สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเล็กน้อยเพื่อให้รู้จักกันพอสังเขป จขกท. เป็นคนที่ชอบเขียนโดยอิงจากข้อเท็จจริงเป็นหลัก
หากในบางช่วงบางตอนอาจดูเวิ่นเว้อไปบ้าง แต่มันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นท่ามกลางข้อเท็จจริงที่เผชิญ
ในที่ทำงานหนึ่งที่ไม่ได้เปิดบริการ 24 ช.ม. แน่นอนว่า หลังเลิกงาน ต้องไม่เหลือเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำงานแล้ว ทุกคนต่างกลับบ้านหมด
แต่เมื่อกลับมาทำงานเมื่อรุ่งเช้า กลับพบว่า สิ่งของมักหายไปจากที่ตั้ง และนอกจากนั้น ยังมีปลั๊กไฟในเครื่องใช้บางอย่าง ถูกดึงไว้คาเบ้าเสียบ
เพียงแต่ไม่ได้หลุดลงไปให้เห็นได้ชัด หรือแม้แต่ สวิตช์ไฟที่อยู่ในบริเวณลับ แม้แต่คนในองค์กรที่เป็นผู้สอนงานหรือหัวหน้า ยังไม่เคยรู้ว่ามีที่ปิดอยู่ตรงนั้น
ยังถูกปิด ทำให้นอกจากระแวงเรื่องของหายมากพอแล้ว ยังระแวงเรื่องความพร้อมใช้ของเครื่องใช้เหล่านั้นอีกด้วย และยังมีเรื่องที่น่าคิดกว่านั้น
คือสายรัดกล่องที่มีของสำคัญ ขาดออกแบบกริบ ไม่มีรอยกรรไกร ทั้งที่ตัวสายรัดเป็นสาย Cable tie หรือวาล์วน้ำที่ต้องเปิดเพื่อให้เครื่องมือทำงานได้อย่างปกติ กลับถูกปิดไปโดยคนในไม่มีใครทราบ ได้นั่งแก้ไขเครื่อง Error ไปเป็นวัน จนสุดท้ายต้องเอาเทปมาพันล็อคไว้ จขกท ทำงานอยู่ที่นั่น ที่ที่มีคนทำงานแค่ 3-4 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด ที่ที่มีรปภ.เฝ้าหน้าประตู ที่ที่เปิดดูกล้องวงจรปิด กลับไม่พบอะไร พยายามแกะรอย จนคิดว่านี่ฉันคือนักสืบหรือเปล่า
สิ่งแรกที่ จขกท. คิด คือ
ถ้ากล้องวงจรปิดไม่เจออะไรเลย เป็นไปได้ไหมว่าเวลาในกล้องถูกข้ามไป แต่กล้องก็ส่องให้เห็นเพียงทางเข้า ออก แต่ไม่ได้ส่องให้เห็นในห้องที่เกิดเหตุ
ทางทีมที่ดูกล้อง จึงทุ่มเทเวลาในการนั่งดูอย่างละเอียด ก็ยังไม่พบอะไร ทำให้สองคือเริ่มคิดไปไกล ว่าคนที่ทำงานอยู่ข้างเคียง อาจเป็นต้นเหตุหรือไม่ โดยผ่านการสงสัยกันเองมาหมดแล้ว จากนั้นก็ล็อคกุญแจประตูตู้ทุกบาน และการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม จนมีแต่คนมาถามว่าที่ทำงานเรามีอะไร เจออะไรหรอเห็นติดกล้องเพิ่มเยอะเลย เราก็ซีเรียสปนขำไป ผ่านไปทุกอย่างก็สงบลงเป็นเดือนๆ จำไม่ได้ว่ากี่เดือน จนละเลยการชาร์จแบตกล้อง จนมีอยู่วันหนึ่ง
