[CR] Hello Bachhon ชีวประวัติของครูสอนฟิสิกส์ในอินเดีย (Netflix)

Hello Bachon
เรื่องราวของครูคนหนึ่ง ที่เห็นความสำคัญของการสอนมากๆและอยากช่วยเหลือเด็กๆ ที่ไม่มีทุนทรัพย์มากนัก
เป็นเรื่องจริงจากหลายๆ คนมารวมกัน โดยสถาบันการกวดวิชาที่อินเดีย ที่กวดวิชาออนไลน์และมีค่าสมัครถูกกว่าสถาบันอื่นๆ หลายเท่าตัว
ดูไปแล้วก็เกิดความรู้สึกว่า ดีจังที่เกิดในประเทศไทยเพราะประเทศอินเดียการแข่งขันสูงมาก
พลาดนิดเดียว ลำดับในการสอบจะหล่นจาก 100 เป็น 1000 หรือ 10000 ได้ง่ายดาย (ฉันคงมาได้ผุดไม่ได้เกิดที่นั่น)
 

เราเป็นคนชอบการเรียนรู้มากๆ คือชอบสงสัย และชอบอยู่ในบรรยากาศ หรือสิ่งแวดล้อมของการศึกษา
แต่ไม่ได้เป็นคนที่เรียนเก่ง หรือมุ่งทำคะแนนสูงๆ แค่สงสัย อยากรู้และพยายามตอบคำถามในหัวตัวเอง
เลยทำให้ยังคงยืนหยัดอยู่ในการเรียนแม้อายุจะเข้าไปสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว
 

ในเรื่องนักเรียนที่มีฐานะยากจน หรือนักเรียนผู้หญิง ทางบ้านจะไม่สนใจสนับสนุนด้านการศึกษา
เพราะคิดว่าตั้งใจเรียนไปสุดท้ายก็สอบเข้าไม่ได้ เพราะมันต้องกวดวิชา ไม่มีเงินไปกวดวิชา และผู้หญิงเรียนไปก็ต้องออกเรือน ไม่ต้องตั้งใจมาก
 

แต่เมื่อไรก็ตามที่คนๆ นั้นอยากเรียนจริงๆ อยากพัฒนาตัวเองจริงๆ และไม่เชื่อคำบอกเล่าของคนรอบตัว
สู้จนสามารถทำคะแนนได้สูงๆ หรือสอบเข้ามหาลัยสำคัญๆ ได้ ทันทีที่เรามีคะแนน หรือการการันตีของความตั้งใจ
และผลลัพธ์ที่บอกว่าเราไม่ได้เพียงแค่คิดเพ้อเจ้อ เราทำจริงๆ จากความมุ่งมั่นและวินัย
นาทีนั้น ทุกคนก็ยอมรับในการตัดสินใจของเรา และเราสามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้ มีหลายประโยคมากที่ชอบในหนังคือ

"...อาจารย์เพ้อฝันสุดๆ เลยครับ ความคิดอาจารย์ตอนนั้นมันมืดมัว และห่างไกลโลกความจริงมาก
ดูตอนนี้สิ ความเพ้อฝันนั้นแหละที่พาอาจารย์มาถึงจุดนี้ จากที่ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้อาจารย์คือครูสอนฟิสิกส์ ที่เป็นที่รักที่สุดในอินเดีย
เพราะฉะนั้นอาจารย์อย่าเลิกเฟ้อฝันเลยครับ คนที่มีเหตุมีผล จะเดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง
แต่คนเฟ้อฝันแบบอาจารย์นี่แหละ ที่สามารถทำให้เส้นทางที่ตัวเองเลือกเดิน กลายเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง..."
 
