รู้จักกันมา11ปีได้ ตั้งแต่ปี.1 ตอนนั้นผมไม่ได้วิตกขนาดนี้อาจจะเพราะยังเด็กเกินไป ผมรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้มันเลี่ยงไม่ได้ ผมและเขาไว้ใจกันมากคุยได้ทุกเรื่องเลยเหมือนต่างคนต่างเป็นเซฟโซนให้กัน พอตั้งแต่เด็กยันโตผมกับเขาอยู่ข้างกันตลอดเลย โต๊ะเรียนก็นั่งข้างกันไปคณะศึกษานั่งข้างกันกลุ่มกีฬาสีก็อยู่ด้วยกัน หรือจะเป็นงานกลุ่มต่างๆที่แบบจับคู่ก็อยู่ข้างกันตลอด มันจึงเป็นสิ่งที่คนรอบข้างอดคิดไม่ได้ว่าอาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่มากกว่าเพื่อนแต่จริงๆก็คือเพื่อนกันนั่นแหละ
มันก็อดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะเป็นเวรกรรมผมตอนเด็กๆก็ได้เพราะผมตอนเด็กๆนั้นเป็นพวกที่ด้อยค่าคนอื่นแล้วก็เห็นแก่ตัว
แล้วเดิมทีเขาเป็นคนสวยอยู่แล้วผมก็ตัดใจตั้งแต่ต้นแล้ว
ต่างจากผมที่มีลักษณะรูปร่างที่ไม่ดีนักเรียกได้ว่าอ้วนอย่างกับลูกปิงปองเลยถึงปัจจุบันจะดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้ต่างจากเมื่อก่อน
มากนัก เพราะว่าเธอเป็นคนสวยแล้วก็เนื้อหอมมากๆผมก็เลยใช้ประโยชน์จากตอนนั้นที่อยากได้ของเล่นจากเพื่อนมากๆก็เลยอยากให้เธอไปขอให้แล้วเธอก็ทำให้ผมจริงๆ ยิ่งผมนึกย้อนตัวเองในเมื่อก่อนมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งเจ็บใจมากเท่านั้น
ผมชอบเธอจริงๆก็น่าจะสักประมาณ 6 ปีก่อนได้มั้งแต่ก่อนหน้านั้นผมย้ายออกจากโรงเรียนแล้วแล้วบังเอิญมาเจอกันแล้วด้วยปัญหาทางบ้านทำให้ผมไม่สามารถเรียนต่อได้การมาเจอกันรอบนี้ทำให้ผมกับเขานั้นสนิทกันมากขึ้นแล้วก็คุยได้ทุกเรื่องจริงๆไม่ว่าจะเรื่องแบบทางเพศหรืออะไรคุยได้ทุกอย่างจริงๆดังนั้นผมก็รู้ตัวว่าผมนั้นชอบเธอจริงๆแต่ผมก็เลือกที่จะเก็บมันไว้เพราะว่ามันไม่ควรจะไปเป็นภาระที่ทำให้เขาแบบใช้ชีวิตให้ยากขึ้นเพราะว่าไหนๆเราก็เป็นเพื่อนที่บอกว่ามันไว้ใจกันขนาดนี้แล้วถึงขนาดเป็นเซฟโซนให้กันแล้วอ่ะ
จนกระทั่งมาวันหนึ่งก็มีแผนจะย้ายบ้าน ซึ่งสำหรับผมมันก็เป็นเรื่องดีนะมันจะได้แบบมูฟออนได้
แต่ว่าพ่อผมก็ดันเสียซะก่อนก็เลยได้อยู่ที่นี่ไปยาวๆยันปัจจุบัน
ซ้ำแล้วครอบครัวเธอยังให้ผมไปช่วยทำงานธุรกิจทางบ้านอีก
ยิ่งทำให้ผมเข้าใกล้เธอแล้วก็แทบจะเจอเธอแทบจะตลอดเลย
จริงๆผมอยากจะปฏิเสธนะแต่ว่ามันทำไม่ได้เพราะว่าทางเลือกในชีวิตผมไม่มากนักเพราะว่าผมไม่ได้เรียนต่อทำให้ผมก็ต้องทำ ซึ่งแน่นอนว่ามันอึดอัดอยู่แล้ว ผมเลือกที่จะเคลียร์กับตัวเอง ผมพยายามที่จะเว้นระยะห่างกับเธอมากขึ้นไม่ไม่เข้าไปยุ่งกับเธอไม่ไม่แตะตัวเธออะไรประมาณนั้น ผมพยายามหลบหน้าเธอบ่อยมากๆแต่เวลาเธอชวนผมคุยผมก็มักจะดีใจออกนอกหน้าพอสมควร แต่ผมมั่นใจได้ว่าเธอคิดว่าผมแค่เพื่อนจริงๆแบบเพื่อนแบบเพื่อนเลยอ่ะ