ที่เกิดเหตุการณ์ของหายภายในห้องห้องหนึ่ง จึงขอดูกล้องวงจรปิด ปรากฏว่า กล้องไม่ได้จับภาพอะไรมานานแล้ว
จบเหตุการณ์ที่ไม่มีคำอธิบายข้างบน
แต่เราอาจเล่าไม่ละเอียด เพราะเรื่องผ่านมานานแล้วแต่จำได้ว่า ตอนยืนปรึกษากันกลางที่ทำงานกับทีมรักษาความปลอดภัย ชายอายุ 30-45 ปียืนขนลุกกันทั้งที่เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องลี้ลับ ในใจเรากลับคิดว่า อาจหาคำตอบไม่ได้ จึงนึกกันไปถึงเรื่องนั้น จนกระทั่งช่วงเวลาผ่านเลยไป เราไม่เจอของหายอีก อาจเพราะพยายามชาร์จแบตกล้องด้วย ไม่ให้กล้องแบตหมด
ทีมที่ทำงานเรา จะมีเรา หมี ลูกกวาด และกวาง
วันหนึ่ง เราอยู่เวรกับหมี หมีบอกว่า ขอออกไปซื้ออะไรมากินแก้ง่วงสักหน่อย โดยทุกทีหมีจะอยู่กับเราตลอด เราจึงนั่งทำงานอยู่หน้าคอมต่อ
คนเดียวและปิดไฟในที่ทำงานทั้งหมดยกเว้นตรงที่เรานั่ง เพื่อการประหยัดไฟ จนตอนนั้นเวลาเย็นๆ แล้วเราไม่ได้สังเกตนาฬิกา เพราะกำลังให้ความสนใจกับงานที่ทำ ในขณะที่ทุกอย่างเงียบสงัด เราได้ยินเสียง ตึ้ง มาจากประตูห้องที่มีของหาย (ต้องบอกก่อนว่าห้องมีประตูเชื่อมหลังห้องออกไปสู่อีกที่ทำงานนึงได้และมีประตูทางออกหลายทาง) แบบเสียงดังตึ้งเดียวแล้วเงียบไป ตามด้วยเสียงเหมือนผู้หญิงคุยกันหลังประตูหรือเสียง reel บางอย่าง ฟังไม่ถนัด ใจก็ออ แม่บ้านมั้งแล้วเขาคงชนประตู แอบเล่นมือถือหรือคุยโทรศัพท์ล่ะมั้งก็ไม่ได้สนใจอะไร นั่งพิมพ์งานต่ออีก เป็น 10 นาที สักพัก เสียงก็เงียบหายไป แล้วอยู่ดีๆ เราก็มีความคิดแว๊บนึงเข้ามา แม่บ้านยังไม่กลับอีกหรอ นี่มันกี่โมงแล้ว ใจคิดเป็นห่วง สงสารว่ามันเย็นแล้ว ข้างนอกก็ไม่ใช่ว่าจะเมืองกรุง เลยได้หันไปมองนาฬิกา นี่มันเวลา 18.45 น.กว่าๆ แล้วจำได้ชัด เพราะเมื่อมองนาฬิกาแล้วทุกอย่างเงียบลงจริง เหมือนในการ์ตูนที่ทุกอย่างมืด แล้วมี sport light ส่องมาที่เรา เพราะแม่บ้านเขาเลิกงาน 18.00 น. นี่นา เสียงที่ได้ยินมาทั้งหมดนั้นล่ะ คืออะไร เรามองเข้าไปในห้องที่มีเสียงซึ่งตอนนี้เงียบกริบ เราโล่งใจเล็กน้อยที่เสียงเงียบและแล้วเสียงก็ ตึ้ง อีกทีทำให้เรามั่นใจว่า ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้วแหละ สิ่งแรกที่ทำคือ จะเดินไปดูให้ชัดว่า ใครอยู่หลังประตูห้อง สิ่งที่สองคือหยุดคิดขึ้นมาว่า แล้วถ้านั่นคือผู้ไม่ประสงค์ดี เราจะโดนทำร้ายไหม อย่างน้อยตอนนี้เราก็นั่งใกล้ประตูทางออก ถ้ามีอะไรวิ่งน่าจะดีกว่า เราเลยตัดสินใจโทรไลน์หาหมี แต่หมีไม่รับสาย เราเลยโทรหา รปภ.