บางครั้งการแข่งขัน หรือระเบียบของสังคมก็ทำให้เราเชื่อ ว่าเราไม่สามารถทำได้ เพียงเพราะไม่มีเส้นสาย
ไม่มีผู้แนะนำ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สิ่งที่เราอยากจะทำหรือความฝันเราเลยดูเพ้อเจ้อ
แต่เราเชื่อเสมอ ไม่ว่าระบบจะเลวร้ายเพียงไหน มันยังมีช่องเล็กๆ ที่ถ้าเราสุดจริง ทุกคนก็จะเห็น (มีแต่ลิฟท์เท่านั้นที่เอากูลง 555)
 

แม่จะบอกเสมอว่าในการทำงาน ให้เก่งเข้าไว้ เพราะเพื่อนร่วมงานจะไม่กล้าทำอะไรเรา และหัวหน้างานก็ต้องการเรา
 เมื่อเรามีความสามารถและเก่งเอง เราก็ไม่ต้องใช้ชีวิตโดยความกลัวว่าจะไม่มีคนช่วยเรา
 แต่ความน่ากลัวของความเก่งคือ เมื่อไรที่เราเองคิดว่าตัวเองเก่ง เราจะไม่เก่งทันที
 

เมื่อไรที่เรามีหัวโขนใหญ่ๆ หรือยึดติดตัวตนว่าฉันเก่ง ฉันมีคุณค่า จากการที่แค่ฉันจบสถาบันดัง
เราก็จะทำทุกอย่างไปแค่ส่งเสริมให้เปลือกนอกที่สังคมเห็นเราแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
แต่เราไม่ได้เห็นคุณค่าที่แท้จริง หรือมีความสุขในการเรียนรู้และการให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น
 

หลายจุดในหนังทำให้นึกถึงประโยคของพระบิดาที่ว่า "ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง"
ถ้าคนที่ทำได้ แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย คุณจะรู้ว่าความสุขนี้มันสวยงามและยั่งยืน มันเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ
 

หลายคนอาจจะไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึง เพราะลำพังจะเอาตัวเองมีชีวิตรอดไปให้ได้ในแต่ละวันก็ยากแล้ว
 แต่อย่าโทษตัวเองเลย เพราะสังคมทำให้เราลืมมองหาสิ่งที่เป็นความชอบหรือคุณค่าของเราเอง
เราเลยเดินตามระบบ ที่ทำให้เราไม่ค้นพบความฝันหรือความชอบ และไม่สนุก หรือเบิกบานในเส้นทางที่ตัวเองเลือก
 

มันก็นำมาถึงอีกบทในหนังที่ชอบ
"...นักเรียนทุกคน อย่าตั้งใจเรียนเพียงเพื่อแค่จะได้ชื่อว่าได้จบจากที่นั่น แต่การที่จะได้ดีกรีนั้นมา
เธอต้องเรียนอย่างหนักและมีวินัย ต้องมีสมาธิสูงมาก ขณะที่ไล่ตามเป้าหมายนั้น นี่แหละถึงจะได้ชื่อว่าเธอมีดีกรีแบบนั้นจริงๆ
เตรียมตัวเรียนเพื่อพัฒนาตัวเอง เตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะมีความสามารถ ถ้าเธอเป็นคนมีความสามารถ
สิ่งนี้ต่างหากที่จะช่วยเธอไปได้ตลอดชีวิต ความสามารถนั้นจะอยู่กับเธอทุกวัน ในทุกย่างก้าวของชีวิต
ครูรักในการทำงาน และรักในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น นี่แหละคือมนต์วิเศษที่แท้จริง ทำตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน
มันไม่ใช่การแสวงหาความสุข การแสวงหานี่แหละคือความสุข..."
 

สำหรับเราแล้วการแสวงหาคือความสุขจริงๆ 
เรามาเริ่มเรียน ป.เอก ในวัย 38 โดยไม่มีเป้าหมายในการว่าฉันจะต้องเรียนจบ ดร.
ไม่มีความคิดแม้กระทั่งจะเรียน ป.โท แต่มีความสงสัยและอยากรู้ในวิถีชีวิตหรือการเรียนของที่อื่นๆ
อยากรู้ว่าทำไมการศึกษาไทยต้องโหดขนาดนั้น
เราอาจจะทำข้อสอบผ่าน จบมาได้ (ด้วยเกรดนิยม) แต่เราจำอะไรไม่ได้เลย 555 เป็นการอัจฉริยะข้ามคืน
 