ผมทำอยู่ที่นั่น 4 ปีแล้วก็ย้ายออกมาอยู่กับญาติออกมาพักผ่อนเพราะผมทำอยู่นั่นแทบไม่ได้หยุดเลยปีนึงหยุดครั้ง หลังจากผมย้ายออกมาอยู่กับญาติสักพักนึงได้ครอบครัวเขาก็ชวนผมกลับไปทำอีกรอบนึง
มันทำให้ผมทำใจลำบากมากๆ ผมจะปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะว่าถ้าเกิดผมปฏิเสธผมก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับภาระของครอบครัวเลยเพราะผมต้องนอนกินอยู่บ้านที่เกาะเงินแม่กินไปวันๆหาเงินไม่ได้แต่ไปทำงานมันก็ค้างจะอึดอัดแล้วงานที่ทำได้มันก็ได้ที่เดียวก็คือครอบครัวเขาแหละ
ไม่ว่าผมพยายามจะหนีจากเขาก็เหมือนจะมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ทำให้ผมกลับไปเจอเขาอยู่ดีอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผมไม่รู้หรอกว่าเขามีแฟนหรือยังแต่ว่าถ้ามีมันก็อาจจะเจ็บใจอยู่พอสมควรถ้าเกิดไปอย่างนั้นจริงผมก็ยิ่งแสดงสีหน้าแบบชัดเจนขึ้น แม้แต่ครอบครัวเขาเองก็เหมือนจะบีบให้ผมเข้าหาเธอมากขึ้นแต่การที่ผมเข้าไปยุ่งหรือไปถามชีวิตส่วนตัวเขามันยิ่งทำให้เธองั้นหงุดหงิดแล้วก็เกลียดผมมากขึ้นไปเปล่าๆ ทางที่เขาก็ครอบครัวเดียวกันก็ไม่ถามกันเองต้องให้ผมไปอีกถามให้ตลอดก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
เรื่องมันก็ประมาณนี้ผมพยายามเคลียร์ความรู้สึกตัวเองแทบทุกวิธีทางแล้วแต่มันก็มันก็เหมือนเดิมมันตันแบบสุดๆ
จัดการความรู้สึกต่อเพื่อนเด็กเพศตรงข้ามอย่างไงดีครับ
มันก็อดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะเป็นเวรกรรมผมตอนเด็กๆก็ได้เพราะผมตอนเด็กๆนั้นเป็นพวกที่ด้อยค่าคนอื่นแล้วก็เห็นแก่ตัว
แล้วเดิมทีเขาเป็นคนสวยอยู่แล้วผมก็ตัดใจตั้งแต่ต้นแล้ว
ต่างจากผมที่มีลักษณะรูปร่างที่ไม่ดีนักเรียกได้ว่าอ้วนอย่างกับลูกปิงปองเลยถึงปัจจุบันจะดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้ต่างจากเมื่อก่อน
มากนัก เพราะว่าเธอเป็นคนสวยแล้วก็เนื้อหอมมากๆผมก็เลยใช้ประโยชน์จากตอนนั้นที่อยากได้ของเล่นจากเพื่อนมากๆก็เลยอยากให้เธอไปขอให้แล้วเธอก็ทำให้ผมจริงๆ ยิ่งผมนึกย้อนตัวเองในเมื่อก่อนมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งเจ็บใจมากเท่านั้น