ที่ดูแลที่ทำงานเรา เขาบอกให้รอจะรีบมา ผ่านไปไม่นานเขาก็มา ก็นานอยู่ เราและรปภ.พากันเดินดูรอบที่ทำงานเรา และพากันเปิดไฟไปทั่ว รวมทั้งที่ทำงานอีกที่ที่มีทางออกเชื่อมกันทั้งหมด ไม่เจอใคร จนหมีมาถึง บอกมาถึงนานแล้ว แต่หาเราไม่เจอ แล้วรีบมามากๆ เพราะกลัวเราจะเจออะไร หมีโทรกลับเราไม่ได้อยู่กับโทรศัพท์ เลยไม่ได้รับสาย เพราะเรามัวไปเดินอยู่ เราก็เล่าให้หมีฟัง หมีก็กลัว เลยเลิกการแยกกันอยู่ แล้วมาอยู่ด้วยกัน รปภ.แนะนำให้เปิดไฟไว้อย่างน้อยเราก็ได้เห็นเงา เอาจริงๆ ไม่เคยนั่งทบทวนแต่พอมานั่งพิมพ์แล้ว ด้วยไทม์ไลน์ หมีอาจดูแย่ แต่เรารับรองว่าหมีไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกจริงๆ
ผ่านไปนาน
วันนั้นเราอยู่เวรกับลูกกวาด วันนั้นไม่รู้ทำไม ในที่ทำงานหนาวมากแบบสั่นหรือต้องหายใจออกปากทั้งๆ ที่ไม่มีใครเปิดแอร์ ลูกกวาดถามว่า
ทำไมมันหนาวขนาดนี้ เราก็ไปเดินดูแอร์ทั้งหมด ก็ไม่ได้เปิด เรารู้สึกมันหนาวมาก จนชื้น จนหายใจไม่สะดวกเท่าไร และใส่เสื้อคลุมก็แล้วก็ยังหนาว ก็ไม่มีคำตอบจากสังคม
วันหนึ่งเรานัดทีมไปทำธุระด้วยกันทุกคน กลางคืนในห้องพัก ทุกคนต่างฝัน
เริ่มเล่าจากหมี หมีฝันว่า
เขานอนคว่ำอยู่แล้วมีคนมายืนอยู่ข้างหลัง เป็นผู้ชายกับผู้หญิง พูดเรื่องอะไรกันสักอย่างแล้วหัวเราะ หมีบอกฟังไม่รู้เรื่องและไม่กล้าหันไปดู
จนเมื่อหมีตื่น หมีอยู่ท่าเดียวกับในฝัน ทุกอย่างสิ่งแวดล้อมเหมือนในฝัน ตื่นมาก็กลัว เล่าให้เราฟัง เราแอบใส่ความรู้สึกตัวเองเข้าไปว่าหมีอาจจะคิดมากมาจากเรื่องที่เราเจอหรือเปล่า
เราก็ฝัน อันนี้ประหลาดมาก
ฝันว่าเราเดินเข้าไปในทางที่มีหลายห้องเล็กๆ จนสุดทาง เราเข้าห้องสุดท้าย นั่งอยู่สักพักแล้วเราได้ยินเสียงหัวเราะ เราก็หาเสียงจนรู้ว่าเสียงมาจากหลังกำแพงห้อง เราด้วยความเป็นคนตลกก็หัวเราะกลับไปแบบเลียนเสียงหัวเราะนั้น แล้วต้นเสียงหลังกำแพงก็หยุดลง แบบเงียบ เราเลยนึกถึงเรื่องเสียงที่เงียบไปหลังประตูทำให้ในฝันเราคิดไปเองว่า ผีแน่ เราโดนผีหลอก