ซึ่งเรามาเรียนรู้ภายหลังในการเรียนวิชา Pedagogy ว่าสมองเราเก่งในการใช้ Short term memory
แต่เราไม่ได้ฝึกต่อให้ความรู้เราเหล่านั้นลงไปในระดับ Long term memory ซึ่งมันก็คือการฝึกฝนและทักษะที่ต้องทำอยู่เรื่อยๆ
 

เรามีประสบการเรียนจาก 2 ประเทศ คือ UK และ Poland ในความรู้สึกของเราคือ UK เหมือนพี่ไทยเลย
ยากตรงภาษาอังกฤษ และเนื้อหา Intense มาก เพราะว่าหลักสูตร 1 ปี ซึ่งอัจฉริยะข้ามคืนใช้กับเราไม่ได้ เพราะมี 2 อุปสรรค คือภาษาและเนื้อหาเอง
(เราเรียนสายวิทย์ เนื้อหาและรูปแบบการเรียนสายอื่นอาจจะต่างออกไป)
 

สิ่งที่เราแปลกใจคือเรามาเริ่มเรียนอีกครั้งที่ประเทศโปแลนด์ คราวนี้ ป.โท หลักสูตร 2 ปี
คราวนี้เราไม่มีอุปสรรคในด้านภาษาอังกฤษเหมือนก่อน และเนื้อหาการเรียนการสอนคือไม่มากเกินไป ไม่เหมือน UK
และที่สำคัญ ข้อสอบง่ายมาก (ก ไก่ล้านตัว) มีบ้างที่ยาก แต่เชื่อเถอะ ไม่เท่าที่ไทย
ที่ไทยเหมือนครูอยากจะฆ่าพวกเราให้ตาย ซึ่งดูเหมือนจะดี ถ้าข้อสอบยากและเราทำได้ เราควรจะเก่ง แต่ทำไมเราดันลืมทุกอย่าง
 

ที่นี่ข้อสอบไม่ยาก เนื้อหาพอดี ไม่หนักเกิน ระยะเวลาในการเรียนไม่รีบเร่ง และประหลาดใจมาก เราเอาเนื้อหาที่เรียนมาใช้ได้ในงานที่เราทำจริงๆ
เราจำได้และคิดออกหมดว่ามันจะมาประยุกต์ยังไง หรือนี่คือการเรียนแบบพัฒนา Lobg term memory
 

แล้วคำถามใหม่คือ ข้อสอบจำเป็นต้องยากมากๆ จริงๆ เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าเด็กคนนั้นผ่านหลักสูตรจริงๆ ใช่มั้ย?
ถ้าทุกคนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของวิชาต่างๆ ที่อาจารย์ต้องสอนพวกเรา วัตถุประสงค์พวกนั้นมันไม่ได้พิสดารเลย แต่ข้อสอบพิสดารมาก
 ที่นี่ข้อสอบตามวัตถุประสงค์นั้นแหละ บางทีการประยุกต์ใช้มันต้องไปเกิดจากการทำโปรแจค ไม่ใช้มาประยุกต์แบบยากมากในข้อสอบปลายภาค
 

การเรียนที่นี่ทำให้เราต่อยอดมาเรียนต่อในระดับปริญญาเอก (มี Gap year ที่จบแล้วไปทำงานอยู่ 2 ปี) 
อันดับแรกในการตัดสินใจเรียนเลยคือ อาจารย์ที่ปรึกษา และสภาพแวดล้อมของการเรียนที่นี่ 
ตอนสอบสัมภาษณ์นี่ค่อนข้างดุเดือด เพราะนักเรียนป.เอก มหาลัยรัฐบาลที่นี่จะได้เงินเดือนทุกคน
เรียนฟรีนั่นอยู่แล้ว แต่บวกเงินเดือน มันเลยเหมือนการสัมภาษณ์สมัครงาน
 

เรามีความฝันว่าถ้าเรารวยมากๆ เราจะเรียนทุกอย่างที่สงสัยจนตาย (555)  ที่นี่ให้สิ่งเหล่านี้กับเรา คือเราไปเข้าเรียนวิชาต่างๆ ได้ แบบฟรีและไม่ต้องสอบ
วิชาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยเรานะ หรือวิชาที่ไม่เกี่ยวเช่นภาษา เราชอบมากในการเรียนรู้ที่เกิดจากความอยากรู้ และไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะต้องสอบ
เราคิดว่าสิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้อย่างดี ได้อย่างอิสระ และมีความสุข
 

