"นารีพิฆาต" เป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นช่วงปี พ.ศ. 2537 จากกรณีอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (ปัจจุบันถึงแก่อนิจจกรรมแล้ว) ต้องสงสัยว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรมถึงขั้นอาบัติปาราชิก แต่บรรดาลูกศิษย์และผู้ที่ศรัทธาไม่เชื่อข้อกล่าวหาดังกล่าว และมองว่านี่คือแผนจัดฉากใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงและมุ่งทำลายพระพุทธศาสนา
เหตุการณ์ช่วงแรกนั้นต้องยอมรับว่าอดีตพระยันตระมีบารมีและอิทธิพลมากพอสมควรจากการที่คณะพระสังฆาธิการระดับภาคและระดับจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง แต่ได้ผลสรุปออกมาว่า "หลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ" และเอาผิดขั้นปาราชิกไม่ได้
แต่ก็ปรากฎว่าบรรดาสื่อมวลชนไม่ยอมรับมติ และขุดคุ้ยเพิ่มจนเจอหลักฐานสลิปบัตรเครดิตที่รูดใช้บริการทางเพศและพยานบุคคลที่เป็นสีกาชาวต่างชาติ ส่วนท่านยันตระเองก็ปฏิเสธการตรวจ DNA ตลอด กระแสสังคมกดดันอย่างหนักจนมหาเถรสมาคมและกรมการศาสนาต้องลงมาจัดการ และวินิจฉัยในท้ายที่สุดว่าอดีตพระยันตระต้องอาบัติปาราชิก
แต่ที่ยังน่าแปลกใจคือลูกศิษย์บางส่วนยังคงเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่าหลักฐานต่างๆถูกปลอมแปลงขึ้น และขบวนการนารีพิฆาตมีอิทธิพลมากจนทำเรื่องเหลือเชื่อเหล่านั้นได้ ทั้งที่ก็ยังไม่แน่ใจว่าขบวนการนารีพิฆาตนี้คือใคร บางคนก็ว่าเป็นการขัดผลประโยชน์กันเองของคณะสงฆ์ องค์กรลับต่างศาสนา กลุ่มทุนรับจ้างล้มพุทธ หรือกลุ่มความเชื่อที่หลงเหลือจากยุคคอมมิวนิสต์
ส่วนตัวเคยเจอพระสงฆ์ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราชที่อยู่ร่วมสมัยกับท่านยันตระครับ ที่แม้จนหลายสิบปีผ่านไปท่านก็ยังยืนยันในความบริสุทธิ์ของท่านอดีตพระยันตระและยืนยันการมีอยู่จริงของนารีพิฆาต
คิดว่าเหตุผลนึงที่ทำให้หลายคนยึดมั่นในความเชื่อไม่เปลี่ยนแปลง ก็น่าจะมาจากท่านยันตระครั้งนึงเคยเป็นพระผู้ปฏิบัติภาวนาเช่นกัน และหลายคนเคยสัมผัสได้กับตัวเองว่าท่านเป็นผู้"มีฤทธิ์"หรือ"มีของ" แถมพระอาจารย์ที่บวชเรียนให้ท่านยันตระก็ล้วนเป็นเกจิอาจารย์ในพื้นที่ทั้งนั้น หลายรูปคงมีฤทธิ์เช่นเดียวกันแต่จะเป็นไปได้ยังไงที่ท่านไม่เห็นสลิปบัตรเครดิตแต่เห็นนารีพิฆาตแทน
ก็เลยยังสงสัยนิดๆว่านารีพิฆาตส่วนส่วนจริงอยู่บ้างหรือเปล่า แม้หลักฐานเชิงประจักษ์จะสรุปประเด็นหลักไปแล้ว
"นารีพิฆาต" ในอดีตมีจริงหรือเปล่า
เหตุการณ์ช่วงแรกนั้นต้องยอมรับว่าอดีตพระยันตระมีบารมีและอิทธิพลมากพอสมควรจากการที่คณะพระสังฆาธิการระดับภาคและระดับจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง แต่ได้ผลสรุปออกมาว่า "หลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ" และเอาผิดขั้นปาราชิกไม่ได้
แต่ก็ปรากฎว่าบรรดาสื่อมวลชนไม่ยอมรับมติ และขุดคุ้ยเพิ่มจนเจอหลักฐานสลิปบัตรเครดิตที่รูดใช้บริการทางเพศและพยานบุคคลที่เป็นสีกาชาวต่างชาติ ส่วนท่านยันตระเองก็ปฏิเสธการตรวจ DNA ตลอด กระแสสังคมกดดันอย่างหนักจนมหาเถรสมาคมและกรมการศาสนาต้องลงมาจัดการ และวินิจฉัยในท้ายที่สุดว่าอดีตพระยันตระต้องอาบัติปาราชิก
แต่ที่ยังน่าแปลกใจคือลูกศิษย์บางส่วนยังคงเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่าหลักฐานต่างๆถูกปลอมแปลงขึ้น และขบวนการนารีพิฆาตมีอิทธิพลมากจนทำเรื่องเหลือเชื่อเหล่านั้นได้ ทั้งที่ก็ยังไม่แน่ใจว่าขบวนการนารีพิฆาตนี้คือใคร บางคนก็ว่าเป็นการขัดผลประโยชน์กันเองของคณะสงฆ์ องค์กรลับต่างศาสนา กลุ่มทุนรับจ้างล้มพุทธ หรือกลุ่มความเชื่อที่หลงเหลือจากยุคคอมมิวนิสต์
ส่วนตัวเคยเจอพระสงฆ์ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราชที่อยู่ร่วมสมัยกับท่านยันตระครับ ที่แม้จนหลายสิบปีผ่านไปท่านก็ยังยืนยันในความบริสุทธิ์ของท่านอดีตพระยันตระและยืนยันการมีอยู่จริงของนารีพิฆาต
คิดว่าเหตุผลนึงที่ทำให้หลายคนยึดมั่นในความเชื่อไม่เปลี่ยนแปลง ก็น่าจะมาจากท่านยันตระครั้งนึงเคยเป็นพระผู้ปฏิบัติภาวนาเช่นกัน และหลายคนเคยสัมผัสได้กับตัวเองว่าท่านเป็นผู้"มีฤทธิ์"หรือ"มีของ" แถมพระอาจารย์ที่บวชเรียนให้ท่านยันตระก็ล้วนเป็นเกจิอาจารย์ในพื้นที่ทั้งนั้น หลายรูปคงมีฤทธิ์เช่นเดียวกันแต่จะเป็นไปได้ยังไงที่ท่านไม่เห็นสลิปบัตรเครดิตแต่เห็นนารีพิฆาตแทน
ก็เลยยังสงสัยนิดๆว่านารีพิฆาตส่วนส่วนจริงอยู่บ้างหรือเปล่า แม้หลักฐานเชิงประจักษ์จะสรุปประเด็นหลักไปแล้ว