เราวิ่งออกจากห้องนั้นแล้วไปเจอผู้ชายคนนึงแต่เรานึกไม่ออกว่าใครแค่มันรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่สักอย่าง เราเลยเล่าให้เขาฟังว่า เราโดนผีหลอกแล้วน่ากลัวนะ เขาก็บอกว่า ใช่ แล้วเราเลยตื่น ตื่นแบบไม่รู้ลุกจากที่ไหนนะแต่เราตกใจมาก จากคำพูดผู้ชายในฝัน ที่เขาบอกว่า ใช่ เราเดินไปเจอพี่คนหนึ่งที่เรารู้จัก (ซึ่งตอนนั้นเราอยู่ที่พักจะไปเจอใครได้ ไม่ได้คิดข้อนี้ ตอนนั้นบรรยากาศมันไม่มีหมี ลูกกวาด และกวางในความคิดเลย) เราเล่าให้พี่เขาฟังทั้งหมด แต่เขาบอกว่า ไม่หรอก เรากำลังคิดมาก เชิญเรานั่งเก้าอี้แล้วกำลังอธิบายให้เราฟัง จู่ๆ
เรากลับนอนอยู่แล้วเสียงที่พี่เขาอธิบายกลายเป็นเสียงคล้ายเสียงของคนที่หัวเราะในตอนแรก ข้างหูขวาเรา พูดเหมือนติดขัดแบบ
อะอะอะอะอะอะอะอะอะ
เรารู้ตัวแล้วและรู้ว่าฉันโดนละ เราเลยนอนอยู่อย่างนั้นไม่ลืมตาไปมอง แล้วสวดมนต์ของเราไป จนเสียงเงียบ เรารีบลุกแล้วลูกกวาดก็ถามว่าเราเป็นไร
เราไม่ได้เล่าจะกว่าจะเช้า แต่เราก็นอนหลับต่อ ข้างๆ หมีที่นอนคว่ำอยู่ 5555
ส่วนลูกกวาด หลังจากที่หมีเล่าเสร็จ ลูกกวาดก็เล่าว่า ฝันว่าโดนกด หายใจไม่ออก แต่มองเห็น เห็นว่าตัวเองลุกออกจากตัวเองแต่ไม่สุด
เห็นสภาพในห้องแต่สีทั้งหมดเหมือนใส่ฟิลเตอร์ แล้วตกใจคิดว่าตัวเองอาจตายไปแล้ว จนตื่นมาแบบอ่อนเพลีย
เราเอาเรื่องนี้มานั่งคุยกัน คิดว่าดีมากที่ยังเหลือกวาง ที่ไม่โดนอะไรกับเขา ยังมีคนปกติอยู่ แต่แต่แต่
กวางได้เล่าว่า
กวางกลัวเรื่องพวกนี้มาก และเป็นคนมองโลกแบบเชิงบวกตลอด แต่ก่อนนอน หลับตาลงแล้ว จู่ๆ เหมือนรู้สึกมีคนเอามือมาจับที่แขน (นอนตะแคง) ใจก็คิดว่าหมี เกือบทักไปว่ามีไร แต่ยังไม่ทันพูด ลืมตาไปดู ไม่ใช่หมีและไม่มีใคร จึงนอนต่อ
จากนั้นก็ยังคิดว่าแปลกแต่ก็ยังยิ้มได้ ฟีลแบบมีเพื่อนที่รู้ ฟีลแบบมีคนเข้าใจและผ่านไปด้วยกัน
จนทุกวันนี้เรามองว่ามันเป็นปัญหาหนึ่งที่เมื่อมีเรา เราก้าวผ่านไปได้แน่ (มีเพื่อน)
จากนั้นมีช่างเข้ามาซ่อมอะไรบางอย่างในที่ทำงานเราแล้วเขาทัก ว่าพระพุทธรูป ตั้งเป็นเลขคู่ไม่ได้ ให้อัญเชิญออก 1 องค์ เราเองกลับไม่เคยสังเกตหรือคิดเรื่องนี้มาก่อน ทีมเราจึงอัญเชิญพระไปวัดป่า ขนหน้าลุกตลอดเวลา
เล่าแบบรวบรัดไปนิดนึงอย่างน้อยก็ได้ระบายลงไปใน