ก่อนจะเรียนก็จะมีคนแซวว่า ระวังจบ ป.เอกแล้วพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง หรือระวังจะเป็นซึมเศร้า  แต่เราตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่เริ่มต้นว่าเราจะเรียนอย่างมีความสุข เราจะทำให้เห็นว่าเรามารถสนุกกับการเรียน ป.เอก ได้ ซึ่งตอนนี้คือปีหนึ้งเทอม 2 และเรายังสนุกมากๆ
(ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 วันด้วย ไปเต้นและต่อยมวย)
 เทอมนี้เราได้มีโอกาสสอนนักเรียนแล้ว และโชคดีที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ หลังจากเราสอนคาบแรกไป
ต่อไปนี้เราก็จะใส่จิตวิญญาณและเป็นอาจารย์ในแบบที่นักเรียนอยากเจอ
เราจึงชอบประโยคในหนังมากๆ ที่ว่า “…มันไม่ใช่การแสวงหาความสุข การแสวงหานี่แหละคือความสุข..."
 

ส่วนหนึ่งที่เรามีความสุขเพราะเราไม่ได้มาเรียนเพื่อให้คนอื่นจะได้เรียกเราในอนาคตว่า ดร. แต่เรามาเรียนเพราะเราสนใจในวิชาชีพ และวิชาที่เราทำวิจัย
ซึ่งการเรียนป.เอก จะทำให้เรามีเวลาได้ขบคิด และเข้าใจเนื้อหาที่เราอยากจะทำจริงๆ พูดง่ายๆ ว่าได้มีเวลาลองผิด ลองถูกและเข้าใจมันเชิงลึก
ในแบบที่ถ้าเราทำงานแล้วยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องทำด้วย ไม่ได้ทำเฉพาะด้านวิชาการ ซึ่งมันมีผลให้เราไม่มีเวลาวิจัยได้เต็มที่
 และเราก็ยังไม่ใช่เด็กเรียนเหมือนเดิม แต่เรารู้วิธีการว่าการเรียนที่ดี คือการทำความเข้าใจในห้อง และถามไปเลย ไม่ต้องกลัวโง่
 

เพิ่งมีวิชาใหม่ที่เราขออาจารย์เรียน คือ Programming ซึ่งอาจารย์มีสอนวิชาใหม่เทอมนี้พอดี แต่เป็นการสอนด้วยภาษาโปลิช
ซึ่งเราบอกว่าเราอยากลอง เพราะเราคิดว่า Programming มันเข้าใจได้ เราทำตามได้ และเราใช้ translatorได้ อาจารย์บอกให้เราเข้ามาลองก่อนได้
ถ้าไม่ได้ยังไง อาจารย์จะจัดเวลาสอนเราคนเดียวเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งหลักจากคาบสองผ่านไป มันเร็วมาก และเราขำมาก
เราตลกที่ตัวเองมานั่งอยู่ตรงนี้ แต่เรานั่งไปด้วยความสุข เราคิดว่าความสุขและการก้าวข้ามความกลัวนี้ดีมากๆ
เราไม่สนใจว่าใครจะเห็นว่าเราโง่ หรือจะมีใครจับตามอง เราถอดตัวเองออกไปแล้ว (ไม่มีตัวกู ของกู เพราะฉะนั้นกูไม่โง่แน่นอน 555)
เราเลย enjoy เวลาที่อาจารย์ถามต่อหน้าทุกคนว่าทุกอย่างโอเคมั้ย เราขำและแกล้งอาจารย์ว่า ทุกอย่างไม่โอเคเลย แต่เราโอเค 555
สนุกมาก และเราจะสู้ ไม่ยอมแพ้เด็กขาดขอเอาคำในหนังเรือง War Machine ที่ว่า “Don’t F*ing Quit.”
ชื่อสินค้า:   Netflix
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่