ผมชอบเธอจริงๆก็น่าจะสักประมาณ 6 ปีก่อนได้มั้งแต่ก่อนหน้านั้นผมย้ายออกจากโรงเรียนแล้วแล้วบังเอิญมาเจอกันแล้วด้วยปัญหาทางบ้านทำให้ผมไม่สามารถเรียนต่อได้การมาเจอกันรอบนี้ทำให้ผมกับเขานั้นสนิทกันมากขึ้นแล้วก็คุยได้ทุกเรื่องจริงๆไม่ว่าจะเรื่องแบบทางเพศหรืออะไรคุยได้ทุกอย่างจริงๆดังนั้นผมก็รู้ตัวว่าผมนั้นชอบเธอจริงๆแต่ผมก็เลือกที่จะเก็บมันไว้เพราะว่ามันไม่ควรจะไปเป็นภาระที่ทำให้เขาแบบใช้ชีวิตให้ยากขึ้นเพราะว่าไหนๆเราก็เป็นเพื่อนที่บอกว่ามันไว้ใจกันขนาดนี้แล้วถึงขนาดเป็นเซฟโซนให้กันแล้วอ่ะ
จนกระทั่งมาวันหนึ่งก็มีแผนจะย้ายบ้าน ซึ่งสำหรับผมมันก็เป็นเรื่องดีนะมันจะได้แบบมูฟออนได้
แต่ว่าพ่อผมก็ดันเสียซะก่อนก็เลยได้อยู่ที่นี่ไปยาวๆยันปัจจุบัน
ซ้ำแล้วครอบครัวเธอยังให้ผมไปช่วยทำงานธุรกิจทางบ้านอีก
ยิ่งทำให้ผมเข้าใกล้เธอแล้วก็แทบจะเจอเธอแทบจะตลอดเลย
จริงๆผมอยากจะปฏิเสธนะแต่ว่ามันทำไม่ได้เพราะว่าทางเลือกในชีวิตผมไม่มากนักเพราะว่าผมไม่ได้เรียนต่อทำให้ผมก็ต้องทำ ซึ่งแน่นอนว่ามันอึดอัดอยู่แล้ว ผมเลือกที่จะเคลียร์กับตัวเอง ผมพยายามที่จะเว้นระยะห่างกับเธอมากขึ้นไม่ไม่เข้าไปยุ่งกับเธอไม่ไม่แตะตัวเธออะไรประมาณนั้น ผมพยายามหลบหน้าเธอบ่อยมากๆแต่เวลาเธอชวนผมคุยผมก็มักจะดีใจออกนอกหน้าพอสมควร แต่ผมมั่นใจได้ว่าเธอคิดว่าผมแค่เพื่อนจริงๆแบบเพื่อนแบบเพื่อนเลยอ่ะ
ผมทำอยู่ที่นั่น 4 ปีแล้วก็ย้ายออกมาอยู่กับญาติออกมาพักผ่อนเพราะผมทำอยู่นั่นแทบไม่ได้หยุดเลยปีนึงหยุดครั้ง หลังจากผมย้ายออกมาอยู่กับญาติสักพักนึงได้ครอบครัวเขาก็ชวนผมกลับไปทำอีกรอบนึง
มันทำให้ผมทำใจลำบากมากๆ ผมจะปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะว่าถ้าเกิดผมปฏิเสธผมก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับภาระของครอบครัวเลยเพราะผมต้องนอนกินอยู่บ้านที่เกาะเงินแม่กินไปวันๆหาเงินไม่ได้แต่ไปทำงานมันก็ค้างจะอึดอัดแล้วงานที่ทำได้มันก็ได้ที่เดียวก็คือครอบครัวเขาแหละ
ไม่ว่าผมพยายามจะหนีจากเขาก็เหมือนจะมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ทำให้ผมกลับไปเจอเขาอยู่ดีอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผมไม่รู้หรอกว่าเขามีแฟนหรือยังแต่ว่าถ้ามีมันก็อาจจะเจ็บใจอยู่พอสมควรถ้าเกิดไปอย่างนั้นจริงผมก็ยิ่งแสดงสีหน้าแบบชัดเจนขึ้น แม้แต่ครอบครัวเขาเองก็เหมือนจะบีบให้ผมเข้าหาเธอมากขึ้นแต่การที่ผมเข้าไปยุ่งหรือไปถามชีวิตส่วนตัวเขามันยิ่งทำให้เธองั้นหงุดหงิดแล้วก็เกลียดผมมากขึ้นไปเปล่าๆ ทางที่เขาก็ครอบครัวเดียวกันก็ไม่ถามกันเองต้องให้ผมไปอีกถามให้ตลอดก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
เรื่องมันก็ประมาณนี้ผมพยายามเคลียร์ความรู้สึกตัวเองแทบทุกวิธีทางแล้วแต่มันก็มันก็เหมือนเดิมมันตันแบบสุดๆ