กท บ้าง แบ่งให้คนอื่นรู้บ้าง คริคริ ขอบคุณที่ทุกคนแวะเข้ามาอ่าน คนเหงาตี 2
เคยมีเหตุการณ์แปลกๆ ที่ไม่มีคำตอบไหม
หากในบางช่วงบางตอนอาจดูเวิ่นเว้อไปบ้าง แต่มันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นท่ามกลางข้อเท็จจริงที่เผชิญ
ในที่ทำงานหนึ่งที่ไม่ได้เปิดบริการ 24 ช.ม. แน่นอนว่า หลังเลิกงาน ต้องไม่เหลือเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำงานแล้ว ทุกคนต่างกลับบ้านหมด
แต่เมื่อกลับมาทำงานเมื่อรุ่งเช้า กลับพบว่า สิ่งของมักหายไปจากที่ตั้ง และนอกจากนั้น ยังมีปลั๊กไฟในเครื่องใช้บางอย่าง ถูกดึงไว้คาเบ้าเสียบ
เพียงแต่ไม่ได้หลุดลงไปให้เห็นได้ชัด หรือแม้แต่ สวิตช์ไฟที่อยู่ในบริเวณลับ แม้แต่คนในองค์กรที่เป็นผู้สอนงานหรือหัวหน้า ยังไม่เคยรู้ว่ามีที่ปิดอยู่ตรงนั้น
ยังถูกปิด ทำให้นอกจากระแวงเรื่องของหายมากพอแล้ว ยังระแวงเรื่องความพร้อมใช้ของเครื่องใช้เหล่านั้นอีกด้วย และยังมีเรื่องที่น่าคิดกว่านั้น
คือสายรัดกล่องที่มีของสำคัญ ขาดออกแบบกริบ ไม่มีรอยกรรไกร ทั้งที่ตัวสายรัดเป็นสาย Cable tie หรือวาล์วน้ำที่ต้องเปิดเพื่อให้เครื่องมือทำงานได้อย่างปกติ กลับถูกปิดไปโดยคนในไม่มีใครทราบ ได้นั่งแก้ไขเครื่อง Error ไปเป็นวัน จนสุดท้ายต้องเอาเทปมาพันล็อคไว้ จขกท ทำงานอยู่ที่นั่น ที่ที่มีคนทำงานแค่ 3-4 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด ที่ที่มีรปภ.เฝ้าหน้าประตู ที่ที่เปิดดูกล้องวงจรปิด กลับไม่พบอะไร พยายามแกะรอย จนคิดว่านี่ฉันคือนักสืบหรือเปล่า
สิ่งแรกที่ จขกท. คิด คือ
ถ้ากล้องวงจรปิดไม่เจออะไรเลย เป็นไปได้ไหมว่าเวลาในกล้องถูกข้ามไป แต่กล้องก็ส่องให้เห็นเพียงทางเข้า ออก แต่ไม่ได้ส่องให้เห็นในห้องที่เกิดเหตุ
ทางทีมที่ดูกล้อง จึงทุ่มเทเวลาในการนั่งดูอย่างละเอียด ก็ยังไม่พบอะไร ทำให้สองคือเริ่มคิดไปไกล ว่าคนที่ทำงานอยู่ข้างเคียง อาจเป็นต้นเหตุหรือไม่ โดยผ่านการสงสัยกันเองมาหมดแล้ว จากนั้นก็ล็อคกุญแจประตูตู้ทุกบาน และการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม จนมีแต่คนมาถามว่าที่ทำงานเรามีอะไร เจออะไรหรอเห็นติดกล้องเพิ่มเยอะเลย เราก็ซีเรียสปนขำไป ผ่านไปทุกอย่างก็สงบลงเป็นเดือนๆ จำไม่ได้ว่ากี่เดือน จนละเลยการชาร์จแบตกล้อง จนมีอยู่วันหนึ่ง
