริการในปี 2572
- โครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงาน EIA
ทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องราวของสุราษฎร์ธานี จังหวัดที่ไม่ใช่เพียงแค่ทางผ่านไปเกาะสมุย แต่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง
จากการเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในทำเลที่อุดมสมบูรณ์
เป็นแหล่งปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันอันดับ 1 ของประเทศไทย
ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้ ก็สามารถนำไปต่อยอดเป็นสินค้าอุตสาหกรรม และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในจังหวัด ได้มากถึงหลายหมื่นล้านบาท..
จากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็ทำให้ในปี 2566 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GPP ของสุราษฎร์ธานีนั้นอยู่ที่ 220,374 ล้านบาท
และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 188,181 บาท หรือตกเฉลี่ยใน 1 คน จะมีเงินเข้ากระเป๋าเดือนละ 15,681 บาท
ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัด ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากเป็นอันดับที่ 20 จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย..
—-------------------------