ที่เกิดเหตุการณ์ของหายภายในห้องห้องหนึ่ง จึงขอดูกล้องวงจรปิด ปรากฏว่า กล้องไม่ได้จับภาพอะไรมานานแล้ว
จบเหตุการณ์ที่ไม่มีคำอธิบายข้างบน
แต่เราอาจเล่าไม่ละเอียด เพราะเรื่องผ่านมานานแล้วแต่จำได้ว่า ตอนยืนปรึกษากันกลางที่ทำงานกับทีมรักษาความปลอดภัย ชายอายุ 30-45 ปียืนขนลุกกันทั้งที่เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องลี้ลับ ในใจเรากลับคิดว่า อาจหาคำตอบไม่ได้ จึงนึกกันไปถึงเรื่องนั้น จนกระทั่งช่วงเวลาผ่านเลยไป เราไม่เจอของหายอีก อาจเพราะพยายามชาร์จแบตกล้องด้วย ไม่ให้กล้องแบตหมด
ทีมที่ทำงานเรา จะมีเรา หมี ลูกกวาด และกวาง
วันหนึ่ง เราอยู่เวรกับหมี หมีบอกว่า ขอออกไปซื้ออะไรมากินแก้ง่วงสักหน่อย โดยทุกทีหมีจะอยู่กับเราตลอด เราจึงนั่งทำงานอยู่หน้าคอมต่อ
คนเดียวและปิดไฟในที่ทำงานทั้งหมดยกเว้นตรงที่เรานั่ง เพื่อการประหยัดไฟ จนตอนนั้นเวลาเย็นๆ แล้วเราไม่ได้สังเกตนาฬิกา เพราะกำลังให้ความสนใจกับงานที่ทำ ในขณะที่ทุกอย่างเงียบสงัด เราได้ยินเสียง ตึ้ง มาจากประตูห้องที่มีของหาย (ต้องบอกก่อนว่าห้องมีประตูเชื่อมหลังห้องออกไปสู่อีกที่ทำงานนึงได้และมีประตูทางออกหลายทาง) แบบเสียงดังตึ้งเดียวแล้วเงียบไป ตามด้วยเสียงเหมือนผู้หญิงคุยกันหลังประตูหรือเสียง reel บางอย่าง ฟังไม่ถนัด ใจก็ออ แม่บ้านมั้งแล้วเขาคงชนประตู แอบเล่นมือถือหรือคุยโทรศัพท์ล่ะมั้งก็ไม่ได้สนใจอะไร นั่งพิมพ์งานต่ออีก เป็น 10 นาที สักพัก เสียงก็เงียบหายไป แล้วอยู่ดีๆ เราก็มีความคิดแว๊บนึงเข้ามา แม่บ้านยังไม่กลับอีกหรอ นี่มันกี่โมงแล้ว ใจคิดเป็นห่วง สงสารว่ามันเย็นแล้ว ข้างนอกก็ไม่ใช่ว่าจะเมืองกรุง เลยได้หันไปมองนาฬิกา นี่มันเวลา 18.45 น.กว่าๆ แล้วจำได้ชัด เพราะเมื่อมองนาฬิกาแล้วทุกอย่างเงียบลงจริง เหมือนในการ์ตูนที่ทุกอย่างมืด แล้วมี sport light ส่องมาที่เรา เพราะแม่บ้านเขาเลิกงาน 18.00 น. นี่นา เสียงที่ได้ยินมาทั้งหมดนั้นล่ะ คืออะไร เรามองเข้าไปในห้องที่มีเสียงซึ่งตอนนี้เงียบกริบ เราโล่งใจเล็กน้อยที่เสียงเงียบและแล้วเสียงก็ ตึ้ง อีกทีทำให้เรามั่นใจว่า ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้วแหละ สิ่งแรกที่ทำคือ จะเดินไปดูให้ชัดว่า ใครอยู่หลังประตูห้อง สิ่งที่สองคือหยุดคิดขึ้นมาว่า แล้วถ้านั่นคือผู้ไม่ประสงค์ดี เราจะโดนทำร้ายไหม อย่างน้อยตอนนี้เราก็นั่งใกล้ประตูทางออก ถ้ามีอะไรวิ่งน่าจะดีกว่า เราเลยตัดสินใจโทรไลน์หาหมี แต่หมีไม่รับสาย เราเลยโทรหา รปภ.ที่ดูแลที่ทำงานเรา เขาบอกให้รอจะรีบมา ผ่านไปไม่นานเขาก็มา ก็นานอยู่ เราและรปภ.พากันเดินดูรอบที่ทำงานเรา และพากันเปิดไฟไปทั่ว รวมทั้งที่ทำงานอีกที่ที่มีทางออกเชื่อมกันทั้งหมด ไม่เจอใคร จนหมีมาถึง บอกมาถึงนานแล้ว แต่หาเราไม่เจอ แล้วรีบมามากๆ เพราะกลัวเราจะเจออะไร หมีโทรกลับเราไม่ได้อยู่กับโทรศัพท์ เลยไม่ได้รับสาย เพราะเรามัวไปเดินอยู่ เราก็เล่าให้หมีฟัง หมีก็กลัว เลยเลิกการแยกกันอยู่ แล้วมาอยู่ด้วยกัน รปภ.แนะนำให้เปิดไฟไว้อย่างน้อยเราก็ได้เห็นเงา เอาจริงๆ ไม่เคยนั่งทบทวนแต่พอมานั่งพิมพ์แล้ว ด้วยไทม์ไลน์ หมีอาจดูแย่ แต่เรารับรองว่าหมีไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกจริงๆ
ผ่านไปนาน
วันนั้นเราอยู่เวรกับลูกกวาด วันนั้นไม่รู้ทำไม ในที่ทำงานหนาวมากแบบสั่นหรือต้องหายใจออกปากทั้งๆ ที่ไม่มีใครเปิดแอร์ ลูกกวาดถามว่า
ทำไมมันหนาวขนาดนี้ เราก็ไปเดินดูแอร์ทั้งหมด ก็ไม่ได้เปิด เรารู้สึกมันหนาวมาก จนชื้น จนหายใจไม่สะดวกเท่าไร และใส่เสื้อคลุมก็แล้วก็ยังหนาว ก็ไม่มีคำตอบจากสังคม
วันหนึ่งเรานัดทีมไปทำธุระด้วยกันทุกคน กลางคืนในห้องพัก ทุกคนต่างฝัน
เริ่มเล่าจากหมี หมีฝันว่า
เขานอนคว่ำอยู่แล้วมีคนมายืนอยู่ข้างหลัง เป็นผู้ชายกับผู้หญิง พูดเรื่องอะไรกันสักอย่างแล้วหัวเราะ หมีบอกฟังไม่รู้เรื่องและไม่กล้าหันไปดู
จนเมื่อหมีตื่น หมีอยู่ท่าเดียวกับในฝัน ทุกอย่างสิ่งแวดล้อมเหมือนในฝัน ตื่นมาก็กลัว เล่าให้เราฟัง เราแอบใส่ความรู้สึกตัวเองเข้าไปว่าหมีอาจจะคิดมากมาจากเรื่องที่เราเจอหรือเปล่า
เราก็ฝัน อันนี้ประหลาดมาก
ฝันว่าเราเดินเข้าไปในทางที่มีหลายห้องเล็กๆ จนสุดทาง เราเข้าห้องสุดท้าย นั่งอยู่สักพักแล้วเราได้ยินเสียงหัวเราะ เราก็หาเสียงจนรู้ว่าเสียงมาจากหลังกำแพงห้อง เราด้วยความเป็นคนตลกก็หัวเราะกลับไปแบบเลียนเสียงหัวเราะนั้น แล้วต้นเสียงหลังกำแพงก็หยุดลง แบบเงียบ เราเลยนึกถึงเรื่องเสียงที่เงียบไปหลังประตูทำให้ในฝันเราคิดไปเองว่า ผีแน่ เราโดนผีหลอก เราวิ่งออกจากห้องนั้นแล้วไปเจอผู้ชายคนนึงแต่เรานึกไม่ออกว่าใครแค่มันรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่สักอย่าง เราเลยเล่าให้เขาฟังว่า เราโดนผีหลอกแล้วน่ากลัวนะ เขาก็บอกว่า ใช่ แล้วเราเลยตื่น ตื่นแบบไม่รู้ลุกจากที่ไหนนะแต่เราตกใจมาก จากคำพูดผู้ชายในฝัน ที่เขาบอกว่า ใช่ เราเดินไปเจอพี่คนหนึ่งที่เรารู้จัก (ซึ่งตอนนั้นเราอยู่ที่พักจะไปเจอใครได้ ไม่ได้คิดข้อนี้ ตอนนั้นบรรยากาศมันไม่มีหมี ลูกกวาด และกวางในความคิดเลย) เราเล่าให้พี่เขาฟังทั้งหมด แต่เขาบอกว่า ไม่หรอก เรากำลังคิดมาก เชิญเรานั่งเก้าอี้แล้วกำลังอธิบายให้เราฟัง จู่ๆ
เรากลับนอนอยู่แล้วเสียงที่พี่เขาอธิบายกลายเป็นเสียงคล้ายเสียงของคนที่หัวเราะในตอนแรก ข้างหูขวาเรา พูดเหมือนติดขัดแบบ
อะอะอะอะอะอะอะอะอะ
เรารู้ตัวแล้วและรู้ว่าฉันโดนละ เราเลยนอนอยู่อย่างนั้นไม่ลืมตาไปมอง แล้วสวดมนต์ของเราไป จนเสียงเงียบ เรารีบลุกแล้วลูกกวาดก็ถามว่าเราเป็นไร
เราไม่ได้เล่าจะกว่าจะเช้า แต่เราก็นอนหลับต่อ ข้างๆ หมีที่นอนคว่ำอยู่ 5555
ส่วนลูกกวาด หลังจากที่หมีเล่าเสร็จ ลูกกวาดก็เล่าว่า ฝันว่าโดนกด หายใจไม่ออก แต่มองเห็น เห็นว่าตัวเองลุกออกจากตัวเองแต่ไม่สุด
เห็นสภาพในห้องแต่สีทั้งหมดเหมือนใส่ฟิลเตอร์ แล้วตกใจคิดว่าตัวเองอาจตายไปแล้ว จนตื่นมาแบบอ่อนเพลีย
เราเอาเรื่องนี้มานั่งคุยกัน คิดว่าดีมากที่ยังเหลือกวาง ที่ไม่โดนอะไรกับเขา ยังมีคนปกติอยู่ แต่แต่แต่
กวางได้เล่าว่า
กวางกลัวเรื่องพวกนี้มาก และเป็นคนมองโลกแบบเชิงบวกตลอด แต่ก่อนนอน หลับตาลงแล้ว จู่ๆ เหมือนรู้สึกมีคนเอามือมาจับที่แขน (นอนตะแคง) ใจก็คิดว่าหมี เกือบทักไปว่ามีไร แต่ยังไม่ทันพูด ลืมตาไปดู ไม่ใช่หมีและไม่มีใคร จึงนอนต่อ
จากนั้นก็ยังคิดว่าแปลกแต่ก็ยังยิ้มได้ ฟีลแบบมีเพื่อนที่รู้ ฟีลแบบมีคนเข้าใจและผ่านไปด้วยกัน
จนทุกวันนี้เรามองว่ามันเป็นปัญหาหนึ่งที่เมื่อมีเรา เราก้าวผ่านไปได้แน่ (มีเพื่อน)
จากนั้นมีช่างเข้ามาซ่อมอะไรบางอย่างในที่ทำงานเราแล้วเขาทัก ว่าพระพุทธรูป ตั้งเป็นเลขคู่ไม่ได้ ให้อัญเชิญออก 1 องค์ เราเองกลับไม่เคยสังเกตหรือคิดเรื่องนี้มาก่อน ทีมเราจึงอัญเชิญพระไปวัดป่า ขนหน้าลุกตลอดเวลา
เล่าแบบรวบรัดไปนิดนึงอย่างน้อยก็ได้ระบายลงไปใน
กท บ้าง แบ่งให้คนอื่นรู้บ้าง คริคริ ขอบคุณที่ทุกคนแวะเข้ามาอ่าน คนเหงาตี 2